Today’s NEWS FEED

News Feed

บล.บัวหลวง : รอบด้านตลาดหุ้น

108

 

อัปเดตภาวะการลงทุนต่างประเทศ

Jackson Hole 2026…ตลาดจับตาความน่าเชื่อถือของ Fed ภายใต้ Warsh
การประชุม Jackson Hole ซึ่งเริ่มขึ้นในวันนี้ มีไฮไลต์สำคัญอยู่ที่การกล่าวสุนทรพจน์ของประธาน Fed Kevin Warsh ในวันที่ 28 ส.ค. ตลาดจึงจับตาว่า Warsh จะวางกรอบการดำเนินนโยบายการเงินในระยะข้างหน้าอย่างไร หลังจากส่งสัญญาณชัดเจนว่าต้องการลดบทบาทของ Forward Guidance และเพิ่มความยืดหยุ่นให้ Fed สามารถตอบสนองต่อข้อมูลเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงได้มากขึ้น
แนวทางดังกล่าวแตกต่างจากสิ่งที่ตลาดคุ้นเคยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ซึ่ง Fed มักให้สัญญาณล่วงหน้าเกี่ยวกับทิศทางนโยบายค่อนข้างมาก การลด Forward Guidance ช่วยลดความเสี่ยงที่ Fed จะถูกผูกมัดกับแนวทางที่เคยส่งสัญญาณไว้ แต่ในช่วงเปลี่ยนผ่านก็มีต้นทุนจากความไม่แน่นอนที่สูงขึ้น เนื่องจากนักลงทุนยังต้องเรียนรู้ว่าจะตีความถ้อยแถลงและการตัดสินใจของ Fed ภายใต้ Warsh อย่างไร
ความเสี่ยงดังกล่าวปรากฏชัดหลังการประชุม Fed เดือน ก.ค. แม้ Fed จะคงดอกเบี้ยตามที่ตลาดคาด แต่ Press Conference ของ Warsh กลับสร้างแรงขายในตลาดพันธบัตร โดยเฉพาะ Treasury ระยะยาว จน Yield อายุ 30 ปีปรับขึ้นสู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2007 ตลาดกังวลทั้งจากการที่ Warsh ให้เหตุผลต่อการคงดอกเบี้ยค่อนข้างจำกัด ความไม่ชัดเจนว่า Fed พร้อมกลับไปขึ้นดอกเบี้ยมากน้อยเพียงใดหากเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูง รวมถึงความเห็นเกี่ยวกับเป้าหมายเงินเฟ้อ 2% ซึ่งเปิดช่องให้นักลงทุนตั้งคำถามต่อกรอบนโยบายของ Fed ในระยะข้างหน้า


Jackson Hole จึงมีความสำคัญในฐานะโอกาสที่ Warsh จะวางกรอบมุมมองต่อเศรษฐกิจให้ตลาดเห็นชัดขึ้น โดยเฉพาะการประเมินเงินเฟ้อ ตลาดแรงงาน และระดับความตึงตัวของภาวะการเงินในปัจจุบัน เราไม่คาดว่า Warsh จะกลับไปให้ Forward Guidance อย่างละเอียด หรือส่งสัญญาณเส้นทางดอกเบี้ยอย่างตรงไปตรงมา แต่หากตลาดสามารถประเมินได้ดีขึ้นว่า Fed ให้น้ำหนักกับความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อและการชะลอตัวของเศรษฐกิจอย่างไร ความไม่แน่นอนด้านนโยบายก็น่าจะลดลงได้บางส่วน

 

ข้อมูลเศรษฐกิจหลังการประชุมครั้งล่าสุดช่วยลดแรงกดดันให้ Fed ต้องเพิ่มความเข้มงวดของนโยบายในระยะสั้น โดย Retail Sales เดือน ก.ค. ลดลง 0.6% ซึ่งเป็นการลดลงมากที่สุดในรอบกว่าหนึ่งปี ขณะที่ Nonfarm Payrolls ลดลง 23,000 ตำแหน่ง และตัวเลขการจ้างงานในสองเดือนก่อนหน้าถูกปรับลดลงรวมกว่า 100,000 ตำแหน่ง ด้าน Core CPI ชะลอลงมาอยู่ที่ 2.5% YoY ภาพเศรษฐกิจจึงเริ่มเปลี่ยนไปในทิศทางที่ Growth และตลาดแรงงานชะลอลง ขณะที่แรงกดดันเงินเฟ้อพื้นฐานลดลง ซึ่งทำให้เหตุผลสำหรับการขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมมีน้ำหนักน้อยลงกว่าในช่วงก่อนหน้า


