Today’s NEWS FEED

News Feed

กลุ่มธนาคาร ความต้องการสินเชื่อในไตรมาส 3/69 จะนำโดยสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่, สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย, สินเชื่อบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล

68

 

สำนักข่าวหุ้นอินไซด์(25 สิงหาคม 2569)---------------ฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) หรือ CGSI ระบุในบทวิเคราะห์ ว่า เมื่อวันที่ 31 ก.ค.69 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้รายงานผลการสำรวจภาวะและแนวโน้มสินเชื่อในไตรมาส 3/69 ทั้งนี้ ผลสำรวจชี้ว่าสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่จะเป็นกลุ่มที่ขับเคลื่อนความต้องการสินเชื่อภาคธุรกิจ โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน ส่วนความต้องการสินเชื่อเพื่อการลงทุนน่าจะอยู่ในระดับต่ำนอกจากนี้ สถาบันการเงินที่เข้าร่วมการสำรวจจะยังคงใช้เกณฑ์การพิจารณาสินเชื่อที่เข้มงวดสำหรับลูกค้าในภาคธุรกิจ รวมทั้งอาจปรับเพิ่มค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับสินเชื่อ ขณะที่มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้จากไตรมาสก่อนหน้าสำหรับลูกค้า SME ที่มีความเสี่ยงด้านเครดิตสูง

ผลสำรวจระบุว่า สินเชื่อรายย่อยในไตรมาส 3/69 จะเติบโตจากสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย สินเชื่อบัตรเครดิต และสินเชื่อส่วนบุคคล โดยลูกค้าบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลอาจต้องการเงินทุนเพิ่มขึ้น qoq เพื่อการบริโภคอย่างไรก็ตาม สถาบันการเงินมองว่าความต้องการสินเชื่อรถยนต์จะลดลง qoq หลังสิ้นสุดช่วงจัดแคมเปญทางการตลาดและส่งเสริมการขายสำหรับผู้ซื้อรถ

นอกจากนี้ สถาบันการเงินยังพบว่าความต้องการสินเชื่อเพื่อซื้อรถยนต์สันดาป (ICE) ลดลง ซึ่งฝ่ายวิเคราะห์ฯ เชื่อว่า สาเหตุเกิดจากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคที่หันมาเลือกใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) มากขึ้น เนื่องจากราคาขายปลีกน้ำมันพุ่งสูงขึ้น อีกทั้งรถ EV ในประเทศไทยมีราคาจับต้องได้มากขึ้น ทั้งนี้ สถาบันการเงินมีแนวโน้มคงมาตรฐานการให้สินเชื่อสำหรับผลิตภัณฑ์สินเชื่อรายย่อยทุกประเภทในไตรมาส 3/69 ฝ่ายวิเคราะห์ฯจึงยังคงประมาณการอัตราการเติบโตของสินเชื่อของกลุ่มธนาคารอยู่ที่ 3.9% ในปี 69 เพราะตามผลสำรวจแล้ว สินเชื่อน่าจะเติบโตแข็งแกร่งในครึ่งปีหลัง 69

สำหรับคุณภาพสินทรัพย์ของกลุ่มธนาคาร ผลสำรวจแสดงให้เห็นว่าสินเชื่อ Stage 2 (Underperforming Loans) ลดลง qoq และอัตราส่วน NPL ทรงตัวใน 2Q26 นอกจากนี้ สินเชื่อทุกกลุ่มมีคุณภาพสินทรัพย์ดีขึ้น qoq นำโดยสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย สินเชื่อรถยนต์ และสินเชื่อ SME ใน 2Q26 เราจึงคาดว่าอัตราส่วน NPL และอัตราการสำรองหนี้สูญจะทรงตัว qoq ใน 2H26

ฝ่ายวิเคราะห์ CGSI ระบุว่า กลุ่มธนาคารไทยมีการประเมินมูลค่าค่อนข้างแพงที่ P/BV ล่วงหน้า 12 เดือนที่ 0.94 เท่า (เทียบจาก ROE ต่ำที่ 8.7 เท่าในปี 69) แต่ยังมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงที่ 5.4-5.6% ต่อปีในปี 69-71 จึงยังแนะนำให้คงน้ำหนักการลงทุน (Neutral) ในกลุ่มธนาคาร และเลือก KBANK เป็น Top pick เพราะธนาคารมีสัดส่วนรายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกิจ Wealth สูงที่ 18% ของรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยในปี 68 รวมทั้งมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงที่ 5.7-5.9% ในปี 69 เมื่อเทียบกับกลุ่ม โดยเชื่อว่า KBANK เป็นผู้นำด้านการบริหารความมั่งคั่ง จึงน่าจะมีความสามารถในการทำกำไรสูงกว่าในระยะยาว (5 ปี)

อย่างไรก็ตาม กลุ่มธนาคารจะมี downside risk หาก NPL และราคาน้ำมันสูงขึ้น ส่วน upside risk จะมาจากการลดต้นทุนด้วยการลดจำนวนพนักงาน รายได้ค่าธรรมเนียมที่แข็งแกร่งจากบริการ Wealth และการส่งออกที่เติบโตสูงจากความตึงเครียดทางด้านภูมิรัฐศาสตร์

 

อณุภา ศิริรวง

: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

บทความล่าสุด

เขาเด้ง เราเด้ง ตาม By : แม่มดน้อย

แม่มดน้อย ขี่ไม้กวาดวิเศษ เมื่อหลายตลาดเอเชีย ปรับตัวขึ้น หุ้นไทย ก็เด้ง แบบเล็ก เล็ก หลังจาก.....

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้