แนวโน้มสินทรัพย์ต่างประเทศ อัปเดตแนวโน้มการลงทุนจีน
China’s Divergent Recovery: ภาคส่งออกแข็งแกร่ง แต่เศรษฐกิจภายในยังเป็นจุดอ่อน
ข้อมูลเศรษฐกิจจีนที่ประกาศในช่วงสองวันที่ผ่านมา ยืนยันว่าเศรษฐกิจจีนยังคงอยู่ในภาวะ Divergent Recovery หรือการฟื้นตัวที่แยกออกเป็นสองทิศทางอย่างชัดเจน ภาคการผลิต เทคโนโลยี และการส่งออกยังขยายตัวแข็งแกร่ง ขณะที่การบริโภค การลงทุน และภาคอสังหาริมทรัพย์ภายในประเทศกลับอ่อนแอลงต่อเนื่อง
GDP ไตรมาสสองขยายตัว 4.3% YoY ชะลอลงจาก 5.0% ในไตรมาสแรก ต่ำกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่ 4.5% และเป็นอัตราการเติบโตต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปลายปี 2022 ส่งผลให้เศรษฐกิจจีนในครึ่งปีแรกขยายตัว 4.7% YoY แม้อัตราการเติบโตในไตรมาสสองจะต่ำกว่ากรอบเป้าหมายทั้งปีของรัฐบาลที่ 4.5–5.0% แต่การเติบโตสะสมในครึ่งปีแรกยังอยู่ภายในกรอบเป้าหมาย จึงยังไม่รุนแรงพอที่จะบังคับให้รัฐบาลต้องประกาศมาตรการกระตุ้นขนาดใหญ่ในทันที
ปฏิกิริยาของตลาดจึงค่อนข้างจำกัด ค่าเงินหยวน Onshore เคลื่อนไหวใกล้ 6.77 หยวนต่อดอลลาร์ ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลจีนอายุ 10 ปียังทรงตัวบริเวณ 1.73% สะท้อนว่านักลงทุนไม่ได้ตีความตัวเลข GDP ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการชะลอตัวรุนแรง แต่กำลังรอประเมินว่าการประชุม Politburo ในช่วงปลายเดือนกรกฎาคมจะตอบสนองต่อการชะลอตัวครั้งนี้มากน้อยเพียงใด
อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญอยู่ที่องค์ประกอบของการเติบโต เศรษฐกิจจีนกำลังพึ่งพาภาคการผลิตเทคโนโลยีและอุปสงค์จากต่างประเทศมากขึ้น ขณะที่เครื่องยนต์ภายในประเทศยังทำงานต่ำกว่าศักยภาพ
ด้านที่แข็งแกร่งที่สุดคือภาคส่งออก โดยมูลค่าการส่งออกในรูปดอลลาร์เพิ่มขึ้นถึง 27% YoY ในเดือนมิถุนายน สูงกว่าที่ตลาดคาดอย่างมาก แรงขับเคลื่อนหลักมาจากความต้องการชิป อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และรถยนต์จากต่างประเทศ โดยยอดส่งออกรถยนต์รายเดือนทะลุ 1 ล้านคันเป็นครั้งแรก สะท้อนว่าผู้ผลิตจีนกำลังได้รับประโยชน์โดยตรงจากการลงทุนด้าน AI ทั่วโลกและความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมรถยนต์จีน
ข้อมูลภาคการผลิตก็ยังสนับสนุนภาพดังกล่าว มูลค่าเพิ่มของภาคอุตสาหกรรมขยายตัว 5.3% YoY ในเดือนมิถุนายน ขณะที่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงเติบโต 13.3% ในช่วงครึ่งปีแรก การลงทุนในทรัพย์สินทางปัญญาเพิ่มขึ้น 9.4% และการผลิตแบตเตอรี่ลิเธียมกับหุ่นยนต์อุตสาหกรรมขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง จีนจึงไม่ได้เผชิญปัญหาการขาดแคลนกำลังการผลิตหรือความสามารถในการแข่งขัน แต่กำลังเผชิญปัญหาที่ผลผลิตสูงกว่าความต้องการภายในประเทศ
