ความเสี่ยง“คุกรุ่น-ING”67
HORIZON MARKET VIEW
• วานนี้ราคาน้ำมันดิบ BRENT ดีดตัวขึ้นแรงราว 5% แตะระดับ 87.7 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลผลักให้ BOND YIELD สหรัฐฯ ดีดตัวขึ้นมากกว่า 1% จากความหวังที่จะเปิดช่องแคบฮอร์มุซกลับมาเริ่มลดลง หลังสหรัฐฯ และอิหร่านต่างเพิ่มเงื่อนไขในการเจรจา โดยเรียกร้องชดเชยความเสียหายทั้งหมดจากความขัดแย้ง
• แรงกดดันเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มสูงขึ้น ทำให้ตลาดการเงินเริ่มลดคาดหวังในการคงดอกเบี้ยของ FED เดือน ก.ย. มีน้ำหนักเหลือแค่ 48.8% (วานนี้ 55.6%)
• นอกจากนี้ ยังต้องเฝ้าระวังความผันผวนของค่าเงิน หลังเงินเยนกลับมาอ่อนค่าลงอย่างมีนัยฯ ใกล้แตะ 160 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเป็นระดับสำคัญทางจิตวิทยาที่ต้องติดตามรัฐบาลเข้าแทรกแซงตลาดเพิ่มเติม รวมถึงแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ BOJ ถือเป็นหนึ่งในกลไกให้เงินเยนแข็งค่า
REGION RADAR
• TSMC (2330 TT) เผยยอดขายรายเดือน ก.ค. อยู่ที่ 4.68 แสนล้านดอลลาร์ไต้หวัน +45% YOY และ +6% MOM โดยได้รับแรงหนุนจากอุปสงค์ AI ที่แข็งแกร่งจากลูกค้ารายใหญ่ อาทิ NVIDIA และ GOOGLEที่ยังมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง
• วานนี้มีการรายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ของหุ้นกลุ่ม SPACEECONOMY นำโดย ROCKET LAB และ AST SPACEMOBILE เผยขาดทุนมากกว่าที่ตลาดคาดโดยทั้งสองบริษัทได้รับแรงกดดันหลักมาจากเงินลงทุนในการพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศในระดับที่สูง
THAI FOCUS
• ภาวะสงครามตะวันออกกลางดันราคาน้ำมันและเงินเฟ้อพุ่ง หนุนให้ธนาคารกลางต้องใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้น (HAWKISH) ตามกลไกทำให้BOND YIELD สหรัฐฯ พุ่งสูงอย่างต่อเนื่อง (รุ่น 10 ปี แตะ4.7% และรุ่น 30 ปี ทะลุ 5.2%) ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนกลับตราสารหนี้
• สินทรัพย์เสี่ยงในตลาดเกิดใหม่รวมถึงไทยจึงถูกเทขาย โดยตั้งแต่ต้นดือนต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทยกว่า 9 พันล้านบาท ดังนั้นให้ระมัดระวังการลงทุนและจับตาหาก BOND YIELD สหรัฐฯ ยังอยู่ในระดับสูงโอกาสที่เงินต่างชาติจะไหลกลับเข้าตลาดหุ้นไทยยังเป็นไปได้ยาก
SYNAPSE STRATEGY
• วานนี้ดัชนีปิดบวก (+12.36 จุด ที่ 1,624.36 จุด) แต่เกิดจากแรงดันของหุ้น DELTA เป็นหลัก หากตัด DELTA ออก ดัชนีจริงจะ ติดลบ 5จุด โดยมีหุ้นใน SET100 ปรับตัวบวกได้เพียง 31 ตัว สะท้อนว่าตลาดรวมยังมีแรงขายอยู่สูง
• กลยุทธ์เน้นหุ้นเกราะป้องกัน TRADE WAR และได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันดิบขาขึ้น (SPENGY80, ZIJIN80) ส่วนหุ้นไทยแนะนำ PTT จ่ายปันผลสูง + ได้อานิสงส์ราคาน้ำมันฟื้นตัว CENTEL จ่อเข้าช่วง HIGHSEASON และ PRM ค่าบริการขนส่งพุ่งสูงขึ้นตามราคาน้ำมันดิบ
HORIZON MARKET VIEW
ปัจจัยแวดล้อมมีความเสี่ยงวกกลับ
วานนี้ราคาน้ำมันดิบ BRENT ดีดตัวขึ้นแรงราว 5% แตะระดับ 87.7 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ผลักให้ BONDYIELDสหรัฐฯ ดีดตัวขึ้นมากกว่า 1% จากความหวังที่จะเปิดช่องแคบฮอร์มุซกลับมาเริ่มลดลง หลังสหรัฐฯ และอิหร่านต่างเพิ่มเงื่อนไขในการเจรจาในฝั่งสหรัฐฯ ปธน. ทรัมป์ส่งสัญญาณว่า พร้อมใช้แรงกดดันทางเศรษฐกิจต่ออิหร่านต่อไป แทนที่จะใช้การโจมตีทางทหารเพิ่มเติมซึ่งสะท้อนว่าความขัดแย้งอาจยืดเยื้อกว่าที่ตลาดเคยคาดไว้ นอกจากนี้ยังเรียกร้องให้อิหร่านชดเชยความเสียหายทั้งหมดจากความขัดแย้ง