อย่างไรก็ตาม เรามองว่า Bond Yield ระยะยาวจะยังเป็นตัวแปรสำคัญต่อตลาดหลัง Jackson Hole เนื่องจากแรงกดดันต่อ Yield ในรอบนี้ไม่ได้มาจากทิศทางดอกเบี้ยของ Fed เพียงอย่างเดียว แต่ยังสะท้อนความกังวลต่อฐานะการคลังของสหรัฐฯ ปริมาณการออกพันธบัตรที่อยู่ในระดับสูง และความต้องการเงินทุนจากภาคเอกชน โดยเฉพาะบริษัทเทคโนโลยีที่กำลังเร่งลงทุนใน Data Center และโครงสร้างพื้นฐาน AI ปัจจัยเหล่านี้มีส่วนผลักดัน Term Premium ให้สูงขึ้น และอาจทำให้ Long-term Yield ลดลงได้ยาก แม้ตลาดจะลดความคาดหวังต่อการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed ก็ตาม

ในส่วนของ Treasury Buyback เรามองว่ามาตรการดังกล่าวช่วยสนับสนุนสภาพคล่องและการทำงานของตลาดพันธบัตรมากกว่าจะเป็นเครื่องมือสำหรับกด Bond Yield โดยตรง จึงไม่น่าจะเปลี่ยนแรงกดดันเชิงโครงสร้างจาก Fiscal Deficit และ Treasury Supply ได้มากนัก ในระยะข้างหน้า ทิศทางของ Long-term Yield จึงยังขึ้นอยู่กับทั้งเงินเฟ้อ ภาวะเศรษฐกิจ และความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อฐานะการคลังของสหรัฐฯ


สำหรับตลาดหุ้น เรามองว่า Bond Yield ที่อยู่ในระดับสูงจะยังสร้างความผันผวนต่อ Valuation โดยเฉพาะหุ้น Growth และ Technology แต่ยังไม่เห็นสัญญาณว่า Financial Conditions ที่ตึงตัวขึ้นกำลังกระทบต่อแนวโน้มกำไรอย่างมีนัยสำคัญ ปัจจัยพื้นฐานของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังแข็งแกร่ง โดย Earnings Beat อยู่ในระดับสูง ขณะที่ Guidance ของบริษัทจดทะเบียนยังสนับสนุนการเติบโตของกำไรในระยะข้างหน้า ซึ่งมีความสำคัญต่อทิศทางตลาดมากกว่าความผันผวนของ Bond Yield ในระยะสั้น
ดังนั้น เราจึงยังคงมุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้นสหรัฐฯ แม้ Jackson Hole อาจสร้างความผันผวนหากการสื่อสารของ Warsh ยังไม่สามารถลดความกังวลในตลาดพันธบัตรได้ แต่ตราบใดที่ Bond Yield ยังไม่สูงขึ้นจนกระทบต่อแนวโน้มเศรษฐกิจและกำไรบริษัทจดทะเบียน เรามองว่าความผันผวนดังกล่าวจะส่งผลกระทบเพียงระยะสั้นเท่านั้น จึงยังคงแนะนำใช้จังหวะที่ตลาดอ่อนตัวเป็นโอกาสในการสะสมหุ้นสหรัฐฯ


สรุปภาพตลาดวานนี้ SET เขียวรับ Thailand Focus ปลุกความเชื่อมั่นในวันแรก โดยจากเนื้อหาสำคัญในงาน และหุ้นที่บวกดันดัชนีส่วนใหญ่เป็นทิศทางเดียวกัน โดยเฉพาะกลุ่มโรงไฟฟ้า BGRIM GPSC GULF ที่ได้แรงหนุนจากความมั่นใจนโยบาย PDP และ DPPA รวมทั้งนโยบายการผลักดันการลงทุน-FDI ของ รองนายกฯ อีกทั้งยังแตะไปถึงโครงการ PPP โครงสร้างพื้นฐานหนุนรับเหมา CK STECON ITD บวก พ่วง SCC