ในทางตรงกันข้าม การลงทุนในสินทรัพย์ถาวรหดตัวถึง 5.7% YoY ในช่วงครึ่งปีแรก โดยการลงทุนในภาคการผลิตลดลง 1.2% การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานลดลง 2.4% และการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์หดตัวถึง 18% นอกจากนี้ ยอดค้าปลีกเดือนมิถุนายนเพิ่มขึ้นเพียง 1.0% YoY สะท้อนว่าครัวเรือนยังขาดความเชื่อมั่นและระมัดระวังการใช้จ่าย แม้ว่าภาคอุตสาหกรรมและการส่งออกจะเติบโตได้ดี
ตลาดแรงงานเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่อธิบายว่าเหตุใดความแข็งแกร่งของภาคเทคโนโลยีจึงยังไม่ส่งผ่านไปยังการบริโภคในวงกว้าง แม้อัตราว่างงานในเขตเมืองอย่างเป็นทางการจะลดลงมาอยู่ที่ 5.0% ในเดือนมิถุนายน แต่การลดตำแหน่งงานในภาคอสังหาริมทรัพย์ การแข่งขันด้านราคาของผู้ผลิต และการนำ AI มาใช้เร็วขึ้นกำลังกดดันการจ้างงาน โดยเฉพาะงานสำนักงาน ขณะที่แรงงานจำนวนมากต้องย้ายเข้าสู่งานใน Gig Economy ซึ่งมีรายได้และสวัสดิการต่ำกว่าแรงงานในระบบ
ข้อมูลชุดนี้จึงไม่เพียงสะท้อนว่าเศรษฐกิจจีนกำลังชะลอตัว แต่ยังชี้ว่ารูปแบบการเติบโตมีความไม่สมดุลมากขึ้น จีนมีภาคการผลิตเทคโนโลยีที่แข่งขันได้ในระดับโลก แต่ยังไม่สามารถเปลี่ยนความแข็งแกร่งดังกล่าวให้กลายเป็นการเติบโตของรายได้ครัวเรือน การบริโภค และการลงทุนภายในประเทศได้อย่างทั่วถึง
สำหรับแนวโน้มเชิงนโยบาย เราคาดว่าการประชุม Politburo ปลายเดือนกรกฎาคมมีแนวโน้มส่งสัญญาณเร่งดำเนินมาตรการที่ประกาศไว้แล้ว มากกว่าการเปิดตัว Fiscal Bazooka รอบใหม่ มาตรการอาจมุ่งไปที่การเร่งออกพันธบัตรรัฐบาลท้องถิ่น การสนับสนุนการบริโภค การรักษาเสถียรภาพของภาคอสังหาริมทรัพย์ และโครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์ มากกว่าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานแบบดั้งเดิมในวงกว้าง เนื่องจากการเติบโตในครึ่งปีแรกยังอยู่ภายในกรอบเป้าหมายและรัฐบาลยังมีความกังวลต่อระดับหนี้ของรัฐบาลท้องถิ่น
ด้านนโยบายการเงิน PBOC มีแนวโน้มรักษาท่าทีผ่อนคลายแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยบริหารสภาพคล่องผ่าน Reverse Repo และอาจลด RRR หากภาวะสินเชื่ออ่อนแอลง แต่โอกาสของการลดดอกเบี้ยเชิงรุกยังจำกัด เพราะอัตราดอกเบี้ยในระบบอยู่ในระดับต่ำอยู่แล้ว ขณะที่ปัญหาหลักของเศรษฐกิจจีนเป็นการขาดความต้องการสินเชื่อและความเชื่อมั่น มากกว่าการขาดสภาพคล่อง