ส่วนฝั่งอิหร่าน ประกาศว่า ช่องแคบฮอร์มุซจะยังคงปิดต่อไปจนถึงปี 2029 เว้นแต่ทรัมป์จะยอมรับข้อเรียกร้องทั้งหมดของอิหร่าน ได้แก่ เงินชดเชย 300 พันล้านดอลลาร์, ปลดล็อกสินทรัพย์อิหร่านที่ถูกอายัด สูงสุด 100พันล้านดอลลาร์, ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทั้งหมด, ถอนกำลังทหารสหรัฐฯ ออกจากภูมิภาคทั้งหมด, ยุติการปิดล้อมทางทะเล, ยอมรับการเก็บค่าธรรมเนียมผ่านช่องแคบฮอร์มุซจากเรือที่แล่นผ่านทั้งนี้ อิหร่านระบุว่าการเจรจากับโอมานเรื่องเส้นทางเดินเรือใหม่ในช่องแคบฮอร์มุซอยู่ในขั้นสุดท้าย ซึ่งทั้งสองฝ่ายตกลงเรื่องแผนที่เส้นทางเดินเรือแล้ว เหลือเพียงรายละเอียดทางเทคนิคบางส่วน และมีการพูดถึงค่าบริการด้านความปลอดภัย การเดินเรือ การรักษาสิ่งแวดล้อม และการปราบปรามอาชญากรรมทางทะเล
แรงกดดันเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มสูงขึ้น ทำให้ตลาดการเงินเริ่มลดคาดหวังในการคงดอกเบี้ยของ FED เดือน ก.ย. มีน้ำหนักเหลือแค่ 48.8% (วานนี้ 55.6%)
นอกจากนี้ ยังต้องเฝ้าระวังความผันผวนของค่าเงิน หลังเงินเยนกลับมาอ่อนค่าลงอย่างมีนัยฯ ใกล้แตะ 160 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเป็นระดับสำคัญทางจิตวิทยาที่ต้องติดตามรัฐบาลเข้าแทรกแซงตลาดเพิ่มเติม รวมถึงแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ BOJ ถือเป็นหนึ่งในกลไกให้เงินเยนแข็งค่า ขณะที่ผู้ SHORT เงินเยนจำนวนมาก อาจถูกบีบให้รีบปิดสถานะ เสี่ยงเพิ่มความกังวล UNWIND YEN CARRY TRADE
REGION RADAR
TSMC รายงานยอดขายรายเดือนทำจุดสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์
TSMC (2330 TT) เผยยอดขายรายเดือน ก.ค. อยู่ที่4.68แสนล้านดอลลาร์ไต้หวัน +45% YOY และ +6% MOMโดยได้รับแรงหนุนจากอุปสงค์ AI ที่แข็งแกร่งจากลูกค้ารายใหญ่ อาทิ NVIDIA และ GOOGLE ที่ยังมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ บริษัทคาดการณ์ว่ารายได้สำหรับปี 2026 จะมีการเติบโตไม่ต่ำกว่า 40% YOY ซึ่งเป็นSENTIMENT บวกต่อกลุ่ม SEMICONDUCTOR EQUIPMENTS อาทิ DR: ASML01 และ DR: AMAT01
หุ้นกลุ่ม SPACE ECONOMY เผยงบไตรมาส 2 ยังขาดทุนอยู่มาก
วานนี้มีการรายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ของหุ้นกลุ่ม SPACE ECONOMY นำโดย ROCKET LAB (RKLBUS) และ AST SPACEMOBILE (ASTS US) เผยขาดทุนมากกว่าที่ตลาดคาด โดย ROCKET LAB มีรายได้อยู่ที่$234.1 +62% YOY (สูงกว่าคาด 1%) ขณะที่ขาดทุนสุทธิอยู่ที่ $49.3 ล้าน ด้าน AST SPACEMOBILE มีรายได้รวมอยู่ที่ $31.5 +2626% YOY (ต่ำกว่าคาด 10%) ขณะที่ขาดทุนสุทธิอยู่ที่ $230.9 ล้าน โดยทั้งสองบริษัทได้รับแรงกดดันหลักมาจากเงินลงทุนในการพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศในระดับที่สูง อย่างไรก็ตาม ธุรกิจ SPACEECONOMY ยังเป็น MEGA TREND ที่น่าสนใจในระยะยาว แต่ราคาหุ้นอาจมีความผันผวนที่สูงในระยะสั้นเนื่องจากบริษัทในกลุ่มนี้ยังมีผลขาดทุนค่อนข้างสูง
THAIFOCUS
BOND YIELD สหรัฐฯ ดีดตัวใกล้จุดสูงสุด กดดัน FUND FLOW ต่างชาติไหลออกหุ้นไทยต่อเนื่อง
