Today’s NEWS FEED

News Feed

บล.บัวหลวง : รอบด้านตลาดหุ้น

36

 


แนวโน้มสินทรัพย์ต่างประเทศ อัปเดตตลาดหุ้นต่างประเทศ


ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เคลื่อนไหวค่อนข้างทรงตัวในสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังปรับขึ้นแรงและทำจุดสูงสุดใหม่ในช่วงก่อนหน้า โดย S&P 500 และ Nasdaq ปิดสัปดาห์บวกเล็กน้อย ขณะที่ Dow Jones อ่อนตัวลงเล็กน้อย


อย่างไรก็ตาม ภาพรวมยังถือว่าแข็งแกร่ง โดย S&P 500 สามารถทำ All-time High ใหม่ระหว่างสัปดาห์และปิดบวกเป็นสัปดาห์ที่ 3 ติดต่อกัน ขณะที่ Russell 2000 ทำสถิติสูงสุดใหม่และปิดเพิ่มขึ้นมากกว่า 1% ในสัปดาห์ที่ผ่านมา สะท้อนว่าแรงซื้อเริ่มกระจายออกจากหุ้นขนาดใหญ่ไปยังหุ้นขนาดกลางและเล็กมากขึ้น ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะกลุ่ม Mega-cap Technology เท่านั้น


ปัจจัยสำคัญที่ช่วยพยุงตลาดยังมาจาก เงินเฟ้อที่เริ่มส่งสัญญาณผ่อนคลาย ประกอบกับผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนที่แข็งแกร่ง โดย CPI เดือน ก.ค. ชะลอลงมาอยู่ที่ 3.4% YoY จาก 3.5% ในเดือนก่อน ขณะที่ PPI ที่ประกาศตามมาสะท้อนแรงกดดันด้านราคาที่ไม่ได้เร่งตัวขึ้น ทำให้ตลาดคลายความกังวลว่า Fed จำเป็นต้องเร่งขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้ง ล่าสุด Fed Fund Futures ให้น้ำหนักประมาณ 67% ที่ Fed จะคงดอกเบี้ยในการประชุมเดือน ก.ย. เทียบกับเมื่อสองสัปดาห์ก่อนที่ตลาดให้น้ำหนักถึง 67% ว่า Fed จะขึ้นดอกเบี้ย 25 bps


Retail Sales อ่อนแอ แต่ยังไม่ใช่หลักฐานว่า Consumer กำลังเข้าสู่ภาวะถดถอย
ปัจจัยที่กดดันตลาดในวันศุกร์คือยอดค้าปลีกเดือน ก.ค. ซึ่งลดลง 0.6% MoM มากที่สุดนับตั้งแต่เดือน พ.ค. 2025 และเป็นการลดลงครั้งแรกในรอบ 9 เดือน หลังเพิ่มขึ้น 0.2% ในเดือน มิ.ย. หากไม่รวมรถยนต์และน้ำมัน ยอดขายลดลง 0.2% ขณะที่ Control Group ซึ่งใช้ประกอบการคำนวณการบริโภคใน GDP ลดลง 0.4%
รายละเอียดพบว่า 5 ใน 13 หมวดมียอดขายลดลง โดย Nonstore Retailers เช่น Amazon ลดลงมากที่สุด 2.2% และยอดขายรถยนต์และชิ้นส่วนลดลง 1.8% อย่างไรก็ตาม ยอดใช้จ่ายในร้านอาหารและบาร์กลับเพิ่มขึ้น 0.5% สะท้อนว่า Discretionary Spending บางส่วนยังไม่ได้อ่อนแอลงอย่างทั่วถึง
นอกจากนี้ ตัวเลขเดือน ก.ค. อาจได้รับผลจาก Amazon Prime Day ที่ถูกเลื่อนมาอยู่ในเดือน มิ.ย. จากเดิมที่อยู่เดือน ก.ค. ในปีก่อน ทำให้การใช้จ่ายบางส่วนถูกดึงมาล่วงหน้า ดังนั้น เรามองว่าตัวเลขเพียงเดือนเดียวยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าผู้บริโภคสหรัฐฯ กำลังเข้าสู่ภาวะอ่อนแออย่างมีนัยสำคัญ แม้จะเป็นสัญญาณที่ต้องติดตามร่วมกับข้อมูลตลาดแรงงานที่อ่อนตัวลงในช่วงที่ผ่านมา

สัปดาห์นี้จับตา Fed Minutes, PMI และผลประกอบการหุ้น Consumer
สัปดาห์นี้ตลาดจะติดตามรายงานการประชุม FOMC ครั้งล่าสุด ซึ่งมีกรรมการถึง 3 รายแสดงท่าที Hawkish และไม่เห็นด้วยกับการคงดอกเบี้ย จึงมีความสำคัญต่อการประเมินทิศทางนโยบายการเงินก่อนการประชุมเดือน ก.ย. จากนั้นตลาดจะมุ่งความสนใจไปที่การประชุมประจำปี Jackson Hole ระหว่างวันที่ 27-29 ส.ค. เพื่อรอฟังสัญญาณชี้นำทิศทางเศรษฐกิจจาก Fed

ด้านเศรษฐกิจจะมี Flash S&P Global PMI, Industrial Production, Building Permits และ Housing Starts ขณะที่ฝั่งผลประกอบการต้องติดตาม Walmart, Home Depot, TJX, Lowe's และ Target ซึ่งจะช่วยยืนยันว่าการชะลอตัวของ Retail Sales เป็นเพียงความผันผวนระยะสั้น หรือกำลังสะท้อนการอ่อนตัวของ Consumer ที่กว้างขึ้น

สถานการณ์สงครามสหรัฐฯ-อิหร่านและช่องแคบ Hormuz ยังเป็นปัจจัย Overhang
ด้านภูมิรัฐศาสตร์ สถานการณ์สหรัฐฯ-อิหร่านยังไม่มีสัญญาณคลี่คลาย โดยมีเรือหลายลำถูกโจมตีในช่องแคบ Hormuz ในช่วงปลายสัปดาห์ ขณะที่อิหร่านยังยืนยันว่าต้องการรักษาการควบคุมช่องแคบดังกล่าว ซึ่งเป็นประเด็นหลักที่ทำให้การเจรจายังติดขัด ส่งผลให้ Brent เพิ่มขึ้นเกือบ 6% ในสัปดาห์ที่ผ่านมา
ฝั่งสหรัฐฯ กำลังเปลี่ยนน้ำหนักไปสู่การสร้างแรงกดดันทางเศรษฐกิจมากขึ้น โดย รมต.คลัง Scott Bessent ระบุว่าจะมีมาตรการเพิ่มเติมต่ออิหร่านในสัปดาห์นี้ ทางเลือกอาจรวมถึงการกดดันผู้ซื้อและตัวกลางที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันอิหร่าน การใช้ Secondary Sanctions การจำกัดบริษัทแลกเปลี่ยนเงินตรา (Exchange Houses) รวมถึงการกดดัน Shadow Fleet อย่างไรก็ตาม หากมาตรการลุกลามไปถึงผู้ซื้อรายใหญ่โดยเฉพาะจีน อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อทั้งความสัมพันธ์สหรัฐฯ-จีนและราคาน้ำมันโลก