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน เรายังคงแนะนำ Barbell Strategy โดยด้านแรกเน้นบริษัทที่ได้รับประโยชน์จาก AI Supercycle และการส่งออก ได้แก่ Semiconductor, AI Infrastructure, Data Center Supply Chain, Automation และผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีรายได้จากต่างประเทศสูง กลุ่มเหล่านี้ได้รับแรงสนับสนุนจากอุปสงค์โลกและสอดคล้องกับทิศทางนโยบายอุตสาหกรรมของจีน
อีกด้านหนึ่งของพอร์ตควรเน้นหุ้น Defensive ที่มีอัตราปันผลสูง และบริษัทที่มีกระแสเงินสดแข็งแกร่ง เพื่อจำกัดความเสี่ยงจากเศรษฐกิจภายในประเทศที่ยังอ่อนแอ ขณะที่ยังควรหลีกเลี่ยงบริษัทในอุตสาหกรรมดั้งเดิมที่พึ่งพาการลงทุนสินทรัพย์ถาวร อสังหาริมทรัพย์ และการใช้จ่ายของรัฐบาลท้องถิ่น จนกว่าจะเห็นหลักฐานที่ชัดเจนว่าการเบิกจ่ายงบประมาณและการลงทุนภาครัฐเริ่มเร่งตัวขึ้น
สรุปภาพตลาดวานนี้ หุ้นไทยยังไหว แต่การยืนได้เริ่มมีอาการแปลกๆ เนื่องจากหุ้นที่ใช้ดันกระจกอยู่ใน บางตัวอย่างโรงกลั่น (โบรกต่างชาติ Upgrade) AOT AWC BEM หุ้นลงแรง กลุ่มโรงไฟฟ้า BGRIM WHAUP เป็นหลัก
แนวโน้มตลาดวันนี้ ตอกบัตรออกจากงานกะแรก
เราแนะนำเริ่มแบ่งขายทำกำไรหุ้นธนาคาร สำหรับนักเล่นรอบที่เล่นหุ้นธนาคารกะแรก ด้วยกลยุทธ์ ซื้อแพง ขายแพง กว่า มาตลอดครึ่งแรกของเดือน ก.ค.
ด้วยเราเดินทางมาถึงครึ่งเดือน ก.ค. แล้ว และเมื่อหุ้นธนาคารทิสโก้ แจ้งงบเสร็จ กลับไม่ได้เห็นกระแสของการปรับเพิ่มประมาณการณ์กำไร และ ราคาเหมาะสมพื้นฐานของตลาดส่วนใหญ่ รวมถึงคำแนะนำ ส่วนใหญ่ปรับลงเป็น ขาย สำหรับ TISCO…
ในแง่ของกลยุทธ์ (ย้ำว่าเป็นมุมมองกลยุทธ์เพื่อการเล่นรอบหุ้น) เราจะไม่รอลุ้นงบที่เหลือของกลุ่มธนาคารแล้ว และไม่ขอถือรับเงินปันผล โดยจะเริ่มใช้กลยุทธ์ เข้างานกะสองตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป หยุดไล่ราคาหุ้นแบงก์ และหันกลับมาช้อนซื้อหุ้นที่ ราคาเซ็ตตัว และ/หรือ เล่นดักกระแสข่าวกลุ่มถัดไปต่อจากกลุ่มธนาคาร ที่ราคาอยู่ต่ำกว่าในแง่ผลตอบแทน (Performance returns)
และเมื่อเทียบหุ้นธนาคารไทยกับธนาคารในต่างประเทศ เช่น ในแง่เงินปันผล-ธนาคารในตลาดหุ้นญี่ปุ่น นโยบายจ่ายเงินปันผลเฉลี่ยแค่ 25-40% ให้อัตราผลตอบแทนเงินปันผล 3% ถ้าคิด บัญญัตไตรยางศ์ เทียบกับแบงก์ไทยที่ Payout 40-80% แต่ Div-Yld. ลงมาแล้วเหลือ 5.7% จากเคยได้ 7-8% นลท.ต่างชาติจึงมีทางเลือกที่มากกว่าหุ้นแบงก์ไทย เมื่อมองเฉพาะ ในแง่ของเงินปันผล ยังไม่นับรวมประเด็นอื่น