ภาวะสงครามตะวันออกกลางในปัจจุบันที่ยังหาข้อตกลงร่วมกันไม่ได้ ทำให้ราคาน้ำมันดิบปรับขึ้น เงินเฟ้ออาจพุ่งสูง และกดดันให้ธฯคารกลางหลายแห่งต้องดำเนินนโยบายที่ HAWKISH มาหขึ้น กดดันให้ทิศทางของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ทั้งระยะ 10 ปี (เส้นสีแดง) และระยะ 30 ปี (เส้นสีขาว) ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และกำลังกลับเข้าไปใกล้จุดสูงสุดเดิม (บริเวณวงกลมสีแดง) โดยล่าสุด BOND YIELD 10 ปี อยู่ที่ระดับประมาณ 4.7% และ 30 ปี สูงทะลุ 5.2% ถือเป็นแรงดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากทั่วโลกให้ไหลกลับเข้าสู่ตลาดตราสารหนี้จากผลกระทบของ BOND YIELD สหรัฐฯ ที่อยู่ในระดับสูง ทำให้สินทรัพย์เสี่ยงในตลาดเกิดใหม่ (EMERGINGMARKETS) รวมถึงไทยมีความน่าสนใจลดลง สะท้อนภาพชัดเจนในตาราง FUND FLOW เห็นว่านักลงทุนต่างชาติยังคงขายสุทธิในตลาดหุ้นไทยอย่างต่อเนื่อง โดยนับตั้งแต่ต้นเดือนส.ค.69 ขายไปกว่า 9 พันล้านบาท ซึ่ง
หากดูเป็นรายวันจะพบว่ามีแรงขายออกมาเกือบทุกวัน ดังนั้นนักลงทุนจึงควรระมัดระวังและติดตามตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐฯอย่าง CPI ในวันพรุ่งนี้อย่างใกล้ชิด ตลาดคาด +3.4%YOY(ทรงตัวจากเดือนก่อนหน้า+3.5%YOY) เพราะตราบใดที่ BOND YIELD สหรัฐฯ ยังทรงตัวในระดับสูง โอกาสที่เม็ดเงินต่างชาติจะไหลกลับตลาดหุ้นไทยคงเป็นไปได้ยาก
SYNAPSE STRATEGY
จับตามาตรการรัฐ ปลุกเศรษฐกิจ ท่ามกลางแรงหนุนหุ้นพลังงาน จากวิกฤตตะวันออกกลาง
แม้ดัชนี SET วานนี้จะดูเหมือนปรับตัวเพิ่มขึ้น (ปิดที่ 1,624.36 จุด +12.36 จุด) แต่แท้จริงแล้วเป็นการขึ้นแบบกระจุกตัว หากหักอิทธิพลของหุ้นขนาดใหญ่อย่าง DELTA ออกไป ดัชนีตลาดจะติดลบถึง 5 จุด สะท้อนให้เห็นว่าแรงขายในตลาดยังคงมีอยู่สูง โดยมีหุ้นใน SET100 เพียง 31 ตัวเท่านั้นที่ปรับตัวบวก อย่างไรก็ตามปัจจัยในประเทศยังหนุนเล็กน้อย หลังนโยบายภาครัฐเตรียมเดินหน้าต่อ 1.โครงการไทยช่วยไทยพลัส (60/40) ที่อาจทำต่อเนื่องจนถึงสิ้นปี หลังล่าสุดมียอดใช้จ่ายสะพัดทะลุ 1 แสนล้านบาท และมีร้านค้าเข้าร่วมกว่า 1 ล้านแห่ง 2.โครงการไทยเที่ยวไทยพลัส คาดว่าจะสรุปรายละเอียดได้ใน 1-2 สัปดาห์ และเตรียมชงเข้า ครม. ภายในสิ้นเดือนส.ค.69
ดังนั้นความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ร้อนแรง ขณะที่ในประเทศมีนโยบายภาครัฐฯเตรียมกระตุ้นต่อ เป็นผลดีโดยตรงต่อกลุ่มธุรกิจโรงกลั่น-ขนส่งน้ำมัน(PTTEP PRM PTT BCP TOP) และ ค้าปลีก-อาหาร-เช่าซื้อ(CPALLCPAXT CBG OSP ICHI MTC TIDLOR)
กลยุทธ์การลงทุนวันนี้ เน้นหุ้นเกราะป้องกัน TRADE WAR ได้ประโยชน์ยามน้ำมันดิบปรับขึ้น (SPENGY80,ZIJIN80) ส่วนหุ้นไทยเลือก PTT ปันผลสูง + ได้อานิสงส์จากราคาน้ำมันฟื้นตัว, CENTEL กำไร 2Q69 โดดเด่นกว่าตลาดคาด + เตรียมเข้าสู่ช่วง HIGH SEASON , PRM ได้ SENTIMENT เชิงบวกจากวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซดันค่าบริการขนส่งและจัดเก็บน้ำมันพุ่งสูงขึ้น
จัดทำโดย
ภราดร เตียรณปราโมทย์
นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์
ภวัต ภัทราพงศ์
นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์
เลขทะเบียนนักวิเคราะห์: 117985
สิริลักษณ์ พันธ์วงค์
ผู้ช่วยนักวิเคราะห์
ธนกฤต สัจจมงคล
ผู้ช่วยนักวิเคราะห์