เรายังคงมีมุมมอง Bullish ต่อตลาดหุ้นสหรัฐฯ
เรายังคงมีมุมมอง Bullish ต่อตลาดหุ้นสหรัฐฯ และมองการปรับลง 0.2% ของ S&P 500 ในวันศุกร์เป็นเพียงการพักฐานระยะสั้นหลังตลาดทำจุดสูงสุดใหม่ มากกว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของการกลับทิศ

เหตุผลสำคัญคือปัจจัยพื้นฐานของตลาดยังแข็งแกร่ง โดยฤดูกาลประกาศผลประกอบการ Q2 ใกล้เสร็จสิ้นแล้ว บริษัท 455 แห่งในดัชนี S&P500 ประกาศผลประกอบการออกมาแล้ว (คิดเป็นราว 91%) โดยบริษัท S&P 500 ราว 87% รายงาน EPS สูงกว่าคาด ขณะที่ 69% รายงานรายได้สูงกว่าคาด Revenue Growth อยู่ราว 14.7% ซึ่งสูงที่สุดนับตั้งแต่ปลายปี 2021 และ Earnings Growth ยังคงอยู่ในระดับสูง แม้ตัดผลกำไรพิเศษจากการตีมูลค่าเงินลงทุนออกแล้วก็ตาม

นอกจากนี้ AI Infrastructure ยังเป็น Growth Engine สำคัญของ Corporate Earnings ขณะที่การทำจุดสูงสุดใหม่ของ Russell 2000 แสดงถึง Market Breadth ที่ดีขึ้น และเงินเฟ้อที่ผ่อนคลายช่วยลดโอกาสที่ Fed จะต้องกลับมาเร่ง Tightening ดังนั้น ภายใต้สมมติฐานที่ราคาน้ำมันไม่ได้พุ่งขึ้นอย่างรุนแรงเหมือนเดือน มี.ค. เรามองว่าตลาดจะยังคงเป็นขาขึ้น


สรุปภาพตลาดวานนี้
สุดสัปดาห์พาหวาดเสียว หลังหุ้นไทยมีแรงกดดันช่วงบ่ายๆ แต่ก็ไม่ได้ลบแรงมา โดยหุ้นโดนขายติดลบกระจายหลายกลุ่ม เช่น ธนาคาร พลังงาน คอมเมิร์ช การเงิน ปิโตรฯ อาหาร จะเหลือเพียงบางกลุ่มดัน หลักๆ DELTA และเพื่อนๆ อิเล็กทรอนิกส์ โรงพยาบาล สื่อสาร ขนส่ง (หลักๆ AOT)


แนวโน้มตลาดวันนี้
Decoupling play
รายงานกำไร บจ.ไทยที่ดีขึ้น หนุนราคาหุ้นรายตัว เช่น KCE CENTEL AOT IRPC PSL และไม่หนุนราคาหุ้นรายตัว! ทั้งที่รายงานกำไรดีเกินคาด เช่น SAWAD MTC BTG ฯลฯ รายงานกำไรดีเดินคาดพร้อมทั้งมีแนวโน้มของการปรับเพิ่มประมาณการณ์กำไร


ส่วนที่รายงานกำไรแย่ หรือตามคาด และราคาหุ้นไม่ฟื้น หรือ Underperform ตลาด เช่น CPAXT CPN DOHOME รวมถึงอสังหา ต่อให้กำไรดีเกินคาดอย่าง SPALI แต่ราคาหุ้นก็ไม่ได้บวกอย่างต่อเนื่อง


สรุป...นอกจากกำไรที่ดี หรือ แย่ ราคาหุ้นที่ปรับขึ้น หรือ ลง อาจมีปัจจัยแวดล้อมอื่นประกอบการตัดสินใจของนักลงทุนที่จะไล่ราคา หรือ ปล่อยขาย


จากข้อสังเกตเบื้องต้นตามรายชื่อหุ้นย่อหน้าข้างต้น...เราพบว่ากลุ่มหุ้นที่เดินหน้าขึ้นล้วนเป็นหุ้นที่อิงรายได้ ยอดขาย ราคาขาย เชื่อมโยงเศรษฐกิจโลก และตรงข้ามหุ้นที่ยังพึ่งพารายได้จากเศรษฐกิจในประเทศส่วนใหญ่ กลับเดินลงสวนทาง
แม้แต่หุ้นธนาคาร สื่อสาร โรงไฟฟ้า ที่เคยแข็งแกร่ง (Outperform) ตลาดมาอย่างต่อเนื่อง แต่เม็ดเงินไล่ซื้อกลับลดลง สะท้อนผ่านราคาหุ้นที่พักฐาน และแกว่งออกข้างแทน

การเฝ้าตลาด และรอคอยระหว่างช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ตามมุมมองที่เราฉายให้เห็นภาพ...ไม่ว่าจะเป็นการขึ้นลงของหุ้นไทยที่ไม่สอดคล้องกับตลาดโลก, งบการเงินที่ออกครบแล้วและพิสูจน์แล้วว่าไม่ใช่เงื่อนไขทั้งหมดที่ทำให้หุ้นขึ้น, ซึ้อไปแล้วทำไมไม่ขึ้น ฯลฯ
เราเล็งเห็นช่องทางในการเข้าทำรอบ แนะกลับมาโฟกัสที่ธีมหลักของราคาหุ้น ซึ่งธีมนี้จะเป็นตัวสร้างความเชื่อมั่นต่อกำไรในไตรมาสถัดไป, ซื้อแล้วไม่สร้างผลตอบแทนอาจต้องปรับตัวหุ้นออก เพื่อหา Alpha ที่ดีกว่า


กลยุทธ์การลงทุน กลยุทธ์การลงทุนช่วงนี้ แนะหุ้นใหญ่อิงตาม Fund flow ต่างชาติ และเก็งกำไรลักษณะ Sector Rotation ตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปในแต่ละช่วง นอกจากนี้ หุ้นที่แนวโน้มกำไรดี และมี Earnings revision ด้านบวกจากพื้นฐาน ยังคงเป็นกลุ่มหลักที่ถือยาวได้


วิเคราะห์ทางเทคนิค
Primary Trend: ดัชนีอยู่ในช่วง Corrective Phase ของโครงสร้างใหญ่ แต่! ยังคงรักษารูปแบบ Higher Low ในภาพใหญ่ไว้ได้


