สำนักข่าวหุ้นอินไซด์ (12 ตุลาคม 2569 ) ---- JSP เดินหน้าลงนามข้อตกลงความร่วมมือไทย – จีน 5 ฝ่าย JSP–Walvax Biotechnology–Yunnan ASXAN Biotech–Yunnan University–มหาวิทยาลัยบูรพา ศึกษาความเป็นไปได้เดินหน้าพร้อมถ่ายทอดและต่อยอดเทคโนโลยีชีวภาพจากจีนสู่การผลิตในไทย เชื่อมงานวิจัย บุคลากร และเทคโนโลยีจากห้องปฏิบัติการสู่การผลิตระดับอุตสาหกรรม
เผยเทนด์ Biotechnology กำลังมาแรง แนวโน้มมูลค่าตลาดพุ่งจาก 1.77 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568 สู่ 5.71 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2577 สอดรับเป้าหมายไทยสู่ Bio Hub ตั้งเป้าสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ 1 ล้านล้านบาท
มองความร่วมมือช่วยยกระดับ Know-how และพัฒนาบุคลากรไทย เพิ่มความมั่นคงด้านสุขภาพ พร้อมปูทางสู่ฐานผลิตโดยโรงงานมาตรฐานของ JSP รองรับตลาดอาเซียน ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ตั้งแต่งานวิจัยและพัฒนาไปจนถึงการผลิตในระดับอุตสาหกรรม
นายสิทธิชัย แดงประเสริฐ ประธานกลุ่ม บริษัท โรงงานเภสัชอุตสาหกรรม เจเอสพี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ JSP เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมเทคโนโลยีชีวภาพ (Biotechnology) กำลังเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่มีบทบาทมากขึ้น จากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีด้านการพัฒนายา วัคซีนชีวภาพ การแพทย์ที่แม่นยำ ตลอดจนการนำ AI เข้ามาช่วยเร่งกระบวนการวิจัยและพัฒนายา ซึ่งกำลังเปลี่ยนโฉมอุตสาหกรรมสุขภาพ อาหาร และการผลิตทั่วโลก ล่าสุด JSP จึงเดินหน้าขยายความร่วมมือด้าน Biotechnology ผ่านการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับพันธมิตรรวม 5 ฝ่าย ได้แก่ Walvax Biotechnology, Yunnan ASXAN Biotech, Yunnan University, มหาวิทยาลัยบูรพา และ JSP เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการถ่ายทอดและต่อยอด Biotechnology จากประเทศจีนสู่การผลิตในประเทศไทย โดยเชื่อมองค์ความรู้ บุคลากร และโครงสร้างพื้นฐานด้านการวิจัยของมหาวิทยาลัย เข้ากับเทคโนโลยีและศักยภาพการผลิตของภาคอุตสาหกรรม เพื่อสนับสนุนการวิจัย การถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาบุคลากร และการนำผลงานวิจัยไปต่อยอดสู่การใช้งานจริงในอนาคต โดยการลงนามครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นสักขีพยาน
สำหรับพันธมิตรจากประเทศจีน Walvax Biotechnology เป็นผู้พัฒนาและผลิตวัคซีนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เซินเจิ้น ปัจจุบันมีวัคซีนที่ได้รับอนุญาตแล้ว 8 รายการ และมีแพลตฟอร์มวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีวัคซีนหลายรูปแบบ ขณะที่ Yunnan ASXAN Biotech มีความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาสารสำคัญและเทคโนโลยีชีวภาพสำหรับอุตสาหกรรมสุขภาพ รวมถึงการผลิตแอสตาแซนธิน (Astaxanthin) รายใหญ่ของโลก ตลอดจนเทคโนโลยี Microencapsulation, Nano-formulation และ Synthetic Biology ซึ่งสามารถนำไปต่อยอดในผลิตภัณฑ์สุขภาพและผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงได้
ความร่วมมือครั้งนี้เป็นโอกาสในการนำองค์ความรู้และเทคโนโลยีใหม่เข้ามาเพิ่มขีดความสามารถให้ประเทศไทย หากสามารถต่อยอดสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ได้ จะสร้างโอกาสสำคัญใน 4 ด้าน ได้แก่ 1. การรับและต่อยอดเทคโนโลยีและ Know-how ในประเทศ 2. การพัฒนาบุคลากร 3.และ 4.เชื่อมงานวิจัยสู่ภาคอุตสาหกรรม โดยการเพิ่มความมั่นคงด้านสุขภาพและต่อยอดไทยสู่ฐานผลิตในอาเซียน รวมถึงการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจตั้งแต่งานวิจัยและพัฒนาไปจนถึงการผลิตในระดับอุตสาหกรรม
สำหรับความพร้อมของ JSP ในการเป็นพันธมิตรภาคอุตสาหกรรม ในด้านการเป็นฐานผลิตเนื่องจาก JSP มีโครงสร้างพื้นฐานด้านการผลิตที่ครอบคลุม ทั้งโรงงานผลิตยาแผนปัจจุบันมาตรฐาน GMP/PIC/S ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เครื่องสำอาง สมุนไพร รวมถึงผลิตภัณฑ์สำหรับสัตว์ ประกอบกับการเป็นบริษัทจดทะเบียนที่ดำเนินธุรกิจภายใต้หลักธรรมาภิบาลและความโปร่งใส รวมถึงมีแนวทางบริหารที่ให้ความสำคัญกับนวัตกรรม การวิจัยและพัฒนา และการเปิดรับเทคโนโลยีใหม่จากต่างประเทศ
ทั้งนี้ JSP และพันธมิตรจากประเทศจีนได้มีการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และเยี่ยมชมศักยภาพระหว่างกันอย่างต่อเนื่องมากกว่า 1 ปี ก่อนพัฒนามาสู่การลงนามความร่วมมือในครั้งนี้ สะท้อนถึงการศึกษาความพร้อมของแต่ละฝ่ายเพื่อวางแนวทางความร่วมมือในระยะยาว
"ความร่วมมือครั้งนี้จึงเป็นเหมือนการสร้างสะพานเชื่อมงานวิจัยและเทคโนโลยีชีวภาพจากห้องปฏิบัติการ สู่การพัฒนาและการผลิตในระดับอุตสาหกรรมในประเทศไทย โดย Walvax จะช่วยเติมองค์ความรู้และเทคโนโลยีในกลุ่มชีวเภสัชภัณฑ์และวัคซีน ขณะที่ ASXAN เปิดโอกาสในการต่อยอดเทคโนโลยีไปสู่สารสำคัญ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และผลิตภัณฑ์สุขภาพ ซึ่งสอดคล้องกับฐานธุรกิจและโรงงานที่ JSP มีอยู่ ทำให้เรามองเห็นโอกาสในการพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มสูงได้หลากหลายขึ้นในอนาคต" นายสิทธิชัยกล่าว
ปัจจุบัน Biotechnology กำลังได้รับความสนใจจากทั่วโลก ข้อมูลจากสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ระบุว่า ในปี 2568 Biotechnology ทั่วโลกมีมูลค่ากว่า 1.77 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 5.71 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2577 สะท้อนถึงโอกาสทางธุรกิจและศักยภาพการเติบโตของอุตสาหกรรมดังกล่าวในระยะยาว
สำหรับประเทศไทย การเติบโตของ Biotechnology ถือเป็นโอกาสในการยกระดับจากฐานการผลิตยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพ ไปสู่การวิจัย พัฒนา และผลิตผลิตภัณฑ์ชีวภาพที่ใช้เทคโนโลยีและองค์ความรู้ขั้นสูง สอดคล้องกับ กรอบการพัฒนาอุตสาหกรรม Biotechnology ของประเทศ พ.ศ. 2569–2578 ที่มุ่งผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น Bio Hub และตั้งเป้าสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจประมาณ 1 ล้านล้านบาท