ส่วนหุ้นกะสองที่เรา แนะนำ 1) ราคาหุ้นปิโตรฯ (โรงกลั่น) ที่ราคาเซ็ตตัวได้ดี และคาดว่า เหตุความไม่สงบในตะวันออกกลางระลอกใหม่กำลังจะมาทำลายอุปทานโรงกลั่น และปิโตรเคมีในรอบนี้ 2) สินเชื่อบุคคล โรงไฟฟ้า เครื่องดื่ม ซึ่งมีประเด็นหนุนเฉพาะตัวตามกระแสข่าวปัจจัยภายใน
กลยุทธ์การลงทุน กลยุทธ์การลงทุนช่วงนี้ สะสมหุ้นเมื่อราคาย่อลง เน้นไปที่หุ้นผลตอบแทนเงินปันผลสูง หุ้นที่มีการปรับเพิ่มประมาณการกำไร และ เพิ่มการเล่นหุ้นตามกระแสการเก็งกำไร
วิเคราะห์ทางเทคนิค หลังจากที่ SET Index โชว์พลังทำจุดสูงสุดใหม่ (New High) ในรอบ 3 ปีกว่า ได้สำเร็จ! เราลองมาส่องกล้องมองหาหุ้นบิ๊กเบิ้มที่แกร่ง ยืนระยะอยู่บนเส้นแนวโน้มขาขึ้นระยะยาวอย่าง EMA 200 วัน กันครับ ผลลัพธ์จากการสแกนหุ้นในดัชนี SET 100 มีหุ้นที่ผ่านเกณฑ์ทะยานขึ้นยืนเหนือเส้น 200 วันได้สูงถึง 79 บริษัท เลยทีเดียว! นำทัพโดยเหล่ายอดขุนพลแต่ละกลุ่มดังนี้:
*กลุ่มธนาคาร (ติดยกรัง!): SCB, BBL, KBANK, KTB (เงินทุนหนาแน่น ค้ำพอร์ตอุ่นใจ)
*กลุ่มสื่อสาร: ADVANC (อัศวินร่างทอง), TRUE (คลื่น 5G แรงทะลุจอ)
*กลุ่มพลังงาน & สาธารณูปโภค: GULF, PTT, TOP, PTTEP, GUNKUL, BCP, SPRC
*กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์: DELTA (มหาเทพพยุงชีพ), HANA, CCET
*กลุ่มปิโตรเคมี: PTTGC, IVL (เริ่มฟื้นคืนชีพตั้งไข่สวยๆ)
*กลุ่มวัสดุก่อสร้าง: SCC *กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม: WHA, AMATA *กลุ่มขนส่ง: AOT (ประตูสู่การท่องเที่ยว) และอื่นๆ อีกเพียบ!
สรุป: สัญญาณกระทิงคอนเฟิร์ม: ในภาวะตลาดที่เป็นกระทิง เรามักจะพบโครงสร้างของหุ้นใหญ่ (Big Cap) พร้อมใจกันพาเหรดทะลุเส้น EMA 200 วัน ขึ้นมาได้แบบนี้แหละครับ! และคาดว่าจำนวนหุ้นในลิสต์จะค่อยๆ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามโมเมนตัมของตลาด
(Warning Sign): ในทางตรงกันข้าม หากในอนาคตเริ่มเห็นหุ้นแกนหลักเหล่านี้ทะอยปรับตัวลดลงและหลุดต่ำกว่าเส้น EMA 200 วันเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ นั่นจะเป็น "สัญญาณเตือนภัยล่วงหน้า" ว่าตลาดกำลังจะมีการกลับทิศทาง (Reversal) ที่ต้องเฝ้าระวัง
What to watch โอเปก (OPEC) คาดการณ์ล่าสุดว่า ความต้องการน้ำมันทั่วโลกในปี 2569 จะขยายตัวขึ้น 800,000 บาร์เรลต่อวัน ส่วนในปี 2570 โอเปกคาดว่าความต้องการน้ำมันทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นราว 1.9 ล้านบาร์เรลต่อวัน เมื่อเทียบเป็นรายปี ซึ่งเป็นการปรับทบทวนขึ้นประมาณ 200,000 บาร์เรลต่อวัน จากตัวเลขคาดการณ์ในเดือนมิ.ย.