Secondary Trend: การเคลื่อนไหวปัจจุบันกำลังก่อตัวในลักษณะ Complex Adjustment (เช่น ABC หรือ Triangle)
Bullish Scenario: หากราคาสามารถยก High ขึ้นเหนือระดับ 1,620–1,625 จุด จะเป็นการยืนยันการตั้ง Impulse Wave รอบใหม่ (Wave 3 ใหญ่ หรือ Wave 5 ย่อย)

Bearish Scenario: หากแรงขายกดดัชนีหลุดแนวรับสำคัญ 1,590 จะลงมาทำคลื่นพักตัวย่อยในกรอบ Sideways Down อีกครั้ง

EMA band: การเรียงตัวของเส้นค่าเฉลี่ย EMA 10, 25, 50, 75 วัน กำลังเกิดภาวะ EMA Convergence (เส้นค่าเฉลี่ยบีบตัวเข้าหากัน) ในโซน 1,580–1,620 จุด ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนว่าตลาดกำลังสะสมพลังและเตรียมเลือกทิศทางที่มีความรุนแรงในอนาคต

MACD: เลี้ยงตัวใกล้ระดับ Zero Line โดย Histogram เริ่มบีบตัวแคบลง แสดงถึงภาวะสมดุลของแรงซื้อและแรงขาย ต้องรอสัญญาณ cross เหนือ Signal Line พร้อมวอลลุ่มยืนยัน!

Key Support Zone: 1,590-1,600 จุด (เส้น EMA 50 วัน & Week low)

Major Resistance: 1,635 - 1,640 จุด แนวต้านยอดคลื่นเดิม / Fibonacci Retracement 61.8%
Stop loss: หากหลุด 1,590 จุด แนวรับโครงสร้างหลัก หากหลุดต้องลดพอร์ตควบคุมความเสี่ยง
Strategy: "เลือกหุ้นรายตัวให้ถูกกลุ่ม" มากกว่าการพยายามทำกำไรจากทิศทางดัชนีภาพรวมเพียงอย่างเดียว พร้อมวางจุดตัดขาดทุน (Stop Loss) หากดัชนีหลุด 1,590 จุด

หุ้นแนะนำวันนี้: ศึกสองยักษ์ชูกำลัง! “CBG & OSP” ใครเด่นกว่ากัน! / ศึกสองยักษ์ปิโตรเคมี! “PTTGC & IVL”น่าจัด Pair Trade / “ BUY” AOT ,BH และ STECON




What to watch MSCI review: Standard Index ไม่มีหุ้นไทยเข้าออก, Small Cap index เพิ่มหุ้น HANA GUNKUL ถอด JTS CHG

ตลาดคาดการ ธนาคารกลางญี่ปุ่น มีแนวโน้มจะปรับขึ้นดอกเบี้ยในเดือน ต.ค.ปีนี้ และ มี.ค. 2027, ก.ค.2027 และแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายจะหยุดที่ 1.5% หรือ 1.75%

เปิดใช้งานอย่างเป็นทางการ สำหรับเส้นทางเดินเรือข้ามมหาสมุทรอาร์คติก ขนส่งสินค้าระหว่าง จีน ยุโรป โดยเฉพาะช่วงหน้าร้อน สามารถย่นระยะเวลาขนส่งได้ครึ่งหนึ่งจากปกติที่ต้องวิ่งอ้อมตะวันออกลาง หรือส่งสินค้าผ่านรถไฟเส้นทางสายไหมใหม่
"ภราดร" ชี้ใช้งบ พ.ร.ก.เงินกู้ทำ "ไทยเที่ยวไทยพลัส" ไม่ผิดหลักฉุกเฉิน เหตุช่วยภาคธุรกิจรายเล็กจากวิกฤตสงคราม ส่วนไทยช่วยไทยพลัสเฟส 2 ต้องให้ "เอกนิติ" ตัดสินใจเดินหน้าโครงการ

นักลงทุนพากันเพิ่มน้ำหนักต่อคาดการณ์ที่ว่า เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยในเดือนก.ย. หลังการเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรที่ลดลงในเดือนก.ค. ขณะที่ก่อนหน้านี้ นักลงทุนพากันเทน้ำหนักคาดว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนดังกล่าว
ครม.เคาะมาตรการ หนุนนทท.เจาะรายประเทศที่สร้างรายได้สูงแทนการหว่านแห่ฟรีวีซ่า ล่าสุด “อินเดีย” ที่ใช้จ่ายสูงเกิน 4.6 หมื่นบาทต่อคน/ทริป (คำนวณจาก 2.35 ล้านคน สร้างรายได้ 1.08แสนล้านบาท) ครม.จึง ได้ขยายวีซ่า 30 วันให้ด้วยเป็นกลุ่มที่ชอบจัดงาน MICE หรืองานแต่งงาน ซึ่งสร้างรายได้ดีกว่าลูกค้ากลุ่มอื่น จึงเป็นเป้าหมายเล็งขยายฐานรายได้


หุ้นแนะนำวันนี้
PSL ราคาหุ้นปัจจุบันเทรด 10 บาท ต่ำกว่าราคาเฉลี่ยเมื่อ 3 ปีที่แล้ว 15 บาท ค่อนข้างมาก สวนทาง TC rate ล่าสุดที่มีแนวโน้มสูงขึ้น และสูงกว่าเมื่อเทียบกับเมื่อ 3 ปีก่อน
แนวรับ 9.5 ต้าน 11 Stop loss 9.2


Tactical port
เพิ่ม AWC CCET ถอด SAWAD BTG

 

 

 

รายงานพื้นฐานวันนี้

Alpha Pulse

เจาะลึกงบไตรมาส 2 คัดหุ้นแนวโน้มกำไรฟื้นต่อครึ่งหลัง
กำไรสุทธิ 2Q26 ของหุ้นใน BLS Coverage เพิ่มขึ้น 13% YoY และ 12% QoQ โดยกำไรสูงกว่าตลาดคาด 10% และสูงกว่าประมาณการเรา 11% ขณะที่รายได้สูงกว่าตลาดคาดเพียง 2% สะท้อนแรงหนุนจากทั้งราคาพลังงานและส่วนต่างปิโตรฯ ที่สูงขึ้น รายได้และ ARPU ของกลุ่มสื่อสาร ดีมานด์อิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงการบริหารต้นทุนและค่าใช้จ่ายของกลุ่มค้าปลีก ขณะที่แรงกดดันยังมาจากราคาเนื้อสัตว์ที่ลดลง ผู้ป่วยกัมพูชาและผู้ป่วย Self-pay ที่อ่อนแอ รวมถึงต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นในกลุ่มขนส่ง