แนวโน้มตลาดวันนี้ เติมไฟ...(การเมือง)

เมื่อวานหุ้นเด่นรับแรงซื้อ จากความชัดเจนประเด็น การรับซื้อไฟฟ้า การปรับโครงสร้างพลังงานในประเทศ ตลอดจนกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ นำตลาดหุ้นไทยบวก เช่น หุ้นตระกูล ป(ตท.) PTTGC IRPC (เหลือ TOP PTTEP) GPSC / และตระกูล บ.ใบไม้ BCP BGRIM ส่วนหุ้น Alpha อื่นๆ เช่น SPRC BH RCL PSL SCC CK STECON PLANB
ทั้งนี้กลุ่มเด่น ที่เราแนะนำ ระยะนี้เน้นไปที่หุ้น Commodity ซึ่งอาจเหลือบางตัวที่ Laggard น่าเล่น เช่น TOP ส่วนไฟฟ้าเหลือ BCPG เป็นต้น

นอกจากหุ้น Commodity ที่เราคงคำแนะนำย่อซื้อ (สามารถเล่น เขียวขาย แดงซื้อ) เรายังคงย้ำคำแนะนำ สะสมหุ้นทางเลือกในกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ที่ปรับลงตามตลาดหุ้นเกาหลีใต้ คาดลงสะท้อนต้นทุนการเงินที่ขยับตามการปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางเกาหลีใต้ที่เร็วกว่าคาด เมื่อผ่านพ้นไปได้ คาดจะเริ่มเข้าสู่ขั้นตอนของการ Buy on dips/Buy on facts
ด้านปัจจัยเฉพาะหน้าจาก การส่งสัญญาณเติมไฟสงครามการค้ากับจีนระลอกใหม่ของ สหรัฐฯ คาดว่าจะส่งผลต่อแรงกดดันต่อหุ้นจีน ฮ่องกงที่เชื่อมโยง (ตลาดหุ้นไทยอาจกลายเป็นหลุมหลบภัยช่วงนี้) และหุ้นไทยทางอ้อมอาจไม่ได้เล่นตรงที่ประเด็น เรื่องการย้ายฐานการผลิตเหมือนเมื่อ 8 ปี ก่อน เพราะคราวนี้สหรัฐฯน่าจะเข้มขึ้นในแง่ของ Origin of goods หรือแหล่งกำเนิดสินค้า
ขณะที่หุ้นไทยที่เรามองได้ประโยชน์จากการเก็งกำไรประเด็นดังกล่าว คือ กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเดิมทีมี อุปสงค์ที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว ยิ่งสหรัฐฯใช้จังหวะนี้ บลัฟประเด็นการค้ากับ จีน คาดว่าชิ้นส่วนที่ Origin of goods มาจากไต้หวัน ไทย น่าจะได้ประโยชน์จากการเล่นรอบ ในส่วนนี้

นอกจากนี้แนะนำ สะสมหุ้นโรงแรม ท่องเที่ยว และหุ้น Alpha อื่นๆ ต่อเนื่อง

กลยุทธ์การลงทุน กลยุทธ์การลงทุนช่วงนี้ แนะหุ้นใหญ่อิงตาม Fund flow ต่างชาติ และเก็งกำไรลักษณะ Sector Rotation ตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปในแต่ละช่วง นอกจากนี้ หุ้นที่แนวโน้มกำไรดี และมี Earnings revision ด้านบวกจากพื้นฐาน ยังคงเป็นกลุ่มหลักที่ถือยาวได้


