Global Strategist’s View ประเด็นสำคัญจากรายงาน Cross Asset เดือนกรกฎาคม Part 1
Risk-on ของตลาดหุ้นโลกระยะกลางยังไม่พัง แต่ความเสี่ยงระยะสั้นสูงขึ้น
ตลาดหุ้นโลกยังไม่เสียภาพ risk-on ระยะกลาง แต่ความเสี่ยงระยะสั้นในเดือนกรกฎาคมเพิ่มขึ้นชัดเจน หลังดัชนีหุ้นโลกที่ BLS Wealth ติดตาม 23 ดัชนีปรับขึ้นเฉลี่ยราว 15% จากจุดต่ำสุดปลายมีนาคมถึงกลางมิถุนายน ทำให้ราคาหุ้นสะท้อนความคาดหวังเชิงบวกไปมากแล้ว ทำให้ margin for error ของตลาดลดลง
ความเปราะบางหลักมาจาก BLS Position Tracker Indicator ที่ตึงตัวพร้อมกันทั้งตลาดพัฒนาแล้วและตลาดเกิดใหม่ รวมถึงการที่เฮดจ์ฟันด์มี net exposure สูงสุดในรอบ 4 ปี และ gross exposure อยู่ระดับ percentile 98 เมื่อเทียบกับ 5 ปีย้อนหลัง สะท้อนว่านักลงทุนจำนวนมากได้กลับเข้าตลาดแล้ว แรงซื้อใหม่จึงอาจเหลือน้อย ขณะที่ความเสี่ยงของการขายทำกำไรเพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ breadth ของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังไม่แข็งแรงพอ แม้ S&P 500 ทำจุดสูงสุดใหม่ แต่ McClellan Volume Summation Index ยังอ่อนตัวลง แปลว่าแรงซื้อยังค่อนข้างกระจุกตัวในหุ้นนำ ทำให้ตลาดอ่อนไหวหากหุ้นกลุ่มดังกล่าวถูกขายทำกำไร
เดือนกรกฎาคมจึงมีหลายปัจจัยที่อาจกดดันตลาด ได้แก่ ฤดูประกาศงบที่ความคาดหวังสูงมาก การเพิ่มขึ้นของปริมาณหุ้นใหม่ซึ่งอาจดูดซับสภาพคล่อง รวมถึงท่าทีของ Fed ที่เปลี่ยนผ่านจากแนวโน้มการผ่อนคลายนโยบาย (Easing Bias) ไปสู่ความเสี่ยงที่จะคงดอกเบี้ยระดับสูงไว้นานขึ้น (Higher-for-Longer Risk) หลังปรับคาดการณ์เงินเฟ้อและเส้นทางดอกเบี้ยขึ้น
โดยสรุป แม้ปัจจัยพื้นฐานในระยะกลางจะยังคงแข็งแกร่ง แต่ด้วยราคาหุ้นที่ปรับตัวขึ้นเร็วจนทำให้ positioning ตึงตัว ประกอบกับความเสี่ยงระยะสั้นอื่น ๆ BLS Wealth จึงแนะนำให้ลดน้ำหนักหุ้นโลกเชิง tactical ในเดือนกรกฎาคมลง
สรุปภาพตลาดวานนี้ SET ได้ไปต่อ พร้อมหุ้นหลายกลุ่ม โดยหุ้นใหญ่พบการรีบาวด์ของ ADVANC PTTEP และกลุ่มธนาคารขึ้นต่อ แต่ไฮไลท์ คือ หุ้น SET50 Rebalance ที่ขึ้นแรงกว่าปกติทั้ง THAI MRDIYT (2 ตัวนี้เข้าใจได้ เพราะเป็นหุ้นใหญ่ สภาพคล่องน้อย อาจจะเก็บล่วงหน้าไม่ครบ) TFG หุ้นอื่นๆ ที่บวกแรงกว่าปกติแบบม้ามืด EASTW TTW CREDIT KCE ส่วนแรงขายแรงๆ BTS (รีบาวด์วันเดียวจบ)
แนวโน้มตลาดวันนี้ หมดรอบชาวไล่