กลุ่มที่กำไรหลักเติบโต YoY เด่น ได้แก่ พลังงาน/ปิโตรฯ จากราคาน้ำมัน GRM และ Spread ของ HDPE/PET (West), อิเล็กทรอนิกส์ จากดีมานด์ AI/Data Center และการเริ่มฟื้นของ Consumer Electronics/Automotive, สื่อสาร จาก Blended Mobile ARPU ที่เพิ่มขึ้นและต้นทุนโครงข่ายลดลง, ค้าปลีก จากการบริหาร Margin และค่าใช้จ่าย และ โรงแรม ซึ่ง RevPAR ไทยกลับมาเป็นบวก YoY ขณะที่กลุ่มที่กำไรลดลง YoY หลักยังเป็น เกษตร/อาหาร, โรงพยาบาล และขนส่ง
แม้ภาพรวมงบดีกว่าคาด แต่ความคาดหวังตลาดเริ่มกลับเข้าสู่สมดุลมากขึ้น โดยสัดส่วนหุ้นที่กำไรดีกว่าคาดอยู่ที่ 48% เทียบกับ 59% ในไตรมาสก่อน แต่ยังสูงกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีที่ 37% ขณะที่ Beat-to-miss ratio อยู่ที่ 3.4x ลดลงจาก 6.8x ในไตรมาสก่อน แต่ยังสูงกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีที่ 1.1x โดยหุ้นที่กำไรดีกว่าตลาดคาดเด่น ได้แก่ AOT, SCC, PTTGC และ PTT ส่วน DELTA ต่ำกว่าคาด ขณะที่ฝั่งรายได้ มีเพียงกลุ่มปิโตรฯ ที่ดีกว่าคาดอย่างชัดเจน ส่วน WHA และ BAM ต่ำกว่าคาด

Investment view: เราประเมิน SET Target กลางปี 2027 ที่ 1,650 จุดในกรณีฐาน และ 1,710 จุดในกรณีดีที่สุด แต่จาก Beat-to-miss ratio ที่เริ่มลดลง แนะนำเน้น Selective Play ในหุ้นที่กำไรมีแนวโน้มฟื้นต่อใน 2H26 ได้แก่ CBG ซึ่งกำไรคาดผ่านจุดต่ำสุดใน 2Q26 ก่อนกลับมาโต YoY ตั้งแต่ 3Q26, BH จากผู้ป่วยไทยและตะวันออกกลางฟื้นและคาดกำไร 3Q26 โตทั้ง YoY/QoQ และกลุ่มท่องเที่ยว AOT, ERW, CENTEL หลังนักท่องเที่ยวต่างชาติเดือน ก.ค. อยู่ที่ 2.5 ล้านคน (-2.5% YoY) แต่จำนวนเฉลี่ยต่อวันเพิ่มขึ้น 16% MoM ขณะที่ RevPAR โรงแรมไทยคาดโตทั้ง YoY และ MoM

Retail Finance Sector

ความกังวลจากการกำกับดูแล อาจจะเป็นแค่ปัจจัยกดดันเล็กๆ
ราคาหุ้นกลุ่ม Retail Finance ที่เราศึกษาปรับลดลง 2–3% เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เราคาดว่าเกิดจากความกังวลว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจะกำกับ non-banks เข้มงวดขึ้น แต่เราประเมินผลกระทบต่อหุ้นในกลุ่ม Retail Finance น่าจะจำกัด เพราะผู้ประกอบการรายใหญ่ที่ให้บริการสินเชื่อบุคคล สินเชื่อจำนำทะเบียน และสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ อยู่ภายใต้การกำกับของ ธปท. อยู่แล้ว และน่าจะปฏิบัติตามเกณฑ์อยู่แล้ว

เราประเมินว่า ธปท. น่าจะเน้นควบคุมกฎระเบียบในการดำเนินธุรกิจให้เข้มงวดมากว่าโดยเฉพาะผู้ให้บริการรายย่อย และการให้สินเชื่อ Buy Now Pay Later โดยเฉพาะการใช้สินเชื่อผ่อนชำระกับสินค้าที่ไม่จำเป็น รวมไปถึงการควบคุมระบบ Payment ได้แก่ e-wallets, บัญชีม้า และการทำธุรกรรมที่เสี่ยงผิดกฎหมาย เป็นต้น


Fundamental view: โดยรวมเราคาดว่า regulatory overhang จะกด sentiment ระยะสั้น แต่จะกระทบกำไรจำกัด และเรายังคาดว่า ธปท. จะไม่ปรับลดเพดานดอกเบี้ยของสินเชื่อบุคคล, สินเชื่อจำนำทะเบียน, และสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ในปี 2026–27 เพราะอาจจะเป็นการผลักลูกหนี้ให้ออกจากตลาดสินเชื่อในระบบแทนที่จะทำให้การเข้าถึงสินเชื่อง่ายขึ้น

 


AWC
(Idea)
แอสเสท เวิรด์ คอร์ป
โมเมนตัม 2H26 เริ่มตอกย้ำ IDEA เดิมให้ชัดยิ่งขึ้น
วันนี้เราออก IDEA Call หุ้น AWC คงคำแนะนำ ซื้อ (ปรับเพิ่มราคาเป้าหมายสิ้นปี 2027 เป็น 4.00 บาท จากเดิม 3.00 บาท) และเราจึงยังเลือก AWC เป็น หุ้นเด่นกลุ่มโรงแรม โดยประเด็นหลักคือ momentum ใน 2H26 เริ่มออกมาดีกว่าที่เราคาดไว้ และช่วยยืนยัน IDEA เดิมเมื่อเดือน มิ.ย. ว่า AWC กำลังเปลี่ยนจากเรื่องการขยายสินทรัพย์ไปสู่การสร้างผลตอบแทนจากสินทรัพย์ที่มีอยู่มากขึ้น โดย RevPAR เดือน ก.ค. +26% YoY ขณะที่รายได้ห้องพักที่จองแล้วสำหรับ 2H26 สูงกว่าปีก่อน 30% YoY

จุดที่เด่น คือ ยอดจองแข็งแรงในหลายพื้นที่ โดยกรุงเทพฯ +45% YoY, พัทยา +283% YoY และเชียงใหม่ +39% YoY ขณะที่ช่วงงานใหญ่ยังเห็นราคาห้องแข็งแรงกว่าที่เราคาดไว้มาก โรงแรม MICE ในกรุงเทพฯ มีอัตราเข้าพักที่จองแล้ว 75% สำหรับการประชุม IMF-World Bank พร้อม ADR +98% YoY ส่วนโรงแรมในพัทยามีอัตราเข้าพักที่จองแล้ว 62% สำหรับ Tomorrowland และ ADR +105% YoY เทียบกับสมมติฐานเดิมที่เราคาด RevPAR 4Q26 โต 15% YoY จึงมี upside ต่อประมาณการเดิม