วิเคราะห์ทางเทคนิค

ภาพรวม: SET Index กลับมาปิดเหนือระดับ 1,600 นับเป็นจุดฟื้นตัวที่สำคัญ บ่งชี้วงรอบขาขึ้นยังไม่จบง่ายๆ (Major Uptrend Cycle)
Elliott Wave: ดัชนีมีแนวโน้มจบการพักฐานแบบ Corrective Wave (ABC) และกำลังขับเคลื่อนอยู่ใน Impulse Wave 3 ใหญ่ & 5 ย่อย
Moving Average Dynamic Support: การฟื้นตัวครั้งนี้ส่งผลให้เส้นค่าเฉลี่ยจัดเรียงตัวแบบ Bullish Alignment ดังนี้:
EMA 10/25 วัน = 1,610 จุด ปัจจุบันทำหน้าที่เป็นด่านย่อย ถ้าทะลุได้จะทำให้ดัชนีส่งสัญญาณกลับตัวระยะสั้น
EMA 50 วัน = 1,600 จุด ทำหน้าที่เป็นฐานรองรับโซนย่อตัว (Buy on Dip Zone)
EMA 75 วัน = 1,580 จุด แนวรับใหญ่เส้นแบ่งเขตแดน ขึ้น/ลง (ถ้าจะรักษาขาขึ้นห้ามหลุดเป็นอันขาด!)
Momentum Indicators: MACD cross ตัดลง ปริ่มๆอยู่บริเวณเส้น 0 บ่งชี้สถานะปรับฐานย่อย แต่! อยู่ในโครงสร้างขาขึ้นระยะกลาง
แนวต้าน: ด่าน(1) = 1,630 จุด ทดสอบ Fibo 61.8%/ ด่าน(2) = 1,650 จุด ทดสอบ previous high
แนวรับ: 1,590-1,600 จุด เส้น EMA 50 วัน และถือเป็นโซนที่ดัชนีเคยร่วงลงไปแล้วดึงกลับทันที!
Trailing stop: กำหนดจุด Cut Loss หากดัชนีหลุด low 1,575 จุด มีความเสี่ยงของการปรับฐานใหญ่
สรุป: การกลับมายืนเหนือ 1,600 จุดของ SET ไม่ได้เกิดจากหุ้นเพียงตัวเดียว แต่เกิดจาก Sector Rotation ที่มีประสิทธิภาพ
กลยุทธ์จัดพอร์ตรับเทรนด์ฟื้นตัว ตามหัวข้อดังนี้: สองหุ้นเชียร์ GPSC & KKP ไปได้สวยตามแผน! / แผนแก้มือ KTB / KKP วอลุ่มแน่น ติดชาร์ต / CBG ขึ้น XD วันนี้ขอลุ้นกินปันผลฟรี / CPF ไม่ผ่านด่านสำคัญ! (Key Resistance)

 


What to watch MSCI review: Standard Index ไม่มีหุ้นไทยเข้าออก, Small Cap index เพิ่มหุ้น HANA GUNKUL ถอด JTS CHG มีผลสิ้นเดือน ส.ค.


FTSE review: CPN หลุดจาก Large Cap เข้า Mid Cap./ หุ้น BTS LH SCCC TU ลดชั้นลง Small Cap / หุ้น THAI FTREIT ติด Small Cap มีผล 21 ก.ย.นี้

ตลาดคาดการ ธนาคารกลางญี่ปุ่น มีแนวโน้มจะปรับขึ้นดอกเบี้ยในเดือน ต.ค.ปีนี้ และ มี.ค. 2027, ก.ค.2027 และแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายจะหยุดที่ 1.5% หรือ 1.75%

คาดธนาคารกลางเกาหลีใต้ ขึ้นดอกเบี้ย 0.25% เป็น 3%, คาดธนาคารกลางฟิลิปปินส์ ขึ้นดอกเบี้ย 0.25% เป็น 5%
ตลท.จัด Thailand Focus 2026 ชู 78 บจ.ไทยเปิดแผนเติบโต ผนึกภาครัฐ-อาเซียนดึงทุนต่างชาติ 26-28 ส.ค.
ศาล รธน.นัดวินิฉัยชี้ขาดคดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง วันที่ 28 ก.ย.2569
บริษัทจีน-ฮ่องกงหลายสิบแห่งโดนหางเลข หลังสหรัฐฯ คว่ำบาตรอิหร่านวงกว้าง เป้าหมาย 5 ภาคส่วนสำคัญ ได้แก่ สินทรัพย์ดิจิทัล เทคโนโลยี ทองคำ การบิน และการขนส่งทางเรือ ซึ่งสหรัฐฯ ระบุว่าเป็นภาคอุตสาหกรรมที่สร้างรายได้ให้อิหร่านใช้พยุงเศรษฐกิจของตนเอง