แรง”ขายสุทธิ” จากฝั่งนักลงทุนต่างชาติ ช่วง 2 เดือน ระหว่าง มี.ค.-เม.ย. 2026 ราว -4 หมื่นล้านบาท และ -2.4 พันล้านบาท ได้พลิกกลับมาซื้อในเดือน พ.ค. +3.6 พันล้านบาท คล้ายกับช่วงปลายปี 2025 ที่เริ่มเห็นแรงซื้อสุทธิ ก่อนที่ต่างชาติจะไล่ซื้อหุ้นไทยระหว่างเดือน ม.ค-ก.พ.2026 +4.3 พันล้านบาท และ +5.4 หมื่นล้านบาท ตามลำดับ
จากที่เราไล่เรียง ลำดับเหตุการณ์ “ซื้อสุทธิ” (ต้องย้ำว่าเป็นตัวเลข “สุทธิ” เพราะเป็นการซื้อๆขายๆ ไม่ใช่สัดส่วนหุ้นที่ถือครองโดยต่างชาติ หรือ Foreign holding)
กลยุทธ์คาดว่าพฤติกรรมนักลงทุนต่างชาติมีแนวโน้มจะกลับมาเข้าหุ้นไทยรอบนี้ แต่อาจจะแตกต่างจากเมื่อต้นปี (ม.ค.-ก.พ.) ที่เข้าไล่ราคาหุ้น DELTA GULF กลุ่มธนาคาร และกลุ่ม ICT โดยปล่อยให้หุ้นที่อยู่ข้างล่างนอนกลายเป็น “หุ้นผัก” เช่น หุ้นกลุ่มเชื่อมโยงเศรษฐกิจภายในประเทศ (ยกเว้นหุ้น CRC CPN CPALL ในตอนนั้น ม.ค-ก.พ. หุ้นชุดนี้ขึ้นได้ดีกว่าตลาด)
ในรอบนี้ เราคาดว่าแรงซื้อสุทธิมีแนวโน้มจะกลับเข้ามาสู่ตลาดหุ้นไทย เพียงแต่แรงซื้ออาจไม่ได้ไล่ซื้อหุ้นบน แต่คาดว่าจะ เล่นหุ้นล่างแทน
เราจึงแนะนำเก็บหุ้นตามแนวคิดเดิมที่เรามองไปข้างหน้าแล้ว เห็นว่า
(1) งบที่จะประกาศรอบนี้และมองไปถึงครึ่งหลังปีนี้มีแนวโน้มจะกลับมาดีขึ้น
(2) ราคาหุ้นไม่ได้ใส่ความคาดหวังเอาไว้สูงพิจารณาจาก Valuation, รูปแบบราคาที่อยู่ล่าง พร้อมสัญญาณซื้อทางเทคนิค
(3) การอ่านทาง Sectors rotation
(4) ธีมการลงทุนที่คอยสนับสนุนโมเมนตั้มราคาหุ้น ในแต่ละช่วงเวลา
เรายังคงเน้นเล่นหุ้นตามชุดหุ้นในพอร์ต SET100 Smart tactical ต่อไป ท่ามกลางภาวะตลาดหุ้นโดยรวมที่อาจจะมีความผันผวนสูงขึ้นตามหุ้นที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจโลกช่วงนี้
กลยุทธ์การลงทุน กลยุทธ์การลงทุนช่วงนี้ สะสมหุ้นเมื่อราคาย่อลง เน้นไปที่หุ้นผลตอบแทนเงินปันผลสูง หุ้นที่มีการปรับเพิ่มประมาณการกำไร และ เพิ่มการเล่นหุ้นตามกระแสการเก็งกำไร
วิเคราะห์ทางเทคนิค “The theoretical of market speculation”
“ทฤษฎีรากฐานของการเก็งกำไร"
Elliotte WAVE: ดัชนีอยู่ในรอบขาขึ้น Impulse wave 5 เกิดขึ้นทั้งในคลื่นหลัก & คลื่นย่อย
Price Patterns: ปัจจุบันดัชนีอยู่ในรูปแบบ “Bullish rectangle” price projection บ่งชี้จุดต้านใหญ่ 1,700 จุด
EMA & Oscillators ปรากฏสัญญาณ EMA cross 10 ,25, 200 month ขึ้น! + MACD > 0 บ่งชี้ภาวะกระทิง!