กำไร 2Q26 ก็ช่วยเพิ่มความมั่นใจ หลังกำไรหลักอยู่ที่ 232 ล้านบาท +11% YoY (-70% QoQ ตามฤดูกาล) และดีกว่าทั้งประมาณการของเราและ consensus ทำให้เราปรับประมาณการกำไรหลักปี 2026–27 ขึ้น 5% ทั้งสองปี และประมาณการระยะยาวขึ้นราว 10% โดยคาดกำไรหลักจะโต 8% 12% 19% ในปี 2026-28 ตามลำดับ
อีกประเด็นที่น่าสนใจคือแผน REIT หลัง AWC จัดตั้ง Asset World Corp REIT (AWR) และมีแผนศึกษาความเป็นไปได้ของ REIT ขนาดสูงสุด 5 หมื่นล้านบาท ซึ่งอาจช่วยหมุนเงินลงทุนกลับมาใช้ใหม่ ท่ามกลาง Net D/E ราว 1.0 เท่า และรองรับ CAPEX ราว 2 หมื่นล้านบาท/ปี และคาด dividend yield ปี 2026–27 ที่ราว 3.0–3.1%

 


CBG
(Idea)
คาราบาวกรุ๊ป
ฐานกำไรเริ่มมีแรงหนุนจากหลายช่องทาง
วันนี้เราออก IDEA Call หุ้น CBG คงคำแนะนำ “ซื้อ” (ราคาเป้าหมายสิ้นปี 2027 เป็น 63 บาท จากเดิม 56 บาท) โดยมองว่าภาพการรวมผลประกอบการดีขึ้นจากยอดขายในประเทศที่ยังแข็งแรง ผลกระทบจากกัมพูชาที่ถูกดูดซับไปมากแล้ว และปัจจัยหนุนกำไรที่เริ่มกระจายไปสู่ธุรกิจจัดจำหน่าย บรรจุภัณฑ์ และ OEM มากขึ้น ทำให้เห็นความชัดเจนของกำไรที่ดีมากขึ้น โดยเราคาดกำไรปี 2027 โต 11.7% YoY

จุดสำคัญ คือ ธุรกิจเครื่องดื่มชูกำลังในประเทศยังโตเด่น โดยยอดขาย 2Q26 +15% YoY และ +14% QoQ เทียบกับอุตสาหกรรมที่โตเพียง low-single-digit สะท้อนส่วนแบ่งตลาดที่เพิ่มขึ้น ขณะที่รายได้จากธุรกิจจัดจำหน่าย +23% YoY ส่วนยอดขายต่างประเทศแม้ยัง -31% YoY แต่ฟื้น +23% QoQ และยอดขายเมียนมา +53% YoY

ประเด็นกัมพูชาซึ่งเป็นแรงกดดันหลักก่อนหน้านี้ลดความสำคัญลงมากแล้ว โดยสัดส่วนยอดขายลดจากราว 15% ก่อนปิดชายแดน เหลือเพียง 2% ใน 2Q26 ขณะที่เราคาดกำไร 3Q26 จะเพิ่มขึ้นทั้ง YoY และ QoQ จากยอดขายที่สูงขึ้น นำโดยเครื่องดื่มชูกำลังในประเทศ จากส่วนแบ่งตลาดที่เพิ่มขึ้น กลยุทธ์ราคา 10 บาท และยอดบริโภคเพิ่มเติมจาก “ไทยช่วยไทย พลัส” รวมถึงการเติบโตต่อเนื่องในเมียนมา

สำหรับ 4Q26 ปัจจัยหนุนกำไรจะมาจากหลายทิศทางมากขึ้น ทั้งธุรกิจจัดจำหน่ายและบรรจุภัณฑ์ จากการเติบโตของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แก่ภายนอกกลุ่มฯ และการใช้กำลังการผลิตบรรจุภัณฑ์ที่ดีขึ้น ขณะที่คำสั่งผลิต OEM เพิ่มเติม รวมถึง LOVEZA เป็น upside ต่อประมาณการ

ส่วนกำไรหลัก 2Q26 อยู่ที่ 736 ล้านบาท แม้ลดลง 8% YoY แต่เพิ่ม 20% QoQ ดีกว่าประมาณการของเรา 13% และตลาด 7% ส่งผลให้เราปรับประมาณการกำไรปี 2026-27 ขึ้น 8.4% และ 8.2% เป็น 2.81 และ 3.13 พันล้านบาท ตามลำดับ และยังปรับประมาณการระยะยาวขึ้นราว 10% ขณะที่ปัจจุบันหุ้นซื้อขายที่ PER ปี 2026-27 ที่ 19.6 และ 17.6 เท่า ตามลำดับ และคาดdividend yield 3.8%



รายงานผลประกอบการวันนี้

วันนี้มีรายงานงบการเงินทั้งหมด 11 บริษัท แบ่งเป็น
กำไรดีกว่าคาด (Beat) ทั้งหมด 8 บริษัท ได้แก่ GUNKUL CK SPRC CPF CBG AWC HANA BCH
กำไรตามคาด (In-line) ทั้งหมด 2 บริษัท ได้แก่ STECON BH
กำไรต่ำกว่าคาด (Missed) ทั้งหมด บริษัท ได้แก่ BTS

Beat:

(+) GUNKUL รายงานกำไรสุทธิ 2Q26 ที่ 575 ล้านบาท (+19% YoY, +26% QoQ) หักรายการพิเศษแล้ว มีกำไรหลัก 567 ล้านบาท (+9% YoY, +31% QoQ) สูงกว่าที่เราคาด 7% และตลาดคาด 13% จากการรับรู้รายได้งานก่อสร้าง/EPC ที่มากกว่าคาดและการควบคุม SG&A ที่ดี โดยรายได้เพิ่มขึ้น 55% YoY และ 10% QoQ เป็น 2.79 พันล้านบาท ขณะที่ GM อยู่ที่ 33.4% เพิ่มจาก 31.1% ใน 1Q26 แต่ลดจาก 41.5% ใน 2Q25 ตามสัดส่วนรายได้ EPC ที่เพิ่มขึ้น แนวโน้ม 3Q26 คาดกำไรหลักยังเติบโต YoY จากการทยอยรับรู้ Backlog งานก่อสร้างและอุปกรณ์ราว 4.5 พันล้านบาทในช่วงปี 2026-27 เรายังคงประมาณการกำไรหลักปี 2026 ที่ 1.9 พันล้านบาท (+6% YoY) คงคำแนะนำซื้อ ราคาเป้าหมาย 5.50 บาท