ในส่วนของอุปทาน รายงานระบุว่า ปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันและพันธมิตร หรือโอเปกพลัส (OPEC+) ในเดือนมิ.ย. ปรับตัวเพิ่มขึ้นราว 3 ล้านบาร์เรลต่อวัน เมื่อเทียบกับเดือนก่อน ส่งผลให้ยอดการผลิตเฉลี่ยอยู่ที่ 36.28 ล้านบาร์เรลต่อวัน อย่างไรก็ตาม ซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ กลับมีรายงานปริมาณการผลิตน้ำมันเดือนมิ.ย. ลดลงจากเดือนก่อนหน้า
กกพ. เฮียริ่งค่าไฟงวดใหม่ (ก.ย.-ธ.ค.) ตั้งแต่ตรึงไว้ 3.95 บาท จนถึงปรับขึ้นเป็น 4.73 บาท
ทรัมป์ขู่ถล่ม ภูเขาพิกแอกซ์ แหล่งนิวเคลียร์ลับใต้ดินอิหร่าน หลังความขัดแย้งทวีความรุนแรง ภูเขาพิกแอกซ์ (Pickaxe Mountain) ซึ่งเป็นที่ตั้งของโครงการนิวเคลียร์ลับของประเทศอิหร่าน พร้อมเตือนว่า รัฐบาลวอชิงตันจะเดินหน้าโจมตีอิหร่านอย่างหนักต่อไป นอกจากคำขู่เรื่องการโจมตีแหล่งนิวเคลียร์ใต้ดินแล้ว ปธน.ทรัมป์ยังเผยว่า สหรัฐฯ จะกลับมาปิดล้อมเรือขนส่งสินค้าของอิหร่านในบริเวณอ่าวเปอร์เซีย และจะดูแลให้ช่องแคบฮอร์มุซยังคงเปิดให้สัญจรอยู่เสมอ โดยจะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทางด้วย ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากทั้งสองฝ่ายยิงขีปนาวุธและส่งโดรนโจมตีตอบโต้กันไปมา
ครม. ทบทวนมาตรการฟรีวีซ่า ยกเลิกสิทธิพำนัก 60 วัน ปรับเป็น 30 และ 15 วัน แยกสิทธิรายประเทศ ลดช่องโหว่อาชญากรรม-รักษาสมดุลท่องเที่ยว และความมั่นคง
หุ้นแนะนำวันนี้ PTTGC จีซี โพลีออลส์ จํากัด (GCP) ปรับแผนการผลิตเพื่อหยุดผลขาดทุนระยะยาวใน PTTGC และเปิดโอกาสในการขายผลิตภัณฑ์ Polyois ให้ลูกค้าภายนอก หนุนกำไรระยะยาว PTTGC ราว 1.5 พันล้านบาทต่อปี
แนวรับ 34/35 ต้าน 36/38 Stop loss 33
Tactical port ถอด TCAP
รายงานพื้นฐานวันนี้
THCOM (Idea)
ไทยคม
Downgrade หลังปัจจัยหนุน มาช้ากว่าที่คาด
เราปรับลดคำแนะนำเป็น “ขาย” (จากซื้อเก็งกำไร) พร้อมปรับลดประมาณการกำไรต่อหุ้น (EPS) จาก 0.65 บาท เหลือ 0.48 บาท พร้อมคงสมมติฐาน PER 20 เท่า ทำให้ราคาเป้าหมายลดลงเหลือ 9.50 บาท (จาก 13 บาท) หลังโครงการ USO3 แม้จะเปิดประมูลเสร็จแล้ว แต่คาดประกาศผลช่วง ปลาย ก.ค.-ส.ค. และต้องใช้เวลาอีก 2-3 เดือน ในการเซ็นสัญญาและเริ่มงาน ทำให้ รายได้ค่าก่อสร้าง 500 ล้านบาท ที่เดิมคาดรับรู้ใน 4Q26 ต้องเลื่อนไปเป็นปี 2027 ทั้งหมด ส่งผลให้ปัจจัยหนุนกำไรปีนี้หายไป
ผลประกอบการหลักยังอ่อนแอ โดยเราคาด 2Q26 ขาดทุนหลัก 102 ล้านบาท จากธุรกิจดาวเทียม บรอดแบนด์ และทีวีที่ยังหดตัวต่อเนื่อง ขณะที่รายได้คาดอยู่ที่ 430 ล้านบาท ลดลง 20% YoY และ 5% QoQ และไม่มีรายการพิเศษเหมือนใน 1Q26 ที่ช่วยหนุนกำไรสุทธิ
แม้ยังมีพัฒนาการเชิงบวกจากการต่อสัญญา THCOM4, การเซ็นสัญญากับ Amazon Kuiper ซึ่งทำให้ THCOM ได้สิทธิ์เป็นตัวแทนจำหน่ายและสถานีภาคพื้นดินในไทย รวมถึง THCOM9 ที่ยังเดินหน้าตามแผนเปิดให้บริการใน 1H27 และธุรกิจร่วมทุน LTC ในลาวที่เริ่มฟื้นตัว แต่เรามองว่าปัจจัยบวกเหล่านี้ยังไม่เพียงพอชดเชยการเลื่อนรับรู้รายได้ USO3 และการหดตัวของธุรกิจหลัก
SKY
สกาย ไอซีที
AOT takes flight. SKY is the Maverick wingman
พรุ่งนี้เวลา 13.30 น. เราจะจัด Virtual Conference กับ SKY โดยมองว่าเป็นหนึ่งในผู้ได้รับอานิสงส์โดยตรงจากการฟื้นตัวของการท่องเที่ยว หลัง เราปรับเพิ่มคาดการณ์นักท่องเที่ยวต่างชาติปี 2026 เป็น 31.9 ล้านคน (จาก 30.4 ล้านคน) และปี 2027 เป็น 34 ล้านคน (+6.6% YoY) ซึ่งจะหนุนธุรกิจระบบสนามบินของ SKY ทั้ง Biometric, CUPPS และ APPS ที่เติบโตตามปริมาณผู้โดยสาร
อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ Humanoid Robot ซึ่งเรามองว่าอาจเป็นธุรกิจใหม่ของ SKY ผ่าน Metthier ที่ปัจจุบันมีแม่บ้านกว่า 3,000 คน และ รปภ. กว่า 4,000 คน โดยตลาด Airport Robotics มีมูลค่าราว 1.2-2.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2025 และคาดเติบโตเป็น 4-7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2034-35 หรือเติบโตเฉลี่ย 13-17% ต่อปี (CAGR) ซึ่งกลุ่ม Security Robot มีสัดส่วนใหญ่ที่สุดราว 30% ของตลาด ขณะที่บริษัทมองว่าต้นทุนหุ่นยนต์มีโอกาสลดลงจาก 7-8 แสนบาท/ตัว เหลือเพียง 2 แสนบาท/ตัว เมื่อการผลิตมีขนาดใหญ่ขึ้น ช่วยลดต้นทุนแรงงานในระยะยาว และอาจต่อยอดสู่ธุรกิจ Robotics-as-a-Service สร้างรายได้ประจำในอนาคต
นอกจากนี้ SKY ยังมี Upside จากโครงการภาครัฐผ่าน PIS โดยมี Backlog ราว 2.5 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็นประมาณ 2.5 เท่าของรายได้ต่อปี รองรับการเติบโตระยะยาว ขณะที่ 1Q26 มีกำไรสุทธิ 300 ล้านบาท (+47% YoY, +83% QoQ)
เราคาดกำไรทั้งปี 2026 ของ SKY อาจแตะ 1.2 พันล้านบาท ซึ่งคิดออกมาเป็น PER ปัจจุบันเพียง 10 เท่า จึงมองว่ามีโอกาส Re-rating ไประดับ 15-20 เท่า คิดเป็นมูลค่าได้ในช่วง 25-33 บาท อีกทั้ง หุ้น SKY ยังเป็น Laggard เมื่อเทียบกับ AOT ที่ฟื้นกลับเหนือระดับก่อนสงครามแล้ว แต่ SKY ยังต่ำกว่าระดับปี 2024 แม้มีแรงหนุนทั้งจากการฟื้นตัวของการท่องเที่ยว โครงการภาครัฐ และโอกาสใหม่จากธุรกิจใหม่
สรุปประเด็นจาก Quick take
Tourism
จีนฟื้น–เที่ยวบินเพิ่ม–รัฐเตรียมอัดมาตรการหนุนเที่ยวไทย