Volume profile: จับตาช่วงที่ดัชนีเคยมีปริมาณซื้อขายสะสมหนาแน่น Consolidate zone จะอยู่บริเวณ 1.520-1,690 จุด
สรุป: ดัชนีเดือนก.ค.อยู่รอบปลายทางขาขึ้น upside อาจไม่เยอะ base case 1,650 bull case 1,700 รับ 1,560-1570
หมายเหตุ: แนะนำทฤษฎีมาผสมผสาน ใช้ Elliott Wave นับรอบ Price pattern กำหนดกรอบการเคลื่อนไหว ใช้เครื่องมือ EMA หาจังหวะซื้อขาย และ Volume ช่วยยืนยัน!
*เงื่อนไข: SET Index ห้ามหลุด low ต่ำกว่า 1,540 จุด
Theme “Catch-up play”
ICHI โมเมนตัม Parabolic SAR บ่งชี้สัญญาณกลับทิศมาพร้อมปริมาณซื้อขายสะสม OBV เพิ่ม...เตรียมทะลุ high
MTC ขึ้นจากฐาน + RSI “Divergence” เตือนปลายทางขาลง กราฟแท่งเทียนปิดแท่งใหญ่ Bullish Engulfing
BDMS “จับตาโครงสร้าง Double bottom + เครื่องมือ Stochastic ฟื้นตัวขึ้นจากกรอบล่าง (หุ้นต้นรอบ)
หุ้นแนะนำเดือนก.ค. BUY: ICHI, MTC, BDMS
*เงื่อนไขผิดทาง ห้ามลงต่ำกว่าจุดคัทที่ให้ไว้
(อ่านเพิ่มในรายงาน Technical Monthly Report)
What to watch ครม. ไฟเขียวต่ออายุลดค่าโอน-จดจำนองอสังหาฯ เหลือ 0.01% ยาวถึงมิ.ย. 70 คาดดัน GDP เพิ่ม 1.06%
สหรัฐปลดล็อก อนุญาตให้อิหร่านสามารถจำหน่ายน้ำมันได้แล้ว นายสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐ กล่าวว่า สหรัฐอนุญาตให้อิหร่านสามารถจำหน่ายน้ำมันเป็นการชั่วคราวในวันนี้ หลังการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐและอิหร่านที่จัดขึ้น ที่สวิตเซอร์แลนด์ได้เสร็จสิ้นลงในวันนี้
สหรัฐฯ ขยายมาตรการคุมเทคโนโลยีจีน ห้ามนำเข้าอุปกรณ์เพิ่ม เริ่มมีผลต้นก.ค. โดยครอบคลุมอุปกรณ์รุ่นเก่าด้วย ถือเป็นมาตรการล่าสุดของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่เพิ่มความเข้มงวดต่ออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ผลิตในจีน มาตรการดังกล่าวต่อยอด จากคำสั่งที่ประกาศใช้ในปี 2565 ซึ่งห้ามนำเข้าอุปกรณ์โทรคมนาคมและอุปกรณ์ เฝ้าระวังด้วยวิดีโอรุ่นใหม่ของบริษัทหัวเว่ย (Huawei), แซดทีอี (ZTE), ไฮเทรา (Hytera), ฮิกวิชัน (Hikvision) และต้าหัว (Dahua) โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ
"ทรัมป์" ขู่เก็บภาษี 100% ต่อประเทศที่เรียกเก็บภาษีบริการดิจิทัลกับบริษัทสหรัฐ (META, Alphabet, Amazon) ประเทศที่จะเรียกเก็บภาษีบริการดิจิทัล (Digital Services Tax) ต่อบริษัทของสหรัฐ จะต้องเผชิญกับการถูกเรียกเก็บภาษีศุลกากรในอัตรา 100% 'หลายประเทศในยุโรปกำลังหารือกันเกี่ยวกับการเตรียมบังคับใช้ภาษีบริการดิจิทัลต่อบริษัทของสหรัฐ และบางประเทศก็ใกล้ที่จะดำเนินการดังกล่าวแล้ว'
หุ้นแนะนำวันนี้
CBG แนวโน้มกำไรครึ่งปีหลังมีโอกาสเห็นกำไรที่ดีกว่าคาดจาก มาตรการ ไทยช่วยไทย ด้านกำไรไตรมาส 2/26 ตลาดคาดเติบโตติดลบ y-y แต่เทียบรายไตรมาสจะเห็นการขยายตัว ส่งสัญญาณงบผ่านจุดต่ำสุด
แนวรับ 44 ต้าน 50 Stop loss 40
รายงานพื้นฐานวันนี้
Bank Sector
NIM ผ่านจุดต่ำสุด คาดหวังปันผลได้
เราคาดกำไรสุทธิ 2Q26 ของกลุ่มธนาคารเท่ากับ 5.2 หมื่นล้านบาท ลดลง 8% YoY และ 10% QoQ กดดันจาก NIM และกำไรจากการ mark-to-market เงินลงทุนลดลง โดยธนาคารที่คาดว่าจะ รายงานกำไรลดลง YoY นำโดย SCB ตามมาด้วย BBL, KTB และ KBANK ขณะที่ TTB คาดว่ากำไรน่าจะทรงตัว YoY ในทางกลับกัน เราคาดว่ากำไรของ KKP และ TISCO จะเติบโต YoY จากรายได้ค่าธรรมเนียมที่เติบโตและค่าใช้จ่าย OPEX ลดลง
ทั้งนี้ เราเห็นกลุ่มธนาคารเน้นเติบโตในด้านของค่าธรรมเนียมมากขึ้น ทั้งธุรกิจบริหารสินทรัพย์และตลาดทุน หนุนแนวโน้มรายได้ค่าธรรมเนียมของกลุ่มธนาคารใน 2Q26 เติบโต 21% YoY และ 3% QoQ
สำหรับทิศทางคุณภาพสินทรัพย์ของกลุ่มธนาคาร ณ สิ้น 2Q26 เราคาดว่าจะอ่อนตัวลงเล็กน้อย QoQ แต่ก็ยังอยู่ในเกณฑ์ที่ดีต่อเนื่อง ไม่ได้เป็นสัญญาณที่น่ากังวล
ถ้ามองไปที่ 3Q26 เราประเมินกำไรของกลุ่มธนาคารจะอยู่ที่ 5.2 หมื่นล้านบาท ลดลง 17% YoY และทรงตัว QoQ โดยเราคาด NIM ของกลุ่มธนาคารจะทำจุดต่ำสุดใน 2Q26 และทรงตัวได้ใน 2H26 ขณะที่คุณภาพสินทรัพย์ก็น่าจะยังบริหารจัดการได้ เพราะหลายธนาคารได้ตั้งสำรองหนี้ฯ เพิ่มเติม รองรับความเสี่ยงจากเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา
ทั้งนี้ เราประเมินว่าหลายธนาคารจะจ่ายปันผลระหว่างกาลมากกว่า 1.5% ในเดือนก.ย. นำโดย TTB, KKP, และ TISCO และจากการศึกษาข้อมูลในอดีตในช่วงปี 2023-25 ของ wealth research พบว่าหุ้นกลุ่มธนาคารมักให้ผลตอบแทนถึง 3.8% ในเดือนก.ค. และ 3.5% ในเดือนส.ค. ก่อนขึ้นเครื่องหมาย XD ในเดือนก.ย.