(+) CK รายงานกำไรสุทธิและกำไรหลัก 2Q26 ที่ 800 ล้านบาท โดยกำไรหลักลดลง 7% YoY แต่เพิ่มขึ้น 143% QoQ สูงกว่าที่เราคาด 17% และตลาดคาด 18% จาก GM และส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนที่สูงกว่าคาด พร้อมประกาศปันผลระหว่างกาล 0.20 บาท/หุ้น คิดเป็น Dividend yield 1.1% ขึ้น XD วันที่ 27 ส.ค. โดย GM เพิ่มเป็น 8.1% สูงสุดในรอบ 4 ปี จาก 7.9% ใน 2Q25 และ 7.4% ใน 1Q26 ขณะที่ดอกเบี้ยจ่ายลดลง 31% YoY และ 8% QoQ แนวโน้ม 3Q26 คาดกำไรหลักลดลง YoY จากฐานสูงของกำไร FX ในบริษัทร่วม แต่เพิ่มขึ้น QoQ จาก CKP เรายังคงประมาณการ คำแนะนำซื้อ ราคาเป้าหมาย 22.70 บาท และเลือก CK เป็น Top Pick กลุ่มรับเหมา


(+) SPRC รายงานกำไรสุทธิ 2Q26 ที่ 6.92 พันล้านบาท พลิกจากขาดทุน YoY แต่ลดลง 6% QoQ หักขาดทุนสต๊อก 321 ล้านบาทและกำไร FX 105 ล้านบาทแล้ว มีกำไรหลัก 7.09 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 24 เท่า YoY และ 366% QoQ สูงกว่าที่เราคาด 11% และตลาดคาด 16% จาก Margin ที่ดีกว่าคาด พร้อมประกาศปันผลงวด 1H26 ที่ 0.50 บาท/หุ้น คิดเป็น Dividend yield 4.4% ขึ้น XD วันที่ 28 ส.ค. และจ่ายวันที่ 14 ก.ย. แนวโน้ม 3Q26 คาดกำไรหลักเพิ่มขึ้น YoY แต่ลดลง QoQ ตาม GRM เราปรับเพิ่มประมาณการกำไรหลักปี 2026 ขึ้น 6% เป็น 1.46 หมื่นล้านบาท และกำไรสุทธิขึ้น 2% เป็น 2.02 หมื่นล้านบาท พร้อมปรับราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 11.80 บาท จาก 10.20 บาท คงคำแนะนำถือ โดยคาด Dividend yield ปี 2026 ราว 10%


(+) CPF รายงานกำไรสุทธิ 2Q26 ที่ 4.08 พันล้านบาท (-61% YoY, -16% QoQ) หักรายการพิเศษแล้ว มีกำไรหลัก 4.57 พันล้านบาท (-58% YoY, +6% QoQ) สูงกว่าที่เราและตลาดคาด 13% จากรายได้ที่สูงกว่าคาด โดยยอดขายรวมลดลง 0.3% YoY ขณะที่ GM ลดเหลือ 15.0% จาก 19.8% ใน 2Q25 ตามราคาเนื้อสัตว์ที่ลดลง และส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมลดเหลือ 1.22 พันล้านบาท จาก 3.58 พันล้านบาทในปีก่อน แนวโน้ม 3Q26 คาดกำไรหลักลดลง YoY แต่เพิ่มขึ้น QoQ ตามราคาเนื้อสัตว์ โดยรายงานระบุการปรับประมาณการกำไรปี 2026 และ 2027 ที่ 11% และ 14% ตามลำดับ พร้อมปรับราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 27 บาท จาก 25 บาท คงคำแนะนำ Trading Buy


(+) CBG รายงานกำไรสุทธิและกำไรหลัก 2Q26 ที่ 736 ล้านบาท (-8% YoY, +20% QoQ) สูงกว่าที่เราคาด 13% และตลาดคาด 7% จากรายได้และ GM ที่ดีกว่าคาด โดยรายได้เพิ่มขึ้น 5% YoY และ 10% QoQ หนุนจากยอดขายเครื่องดื่มชูกำลังในประเทศและธุรกิจ Distribution ขณะที่ยอดขายส่งออกลดลง 31% YoY ส่วน GM อยู่ที่ 26.4% ลดจาก 27.0% ใน 2Q25 แต่เพิ่มจาก 25.9% ใน 1Q26 แนวโน้ม 3Q26 คาดกำไรเพิ่มขึ้นทั้ง YoY และ QoQ จากยอดขายที่สูงขึ้น เราปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 2026 ขึ้น 8.4% ปี 2027 ขึ้น 8.2% และระยะยาวขึ้น 10% พร้อมปรับราคาเป้าหมายสิ้นปี 2027 ขึ้นเป็น 63 บาท จาก 56 บาท คงคำแนะนำซื้อ


(+) AWC รายงานกำไรสุทธิ 2Q26 ที่ 1.47 พันล้านบาท (+5% YoY, -26% QoQ) ขณะที่กำไรหลักอยู่ที่ 232 ล้านบาท (+11% YoY, -70% QoQ) หลังตัดกำไรจากการตีมูลค่ายุติธรรมอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน 1.55 พันล้านบาทก่อนภาษี โดยกำไรหลักสูงกว่าที่เราและตลาดคาด รายได้เพิ่มขึ้น 6% YoY จากรายได้โรงแรมและบริการเพิ่มขึ้น 7% YoY และรายได้พื้นที่เชิงพาณิชย์เพิ่มขึ้น 11% YoY แนวโน้ม 3Q26 คาดกำไรเพิ่มขึ้นทั้ง YoY และ QoQ จากธุรกิจโรงแรม โดยเฉพาะกรุงเทพฯ พัทยา สมุย และเชียงใหม่ เราปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 2026 และ 2027 ขึ้น 5% ทั้งสองปี และระยะยาวขึ้น 10% พร้อมเลื่อนไปใช้ราคาเป้าหมายสิ้นปี 2027 ที่ 4 บาท จาก 3 บาท คงคำแนะนำซื้อ และเลือก AWC เป็น Top Pick กลุ่มโรงแรม


(+) HANA รายงานกำไรสุทธิ 2Q26 ที่ 326 ล้านบาท (+840% YoY, +215% QoQ) หักกำไร FX 54 ล้านบาทและขาดทุนจากอนุพันธ์ 5 ล้านบาทแล้ว มีกำไรหลัก 278 ล้านบาท (-15% YoY, +169% QoQ) สูงกว่าที่เราคาด 25% และตลาดคาด 54% จากรายได้และรายได้อื่นที่สูงกว่าคาด รวมถึง Effective tax rate ที่ต่ำกว่าคาด โดยรายได้เพิ่มขึ้น 3% YoY และ 9% QoQ ขณะที่ GM อยู่ที่ 10.7% ลดจาก 12.8% ใน 2Q25 แต่เพิ่มจาก 9.3% ใน 1Q26 แนวโน้ม 3Q26 คาดกำไรหลักเพิ่มขึ้นทั้ง YoY และ QoQ จากการฟื้นตัวของธุรกิจ EMS และ OSAT เราปรับเพิ่มประมาณการกำไรหลักปี 2026 ขึ้น 10% เป็น 1.1 พันล้านบาท และปรับราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 46 บาท จาก 42 บาท คงคำแนะนำถือ

(+) BCH รายงานกำไรสุทธิและกำไรหลัก 2Q26 ที่ 343 ล้านบาท (-11% YoY, +28% QoQ) สูงกว่าที่เราคาด 13% แต่เป็นไปตามตลาดคาด พร้อมประกาศปันผลระหว่างกาล 0.15 บาท/หุ้น คิดเป็น Dividend yield 1.4% ขึ้น XD วันที่ 28 ส.ค. โดยรายได้หลักลดลง 1% YoY แต่เพิ่มขึ้น 3% QoQ ขณะที่รายได้ผู้ป่วยทั่วไปลดลง 4.4% YoY แต่รายได้ SSO เพิ่มขึ้น 4.3% YoY และ GM เพิ่มเป็น 28.7% จากสัดส่วนเคสซับซ้อนที่สูงขึ้น แนวโน้ม 3Q26 คาดกำไรหลักเพิ่มขึ้นทั้ง YoY และ QoQ จากฤดูโรคระบาดและผู้ป่วยไทยที่ฟื้นตัว โดยกำไร 1H26 คิดเป็น 50% ของประมาณการปี 2026 ซึ่งเรายังคงไว้ที่ 1.17 พันล้านบาท คงคำแนะนำขาย ราคาเป้าหมาย 10 บาท

In-line:
(0) STECON รายงานกำไรสุทธิ 2Q26 ที่ 911 ล้านบาท หักรายการพิเศษแล้ว มีกำไรหลัก 910 ล้านบาท (+461% YoY, +370% QoQ) เป็นไปตามที่เราและตลาดคาด หนุนจากเงินปันผลรับจาก GULF ซึ่งมีปันผลพิเศษ รายได้จากการขายและบริการเพิ่มขึ้น 8% YoY และ 30% QoQ เป็น 9.5 พันล้านบาท ขณะที่ GM อยู่ที่ 7.4% เพิ่มจาก 7.2% ใน 2Q25 แต่ลดจาก 7.8% ใน 1Q26 และ SG&A/Sales ลดเหลือ 3.2% แนวโน้ม 3Q26 คาดกำไรหลักเพิ่มขึ้น YoY แต่ลดลง QoQ จากฐานสูงใน 2Q26 เรายังคงประมาณการ โดยคาดกำไรหลักปี 2026 เพิ่มขึ้น 49% YoY และปี 2027 ลดลง 18% YoY คงคำแนะนำซื้อ ราคาเป้าหมาย 21 บาท แต่ลดระดับความชอบน้อยกว่า CK ในช่วงที่รองานประมูล และธีม Data Center มีแรงกดดันอยู่

(0) BH รายงานกำไรสุทธิ 2Q26 ที่ 1.89 พันล้านบาท ขณะที่กำไรหลักอยู่ที่ 1.89 พันล้านบาท (+2% YoY, +6% QoQ) เป็นไปตามที่เราและตลาดคาด โดยรายได้หลักเพิ่มขึ้น 4% YoY และทรงตัว QoQ หนุนจากรายได้ผู้ป่วยต่างชาติเพิ่มขึ้น 7.1% YoY โดยเฉพาะผู้ป่วย Fly-in จากตะวันออกกลางและเมียนมา ขณะที่ GM อยู่ที่ 52% ทรงตัว YoY แต่เพิ่มจาก 51.3% ใน 1Q26 แนวโน้ม 3Q26 คาดกำไรหลักเร่งตัว YoY และเพิ่มขึ้น QoQ ตามฤดูกาลและการฟื้นของผู้ป่วยต่างชาติ เรายังคงประมาณการกำไรหลักปี 2026 ที่ 7.8 พันล้านบาท (+3% YoY) และปี 2027 ที่ 8.2 พันล้านบาท (+5% YoY) พร้อมประกาศปันผลระหว่างกาล 4 บาท/หุ้น คิดเป็น Dividend yield 2% ขึ้น XD วันที่ 28 ก.ย. คงคำแนะนำซื้อ ราคาเป้าหมาย 220 บาท และยังเลือก BH เป็น Top Pick

Missed:
(-) BTS รายงานขาดทุนสุทธิ 1Q26 (เม.ย.–มิ.ย.) ที่ 388 ล้านบาท ขาดทุนมากขึ้นทั้ง YoY และ QoQ หักรายการพิเศษแล้ว ขาดทุนหลักอยู่ที่ 601 ล้านบาท ขาดทุนมากขึ้น YoY และพลิกจากกำไรหลักใน 4Q25 ต่ำกว่าที่เราคาดซึ่งเดิมคาดกำไรเล็กน้อย จาก SG&A และภาษีที่สูงกว่าคาด แม้ส่วนแบ่งกำไรจาก JV และบริษัทร่วมดีกว่าคาด โดยรายได้เพิ่มขึ้น 5% YoY และ 6% QoQ ขณะที่จำนวนผู้โดยสาร BTSGIF เฉลี่ยลดลง 1% YoY และ 8% QoQ เหลือ 507,000 เที่ยว/วัน แนวโน้ม 2Q26 (ก.ค.–ก.ย.) คาดผลขาดทุนหลักดีขึ้นทั้ง YoY และ QoQ เราปรับเพิ่มประมาณการขาดทุนสุทธิปี 2026 เป็น 1.92 พันล้านบาท จากเดิม 1.22 พันล้านบาท และลดราคาเป้าหมายเหลือ 1.70 บาท จาก 1.80 บาท คงคำแนะนำขาย

 

 

สรุปประเด็นจาก Quick take

AOT
ท่าอากาศยานไทย
มุมมองต่อการประชุมนักวิเคราะห์
รอครม. อนุมัติ ground handling ซึ่งมีการ delay มาหลายเดือนแล้ว ทำให้การจอง winter slots เติบโตไม่เต็มที่ Winter slots และ FY27 passengers บริษัทคงเลขประมาณการเติบโตเพียง 2%YoY แม้มีสายการบินมาเพิ่ม แต่กลุ่ม Budget airlines ลด กระทบจาก jet fuel สูง
View from fundamental : ราคาเนื้อสัตว์มีแนวโน้มฟื้นตัว ต้นทุนยังอยู่ในระดับที่จัดการได้ และกลยุทธ์การส่งออกและไปยังสินค้าเพิ่มมูลค่า ทำให้เรายังชอบ BTG คงคำแนะนำ ซื้อเก็งกำไร