มาตรการคว่ำบาตรยังขยายผลไปถึงอีกหลายบริษัทที่เชื่อมโยงอยู่ในห่วงโซ่อุปทานเดียวกัน อาทิ Shenzhen Sweet Ocean Technology Ltd., RPT Technology Ltd., Tiany Technology Ltd. และ MT Trading and Logistics HK Ltd. ขณะเดียวกัน กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระบุเพิ่มเติมว่า บริษัท DEC Photonics Ltd. ในฮ่องกง ได้ทำการโอนเงินหลายครั้งไปยังบริษัท Shenzhen Sweet Ocean โดยบริษัทแห่งนี้โฆษณาขายสินค้าประเภทเลเซอร์-ออปติกอยู่บนเว็บไซต์ของตนเอง นอกจากนี้ กระทรวง การคลังสหรัฐฯ ยังกล่าวหาบริษัทในฮ่องกงอีกหลายแห่ง ได้แก่ Feili Co., Minvur Ltd., Feisu Ltd. และ Guska Co. ว่าโอนเงินหลักหมื่นดอลลาร์สหรัฐ ให้แก่ Sweet Ocean และเครือข่าย เพื่อช่วยให้ผู้ใช้ปลายทางในอิหร่านสามารถจัดซื้อสินค้าได้ โดยสหรัฐฯ ชี้ว่านิติบุคคลเหล่านี้หลายแห่งทำหน้าที่เป็น "บริษัทบังหน้า" เพื่ออำนวยความสะดวกในการทำธุรกรรมทางการเงินให้กับเครือข่ายอิหร่าน
การดึงเอาบริษัทที่มีฐานอยู่ในฮ่องกงเข้ามาอยู่ในบัญชีดำครั้งนี้ ถือเป็นรูปแบบเดียวกับมาตรการคว่ำบาตรในกรณีสงครามรัสเซีย-ยูเครน โดยในครั้งนั้น สหรัฐฯ พุ่งเป้าไปที่องค์การที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางทางการค้าและบริษัทเดินเรือในฮ่องกง ซึ่งถูกกล่าวหาว่าช่วยเคลื่อนย้ายสินค้า รวมถึงเทคโนโลยีที่มีความอ่อนไหว


หุ้นแนะนำวันนี้
TOP รอบนี้ Laggard หุ้น Commodity ตัวอื่นในตระกูล ป.(ตท.) /แนะเล่นตามหุ้นกลุ่มโรงกลั่น (BCP SPRC) ที่วิ่งนำรอบนี้
แนวรับ 61.5 ต้าน 65 Stop loss 60


รายงานพื้นฐานวันนี้

MRDIYT
มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. โฮลดิ้ง (ประเทศไทย)
SSS ชะลอ แต่การเปิดสาขาใหม่ยังหนุนการเติบโต
แม้ SSS ช่วง ก.ค.-ส.ค. จะทรงตัว โดยเดือน ก.ค. +1% ขณะที่เดือน ส.ค. คาดทรงตัวจากฐานสูงและผลของช่วงไว้ทุกข์ แต่การเปิดสาขาใหม่ยังเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก โดย MRDIYT เปิดเพิ่ม 30 สาขาในช่วง 2 เดือนแรกของ 3Q26 ทำให้จำนวนสาขาสิ้นเดือน ส.ค. อยู่ที่ 1,278 สาขา และคาดรายได้ 3Q26 เติบโต 18% YoY แต่ทรงตัว QoQ จากผลของฤดูฝน

ด้าน Margin ยังแข็งแกร่ง แม้เร่งขยายสาขา โดยคาด GM 3Q26 ทรงตัวที่ 53% หนุนจากการเพิ่มสินค้าใหม่ราว 500 SKUs/เดือน และการจัดซื้อจากจีนผ่านเครือข่ายของ MR.D.I.Y. Group ซึ่งช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองและลดต้นทุนต่อหน่วย ขณะที่ SG&A/Sales คาดลดลง 20bps YoY เป็น 35% จากประสิทธิภาพการบริหารพนักงาน ช่วยชดเชยค่าใช้จ่ายจากการเปิดสาขาและกิจกรรมส่งเสริมการขาย ส่งผลให้ Net margin คาดทรงตัว YoY ที่ 13% ส่วน KKV ซึ่ง MRDIYT ถือหุ้น 49% คาดยังขาดทุน 27 ล้านบาท ใกล้เคียง QoQ

แนวโน้ม 2H26 ยังเป็นบวกจากการขยายสาขาต่อเนื่อง โดยเป้าหมายเปิด 210 สาขาใหม่ในปี 2026 ทำได้แล้วราว 72% ณ 8M26 หลังเปิด 121 สาขาใน 1H26 ทำให้จำนวนสาขาที่ต้องเปิดในช่วงที่เหลือของปีลดลง ขณะที่คาดกำไรหลัก 3Q26 เติบโต YoY ก่อนเข้าสู่ High season ใน 4Q26 และคงประมาณการกำไรหลักปี 2026 ที่ 3.0 พันล้านบาท +14% YoY ก่อนเติบโตอีก 17% YoY ในปี 2027
Fundamental view: คงคำแนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 11.40 บาท อิง PER ปี 2027 ที่ 19.7x ปัจจุบัน MRDIYT ซื้อขายที่ 16.5x ต่ำกว่า MRDIY Malaysia ที่ 20x แต่สูงกว่าค่าเฉลี่ยหุ้นไทยที่ 14x โดยมอง Premium เหนือหุ้นไทยสมเหตุผลจากแนวโน้มการเติบโตของกำไรที่แข็งแกร่งกว่า

SEAFCO
(Visit Note)
ซีฟโก้
ไต่สู่ Peak แล้วชะลอความร้อนแรง แนะรอรอบหน้า
กำไร 2Q26 ยังแข็งแกร่ง โดยกำไรสุทธิอยู่ที่ 101 ล้านบาท (+171% YoY, -4% QoQ) กำไรหลักอยู่ที่ 92 ล้านบาท (+116% YoY, -14% QoQ) ใกล้เคียงตลาดคาด อีกทั้ง บริษัทประกาศปันผลระหว่างกาล 0.08 บาท/หุ้น คิดเป็น Dividend yield ราว 2.6% ซึ่งเป็นการกลับมาจ่ายปันผลระหว่างกาลในรอบหลายปี

แนวโน้ม 3Q26 คาดกำไรเร่งตัวทั้ง YoY และ QoQ จาก Backlog ที่เหลือราว 1 พันล้านบาท และปริมาณการเทคอนกรีตเฉลี่ยเดือน ก.ค. ที่ 1,211.75 คิว/วัน เพิ่มขึ้น 14% จากค่าเฉลี่ย 2Q26 หนุนให้ 2H26 ดีขึ้น HoH อย่างไรก็ตาม การเติบโตจากนี้ไม่น่าหวือหวา เนื่องจากฐานกำไรยกขึ้นสูงและช่วงที่ผ่านมา SEAFCO รับงานใหญ่อย่างจำกัดจากข้อจำกัดด้านกำลังคน โดยงานใหม่ที่จะเริ่มรับเพิ่มใน 2H26 ส่วนใหญ่มีแนวโน้มรับรู้ไปปีหน้า ขณะที่โครงการภาครัฐยังล่าช้า ทำให้ Bloomberg Consensus คาดกำไรปี 2027 ลดลงราว 18% YoY

สำหรับ Data Center แม้ปริมาณงานในตลาดมีมาก แต่ SEAFCO ยังไม่ได้เน้น เนื่องจากลักษณะงานปัจจุบันเร่งรัด เช่น งานเสาเข็ม 700–1,000 ต้นภายในเพียง 2 เดือน ซึ่งไม่สอดคล้องกับแนวทางที่บริษัทต้องการควบคุมคุณภาพ อย่างไรก็ตาม หากงาน Data Center ยังดูดซับ Capacity ของผู้รับเหมารายอื่นต่อเนื่องจนถึงช่วงที่โครงการภาครัฐกลับมาเปิดประมูล อาจเป็นบวกต่อ SEAFCO จากการแข่งขันที่ลดลง

