สำนักข่าวหุ้นอินไซด์ (12 ตุลาคม 2569 ) ---- ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยบทวิเคราะห์ ระบุว่าสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพี ณ ไตรมาส 2/2569 ลดลงมาอยู่ที่ 85.2% ขณะที่ยอดหนี้เพิ่มขึ้นเพียง 0.6% YoY อย่างไรก็ดี ทิศทางสินเชื่อแต่ละประเภทยังแตกต่างกันสะท้อนข้อจำกัดด้านกำลังซื้อและความสามารถในการก่อหนี้ที่ไม่เท่ากันระหว่างกลุ่มครัวเรือน และตอกย้ำภาพการเติบโตแบบ K-shaped ของหนี้แต่ละประเภท
ภาระการชำระหนี้ยังเป็นข้อจำกัดสำคัญต่อฐานะการเงินของครัวเรือน จากการวิเคราะห์ข้อมูล SES ปี 2568 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย พบว่า ครัวเรือนที่มีรายได้ไม่เกิน 15,000 บาทต่อเดือน มี DSR เฉลี่ยสูงถึง 40.1% เทียบกับค่าเฉลี่ย DSR ของครัวเรือนทั้งหมดที่มีภาระชำระหนี้ซึ่งอยู่ที่ 26.3%
ครัวเรือนจำนวนไม่น้อยยังเผชิญปัญหาเงินสดตึงมือ โดยประมาณ 23.8% ของครัวเรือนที่มีภาระชำระหนี้มีรายได้ที่เป็นตัวเงินไม่เพียงพอกับรายจ่าย (Cash Margin ติดลบ) และปัญหานี้รุนแรงขึ้นในกลุ่มผู้มีรายได้น้อย
รายจ่ายที่เกิดจากเหตุไม่คาดคิด เช่น สถานการณ์น้ำท่วม อาจทำให้ความเปราะบางขยายไปสู่ครัวเรือนรายได้ปานกลาง โดยผลจาก Sensitivity Analysis ของศูนย์วิจัยกสิกรไทย พบว่า หากรายจ่ายเพิ่มขึ้น 10% จะมีครัวเรือนอีกประมาณ 1.2 ล้านครัวเรือนที่ Cash Margin พลิกเป็นติดลบ โดยมากจะอยู่ในกลุ่มที่มีรายได้ 15,000-50,000 บาทต่อเดือน
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีอาจชะลอลงมาที่ 84.0% ณ สิ้นปี 2569 จาก 86.8% ในปี 2568 แต่ไม่ได้หมายความว่าปัญหาหนี้คลี่คลายลงแล้ว เนื่องจากหนี้ที่เติบโตต่ำส่วนหนึ่งสะท้อนข้อจำกัดในการก่อหนี้ใหม่ มากกว่าฐานะการเงินที่ปรับดีขึ้น ขณะที่กระบวนการลดลงของหนี้ครัวเรือน (Debt Deleveraging) อย่างยั่งยืน ยังต้องอาศัยการฟื้นตัวของรายได้และความสามารถในการชำระหนี้ของครัวเรือนด้วยเช่นกัน