AAV
เอเชีย เอวิเอชั่น
มุมมองต่อการประชุมนักวิเคราะห์
บริษัทปรับลด capacity ใน 3Q26 เพื่อให้สอดคล้องกับช่วงโลว์ซีซัน แต่มีแผนปรับเพิ่ม capacity และปรับขึ้นค่าโดยสารใน 4Q26 ซึ่งคาดว่าจะกลับมาทำกำไรได้
View from fundamental : แม้ว่าแนวโน้มระยะสั้นของ AAV จะดูไม่สดใส แต่เรามองว่าราคาหุ้นปัจจุบัน ได้สะท้อนถึงช่วงโลว์ซีซั่นแล้ว เรามองว่าเป็นโอกาสสะสมหุ้นก่อนเข้าช่วงไฮซีซันของการท่องเที่ยวไทย เราจึงคงคำแนะนำ “ซื้อ” (ราคาเป้าหมาย 1.40 บาท)

TFG
ไทยฟู้ดส์กรุ๊ป
มุมมองต่อการประชุมนักวิเคราะห์
บริษัทมั่นใจราคาหมูจะยืนสูงใน 2H26 ที่ 75 บาท/กก (+5-10% HoH) และราคาไก่ที่ 42-44บาท/กก. (+5% HoH) ปริมาณการขายไก่ในไทยและส่งออก (ญี่ปุ่น, ยุโรป) จะเติบโต 20% HoH ใน 2H
View from fundamental : เรายังคงชอบ TFG จากการเติบโตธุรกิจ livestock และ retail

 

OR
ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก
มุมมองต่อการประชุมนักวิเคราะห์
ธุรกิจ Mobility มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น QoQ ใน 3Q26 หนุนโดยปริมาณขายที่เพิ่มขึ้นและค่าการตลาดที่สูงขึ้น ธุรกิจ Lifestyle มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องใน 3Q26 นำโดยร้านคาเฟ่อเมซอน และอัตรากำไรทรงตัวอยู่ในระดับสูง
View from fundamental : แนวโน้มการฟื้นตัวของผลการดำเนินงาน 3Q26 และฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่งของ OR ซึ่งน่าจะช่วยให้บริษัทสามารถรักษาอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลให้อยู่ในช่วง 4.0-5.0% ต่อไปในอนาคตได้ น่าจะช่วยจำกัดความเสี่ยงขาลงของราคาหุ้น นอกจากนั้นอาจมีอัพไซด์ต่อประมาณการกำไรระยะยาวจากการลงทุนใหม่ๆ เราจึงคงคำแนะนำ ถือ

PLANB
แพลน บี มีเดีย
มุมมองต่อการประชุมนักวิเคราะห์
3Q26 คาดรายได้เติบโต 5-6% QoQ โดยคาด U-rate ที่ 75% เทียบกับ 2Q26 ที่ 74.2% GM น่าจะใกล้เคียงกับ 2Q26 ที่ 32-33% กำไรน่าจะโตระดับ 10% YoY ใกล้เคียงกับ 2Q26
View from fundamental : เรามองว่า PLANB ยังสามารถรักษาระดับการเติบโตได้ต่อเนื่อง และคาดจะทำ New high ใน 4Q26 และหาก Synergy เริ่มประเมินตัวเลขออกมาได้ใน 4Q26 คาดจะเห็นโมเมนตัมดีต่อเนื่องไปในปีหน้า

 

SAWAD
ศรีสวัสดิ์คอร์ปอเรชั่น
มุมมองต่อการประชุมนักวิเคราะห์
SAWAD ประเมินสินเชื่อจะเติบโตเร่งตัวขึ้นใน 2H26 หนุนจากธุรกิจสินเชื่อจำนำทะเบียนเป็นหลัก ขณะที่ธุรกิจ locked phone จะปล่อยสินเชื่อมากขึ้น โดยตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อใหม่ 3.5-4 พันล้านบาท ใน 2H26 (เทียบกับ 1.8 พันล้านบาทใน 1H26)
View from fundamental : เราคาดกำไรสุทธิ 3Q26 จะขึ้นทำ new record ได้ต่อเนื่อง ขณะที่คุณภาพสินทรัพย์ควบคุมได้แล้วแนะนำ ซื้อ


PR9
โรงพยาบาลพระรามเก้า
มุมมองต่อการประชุมนักวิเคราะห์
เปิด Biplane Angiography และ HBOT ตามแผนใน 3Q26 พร้อมเพิ่มห้อง ICU/CCU/NICU ใน 4Q26 หนุนศักยภาพให้บริการต่อเนื่อง ด้านผลประกอบการเดือนกรกฎาคมโตต่อเนื่อง คนไข้ไทยฟื้นตัวชัดเจน ส่วนคนไข้ต่างชาติหนุนจากตะวันออกกลาง เมียนมา และจีนตามลำดับ บริษัทตั้งเป้ารายได้ 3Q26 โต 5-6% YoY
View from fundamental : PR9 แนวโน้มรายได้เติบโตสดใส ฟื้นตัวดีทั้งไทยและต่างประเทศ หนุนด้วย high season ขณะที่ EBITDA margin คาดปรับตัวสูงขึ้นที่ 23-24% มองเป็นโอกาสสะสม คงคำแนะนำ “ซื้อ” (ราคาเป้าหมาย 22 บาท)

WHA
ดับบลิวเอชเอคอร์ปอเรชั่น
มุมมองต่อการประชุมนักวิเคราะห์
Management Guidance: ผู้บริหารคง 2026 target ทุกตัวไว้เดิม (Normalized Revenue Bt20,000mm, EBITDA margin >45%, Net IBD/E ≤1.2x) Land Transfer & Presales แผนการโอนที่ดินและยอด presales จะไปกระจุกหนักใน 4Q26 ทั้งจากที่ดินแปลงใหญ่ (large plot) และการขาย asset เข้ากอง REIT (WHART/WHAIR)
View from fundamental : รอความชัดเจนของนโยบายภาครัฐด้าน data center regulation ก่อนปรับมุมมอง — ทั้ง slowdown ที่เห็นจริงใน 2Q-3Q26 และ overhang จากกฎเกณฑ์ที่ยังไม่นิ่ง (Tier 9, ค่าไฟ, capacity/security deposit rules) เป็นความเสี่ยงต่อ momentum


วิกิจ ถิรวรรณรัตน์ Tel. (662) 618-1336
นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน/ปัจจัยทางเทคนิค
นภนต์ ใจแสน นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน
ภูวดล ภูสอดเงิน, AISA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน

 

 

 

 

 

อณุภา ศิริรวง

: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

บทความล่าสุด

คลายกังวลเฟดขึ้นดอกเบี้ย By : แม่มดน้อย

แม่มดน้อย ขี่ไม้กวาดวิเศษ เช้าวันนี้ หุ้นไทย ปรับตัวขึ้น ตามตลาดต่างประเทศ บน นักลงทุน คลายความกังวล เฟด.....

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้