Our view: เรายังมองว่าไม่ใช่จังหวะเพิ่มน้ำหนัก หลังราคาหุ้นปรับขึ้นราว 50% YTD แม้ Forward PER ปัจจุบันอยู่ที่ 11x (ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีที่ 18x) เนื่องจากกำไรเริ่มเข้าใกล้ Peak ขณะที่ Catalyst จากโครงการภาครัฐใหม่อาจเลื่อนออกไปราว 1–2 ไตรมาส และบริษัทยังไม่ได้เน้นงาน Data Center ที่อาจจะมีงานมากกว่าในช่วงนี้ จึงแนะนำ รอรอบใหม่จากความคืบหน้าโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ โดยเชิงเทคนิคอิงราคาหลัง XD เช้านี้ แนวรับ 2.80 บาท แนวต้าน 3.10 บาท และ Stop loss 2.70 บาท


สรุปประเด็นจาก Quick take

Financial
Thailand Focus 2026: Keynote speech by ดร. เอกนิติ
ดร. เอกนิติ จะเน้น Economic approach 3 เรื่อง ได้แก่
1. Stabilize today: รัฐบาลช่วยค่าครองชีพของประชาชน ผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัส บัตรคนจน รวมไปถึง AI “นกกระซิบ” ที่จะช่วยผู้ประกอบการรายย่อยบริหารธุรกิจได้ดีขึ้น
2. Transition now: เน้นที่ Energy transition เพราะต้องการลดการพึ่งพาน้ำมัน และลงทุนด้านพลังงานสะอาดมากขึ้น
3. Invest for tomorrow: เพิ่มการลงทุนในไทยมากขึ้นผ่าน FDI ในระยะกลางถึงยาว โดยจะเน้นเพิ่มมูลค่า sector ที่ไทยมีความเก่งมากขึ้น เช่น wellness, EV และ semiconductors เป็นต้น และเพิ่มการทำ R&D มากขึ้น
View from fundamental: แผนการช่วยเหลือด้านค่าครองชีพในระยะสั้น จะทำให้สภาพคล่องของกลุ่มรายย่อยดีขึ้น บวกต่อกลุ่ม Finance (ชอบ TIDLOR และ MTC) ขณะที่การลงทุนในระยะกลางถึงยาว จะหนุนให้สินเชื่อและเศรษฐกิจฟื้นตัวดีขึ้น ส่งบวกกลุ่มธนาคาร (ชอบ KKP KBANK และ KTB)

 


Bank
Thailand Focus 2026: Thailand’s Macro Resilience และ Geopolitics to Profit sessions
ดร. สันติธาร ประเมินว่าความท้าทายในด้าน Structural ของไทยคือ Growth ซึ่งสิ่งที่เราต้องการคือ Investment โดยรัฐบาลตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วน Investment to GDP เพิ่มจากระดับ 24% ในปี 2026 สู่ระดับ 30% ในระยะกลาง โดยจะเน้นส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย นอกจากนี้ ยังมองว่าไทยต้องพัฒนาทักษะแรงงานให้สูงขึ้น รวมไปถึงในด้าน R&D ด้วย
View from fundamental: เราประเมินว่าแผนการดึง FDI ให้เข้ามามากขึ้นในระยะกลางถึงยาว จะหนุนให้ความต้องการใช้สินเชื่อ ทำให้เราประเมินว่า BBL จะได้ผลบวกมากสุดในกลุ่มธนาคาร เพราะมีสัดส่วนสินเชื่อองค์กรและสินเชื่อต่างประเทศรวมกันถึง 72% สูงสุดในกลุ่มธนาคาร


วิกิจ ถิรวรรณรัตน์ Tel. (662) 618-1336
นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน/ปัจจัยทางเทคนิค
นภนต์ ใจแสน นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน
ภูวดล ภูสอดเงิน, AISA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน

 

 

 

 

อณุภา ศิริรวง

: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

บทความล่าสุด

PCE เผยกำไรไตรมาส 2 โต 59.5% เดินหน้าควบคุมต้นทุน-ขยายกำลังผลิต รับดีมานด์อุตสาหกรรมอาหาร

PCE เผยกำไรไตรมาส 2 โต 59.5% เดินหน้าควบคุมต้นทุน-ขยายกำลังผลิต รับดีมานด์อุตสาหกรรมอาหาร

เขียว แดง By : แม่มดน้อย

แม่มดน้อย ขี่ไม้กวาดวิเศษ เห็น ตลาดหุ้นเอเชีย เปิดมา ก็แเดง หุ้นไทย ก็แดง เขียว สลับไปมา ระหว่างชั่วโมงการซื้อขาย .....

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้