โมเมนตัมนักท่องเที่ยวต่างชาติเริ่มดีขึ้น 5–11 ก.ค. 2026 จำนวน 562,454 คน (+5.4% WoW) โดยนักท่องเที่ยวจีนเพิ่มขึ้นเป็น 99,638 คน (+19.3% WoW) ยุโรป (+12.1% WoW) และตะวันออกกลาง (+15.5% WoW) จากแรงหนุน Summer Holiday และการเปิดเส้นทางบินใหม่ ได้แก่ Shenzhen, Dubai, Amsterdam
View from fundamental: เรามองข่าวเป็นบวกต่อกลุ่มท่องเที่ยวและโรงแรม จากปัจจัยหนุนทั้งการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติ การเพิ่มเที่ยวบินจากจีน และมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ โดยเราชอบ AOT และ AWC (top sector picks), AAV, ERW, CENTEL, และ MINT จะได้อานิสงส์จากอุปสงค์การเข้าพักที่แข็งแกร่งขึ้นและการจัดงานขนาดใหญ่ MICE & events ใน 4Q26
COM7
คอมเซเว่น
COM7 กำไรมีลุ้นทำ New high ใน 2Q26
ยอดขาย IT ใน 2Q26 คาดเติบโตระดับเดียวกับ 1Q26 โดยปริมาณขายลดลง single digit แต่ราคาขายปรับขึ้น 20-30% ทำให้รายได้รวมเติบโต อย่างไรก็ตาม Product Mix ดีกว่าใน 1Q26 ที่หนุนโดย Iphone เป็นหลัก ทำให้ GM คาดปรับตัวดีขึ้นใน 2Q26
View from fundamental: ภาพรวมคาดกำไร 2Q26 มีโอกาสทำ New high 1.27-1.28 พันล้านบาท ดีกว่าที่เราคาดไว้ก่อนหน้าราว 5%
Utilities
กพช มีมติเห็นชอบมาตรการด้านไฟฟ้า 7 เรื่อง
ขยาย Direct PPA/TPA ครอบคลุม Data Center และภาคอุตสาหกรรมทั่วไป หนุน thesis DPPA ของ GULF, GUNKUL, WHAUP
View from fundamental: เรามองว่านโนบายการปรับค่าไฟครัวเรื่อนนี้ไม่ใช่นโยบายใหม่ โดยเรามองว่าผลกระทบระยะสั้นจำกัดต่อทั้งกลุ่ม IPP SPP และ Renewable ในทางกลับกัน DPPA จะเป็น positive ต่อกลุ่มโรงไฟฟ้าทั้ง GULF GPSC BGRIM และ GUNKUL
Industrial Estate
Direct PPA และ การวางมัดจำ Data Center
ขยาย Direct PPA ครอบคลุมภาคอุตสาหกรรมทั่วไป หนุน DPPA thesis ของ WHA/AMATA ตอบโจทย์มาตรฐาน RE ของลูกค้า FDI อัตราไฟเฉพาะ Data Center + บังคับวางหลักประกันสายส่งและแผนบริหารน้ำ อาจเพิ่มเงื่อนไข/เวลาปิดดีลลูกค้า Data Center ในนิคมฯ
View from fundamental: เรามองว่าการขยาย Direct PPA ให้ภาคอุตสาหกรรมทั่วไปเป็น incremental positive ต่อ WHA/AMATA ส่วนการวางมัดจำของ Data Center จะเป็นแรงกดดันระยะสั้นในการตัดสินใจเข้ามาลงทุน แต่ในภาพระยะกลางถึงยาว จะเป็นผลบวก ทำให้ Data Center ที่เข้ามาจะเป็นผู้เล่นตัวจริง
วิกิจ ถิรวรรณรัตน์ Tel. (662) 618-1336
นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน/ปัจจัยทางเทคนิค
นภนต์ ใจแสน นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน
ภูวดล ภูสอดเงิน, AISA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน