สำนักข่าวหุ้นอินไซด์(22 กันยายน 2569)-----------------เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2569 นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) พร้อมคณะผู้บริหาร ส.อ.ท. ได้มอบข้อเสนอต่อ (ร่าง) แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 พ.ศ. 2571–2575 ให้แก่ นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เพื่อสนับสนุนข้อมูลและข้อเสนอแนะในการจัดทำแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ผ่านการเชื่อมโยงยุทธศาสตร์ 5I ของ ส.อ.ท. เข้ากับทิศทางการพัฒนาประเทศ พร้อมสะท้อนมุมมองจาก 48 กลุ่มอุตสาหกรรม และ 76 สภาอุตสาหกรรมจังหวัดทั่วประเทศ ต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมในอนาคต
นางพิมพ์ใจ กล่าวว่า แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ถือเป็นกรอบยุทธศาสตร์สำคัญของประเทศ ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี โครงสร้างการค้าโลก ภูมิรัฐศาสตร์ สังคมสูงวัย และแรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อม ประเทศไทยจึงต้องใช้แผนฉบับนี้เป็นกลไกยกระดับผลิตภาพ สร้างอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าสูง และลดข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่กระทบต่อการลงทุนและการประกอบธุรกิจ
ส.อ.ท. จึงได้ประชุมระดมความคิดเห็นจัดทำข้อเสนอต่อ (ร่าง) แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 เพื่อนำ “ยุทธศาสตร์ 5I” มาเป็นสะพานเชื่อมระหว่างเป้าหมายระดับประเทศกับการปรับตัวของภาคอุตสาหกรรม ประกอบด้วย I1 Intelligent Industry ยกระดับผลิตภาพด้วยดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ และระบบอัตโนมัติ I2 Innovation & Creative Industry สร้างมูลค่าเพิ่มจากนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ I3 International Alliance & Network ขยายความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน และห่วงโซ่อุปทานโลก I4 Industrial Infrastructure Reform ปฏิรูปกฎหมาย พลังงาน โลจิสติกส์ น้ำ และทุนมนุษย์ และ I5 Inclusive Sustainability สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ควบคู่กับการสร้างโอกาสให้ SMEs ให้เติบโตอย่างทั่วถึง
อย่างไรก็ตาม แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ไม่ควรเป็นเพียงการกำหนดภาพอนาคตของประเทศ แต่ต้องเป็นแผนที่สามารถนำไปสู่การปฏิบัติและขับเคลื่อนให้เกิดผลเป็นรูปธรรม โดยทุกเป้าหมายต้องมีหน่วยงานเจ้าภาพรับผิดชอบ มีทรัพยากรรองรับ มีตัวชี้วัดที่ชัดเจน และสามารถติดตามประเมินผลได้อย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ นอกจากข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์แล้ว ส.อ.ท. ยังให้ความสำคัญกับการผลักดันให้แผนฯ สามารถเชื่อมโยงจากระดับนโยบายสู่การปฏิบัติจริง จึงได้เสนอแนวทางขับเคลื่อน 5 ประการ เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานให้บรรลุเป้าหมายของประเทศ ได้แก่
1. การแปลงเป้าหมายของแผนฯ สู่การปฏิบัติอย่างเป็นระบบ มีการจัดทำแผนที่เชื่อมโยงนโยบายสู่การปฏิบัติ โดยระบุโครงการ หน่วยงานเจ้าภาพ พื้นที่ดำเนินการ กรอบเวลา งบประมาณ เป้าหมายรายปี และตัวชี้วัดผลลัพธ์ให้ชัดเจน เพื่อให้สามารถติดตามและแก้ไขปัญหาได้ทันเวลา
2. การเชื่อมโยงการจัดสรรทรัพยากรกับผลสัมฤทธิ์ของประเทศ บูรณาการงบประมาณ บุคลากร ข้อมูล เทคโนโลยี และโครงสร้างพื้นฐานระหว่างหน่วยงาน พร้อมจัดลำดับโครงการตามความเร่งด่วน ความคุ้มค่า ผลกระทบ และความพร้อม โดยนำผลการประเมินมาใช้เพิ่ม ลด โอน หรือยุติงบประมาณของโครงการที่ไม่ก่อให้เกิดผลตามเป้าหมาย
3. การสร้างความต่อเนื่องและเอกภาพในการขับเคลื่อนทุกระดับ กำหนดกลไกร่วมระหว่างส่วนกลาง หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และพื้นที่ ให้มีแผนปฏิบัติการ ตัวชี้วัด และกรอบงบประมาณร่วมกัน เพื่อลดความซ้ำซ้อน และทำให้การพัฒนาในแต่ละพื้นที่เชื่อมโยงกับเป้าหมายของประเทศ
4. การพัฒนาระบบติดตามผลด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล จัดทำมาตรฐานข้อมูลและตัวชี้วัดกลาง เชื่อมโยงข้อมูลเข้าสู่แพลตฟอร์มเดียว พร้อมแดชบอร์ดติดตามความก้าวหน้า การใช้งบประมาณ ผลสัมฤทธิ์ และความเสี่ยงแบบ Real Time รวมถึงระบบแจ้งเตือนเมื่อโครงการล่าช้าหรือมีผลการดำเนินงานต่ำกว่าเป้าหมาย
5. การทำให้แผนมีความยืดหยุ่นและตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลง กำหนดรอบทบทวนแผนและเกณฑ์แจ้งเตือนเมื่อเกิดความเปลี่ยนแปลงสำคัญด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี ภูมิรัฐศาสตร์ หรือสิ่งแวดล้อม พร้อมกลไกเร่งรัดสำหรับปรับแผน งบประมาณ และตัวชี้วัด โดยไม่ทำให้เป้าหมายระยะยาวของประเทศสะดุด
นางพิมพ์ใจ กล่าวเพิ่มเติมว่า “ในอนาคตความสำเร็จของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ต้องวัดจากผลลัพธ์ที่ประชาชนและผู้ประกอบการสัมผัสได้ ทั้งผลิตภาพที่สูงขึ้น ต้นทุนที่แข่งขันได้ การลงทุนและการจ้างงานที่เพิ่มขึ้น ตลอดจนโอกาสที่กระจายไปสู่ SMEs และภูมิภาค หากภาครัฐและเอกชนร่วมกันขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง ดิฉันเชื่อว่าจะช่วยเปลี่ยนเป้าหมายของแผนให้เป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างเป็นรูปธรรม โดยภาคเอกชนพร้อมทำหน้าที่เป็นหุ้นส่วนการพัฒนาของภาครัฐ เพื่อสนับสนุนและร่วมผลักดันแผนฯ ให้สามารถสร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจได้จริง”