Fundamental view: เรายังเลือก KTB และ KKP เป็น Top Picks
DELTA
เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย)
AI ยังไปต่อ แต่ระยะสั้นอาจต้องพักฐานก่อน
รายงานวันนี้ จะลงรายละเอียดเชิงลึกหุ้น DELTA โดยเฉพาะแนวโน้มการเติบโตระยะกลาง-ยาวจาก AI Infrastructure, HVDC และ Liquid Cooling ที่ยังแข็งแกร่ง
โดยในภาพรวม ระยะกลางยังได้แรงหนุนจากการเปลี่ยนผ่านสู่ 800V HVDC (การจ่ายพลังงานไฟฟ้าแรงดันสูงแบบไฟฟ้ากระแสตรง) และ Liquid Cooling ซึ่งช่วยเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ต่อ Rack และขยายตลาดที่ DELTA เข้าไปได้
เราจึงปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 2027-28 อีก 10% เป็น 5.7 หมื่นล้านบาท (+48% YoY) และ 6.9 หมื่นล้านบาท (+21% YoY) ตามลำดับ สะท้อนการมีส่วนร่วมของธุรกิจ HVDC และ Liquid Cooling มากขึ้น ซึ่งหากตลาดเริ่มมองประเด็นบวกนี้มากขึ้นหลังจากนี้ เราประเมินว่าอาจทำให้ราคาในระยะยาวไปถึง 440 บาท (อิงฐานกำไรปี 2027 และอิง PEG ที่ 2 เท่า) แต่เชื่อว่าตลาดยังไม่ให้น้ำหนักในทันทีในขณะนี้
เนื่องจากในระยะสั้นตลาดมีแนวโน้มให้น้ำหนักกับกำไร 2Q26 ที่อ่อนลงจากปัญหาวัตถุดิบ ทำให้ราคาหุ้นมีโอกาสทดสอบบริเวณ 275 บาทก่อน (ค่าเฉลี่ยระยะยาว +2SD) ในช่วง ก.ค.-ส.ค. ก่อนกลับไปสะท้อนการเติบโตในปี 2027 ดังกล่าว
เนื่องจากเรามองว่า ปัจจัยกดดันหลักใน 2Q26 มาจาก Supply Chain ไม่ใช่อุปสงค์ โดยการขาดแคลนชิ้นส่วนสำคัญ เช่น High-voltage MOSFET และ Memory ทำให้ส่งมอบสินค้าได้ช้าลง คาดยอดขายโตเพียง 5% QoQ และกำไรสุทธิอยู่ที่ 8.5-8.8 พันล้านบาท (+80-90% YoY แต่ -5% QoQ) อย่างไรก็ตาม เรามองว่าเป็นเพียงการเลื่อนรับรู้รายได้ และคาดการเติบโตแบบ Double-digit QoQ จะกลับมาในช่วง 2H26 เมื่อปัญหาวัตถุดิบคลี่คลาย
Fundamental view: เรามองแนวโน้มระยะยาวของ DELTA ยังเป็นบวก แต่ระยะสั้นราคาหุ้นอาจ พักฐานจากกำไร 2Q26 ที่ชะลอและความไม่แน่นอนด้าน Supply Chain ก่อนกลับมาให้น้ำหนักกับ การเติบโตของ AI Infrastructure ในปี 2027 เป็นต้นไป ดังนั้น เราจึงยังเพียงให้คำแนะนำถือ ราคาเป้าหมาย 300 บาท
วิกิจ ถิรวรรณรัตน์ Tel. (662) 618-1336
นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน/ปัจจัยทางเทคนิค
นภนต์ ใจแสน นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน
ภูวดล ภูสอดเงิน, AISA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน