
สำนักข่าวหุ้นอินไซด์( 29 มิถุนายน 2569) PCE ประกาศเป้าปี 71 โกยกำไร 750–800 ล้านบาท-ไตรมาส 2 ปีนี้ คาดโตต่อเนื่อง เหตุธุรกิจไบโอดีเซล หนุน พร้อมเดินหน้าขยายกำลังการผลิตโรงสกัดน้ำมันปาล์มอย่างต่อเนื่อง พร้อมเร่งเครื่องปาล์มยั่งยืน จับมือ ม.อ.-อุทยานวิทย์ภาคใต้ สร้างมูลค่าเพิ่มผ่าน RSPO - คาร์บอนเครดิตเชื่อมตลาดโลก
นายกีรติ ไชยะกุล ผู้อำนวยการอาวุโสสายงานบัญชีและการเงิน บริษัท เพชรศรีวิชัย เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) (PCE) เปิดเผยว่า ผลประกอบการไตรมาส2/69 บริษัทฯคาดว่ามีแนวโน้มเติบโตเพิ่มขึ้น เนื่องจากธุรกิจไบโอดีเซล (B100) ที่ได้รับอานิสงส์เต็มไตรมาสจากนโยบายภาครัฐปรับสัดส่วนการใช้น้ำมันดีเซลจาก B5 เป็น B7 รวมถึงการจำหน่าย B20 ส่งผลให้ปริมาณขาย B100 เพิ่มขึ้นราว 70-80% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนปรับนโยบาย
"B100 เป็นธุรกิจที่มีอัตรากำไรขั้นต้น (Margin) สูงสุดในพอร์ต อยู่ในระดับประมาณ 6-10% สูงกว่าธุรกิจเทรดดิ้งน้ำมันที่มีมาร์จิ้นเฉลี่ย 2-3% และผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องที่อยู่ราว 4-5% โดยบริษัทตั้งเป้าให้ B100 มีสัดส่วนรายได้ประมาณ 20-25% ของรายได้รวมในปีนี้"นายกีรติ กล่าว
นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีความยืดหยุ่นในการบริหารพอร์ตการขาย โดยสามารถปรับสัดส่วนระหว่างการส่งออกและการจำหน่าย B100 ในประเทศตามระดับผลตอบแทน หากตลาดในประเทศให้มาร์จิ้นที่สูงกว่า ก็สามารถโยกปริมาณสินค้ามาจำหน่ายในประเทศได้ทันที ซึ่งถือเป็นอีกปัจจัยบวกที่ช่วยสนับสนุนการเติบโตของผลประกอบการในระยะต่อไป
สำหรับแนวโน้มในระยะกลางถึงยาว บริษัทฯ ยังคงมุ่งขับเคลื่อนการเติบโตภายใต้แผนตามโครงการ JUMP+ โดยเน้นการยกระดับประสิทธิภาพการผลิต เพิ่มสัดส่วนผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่ม และการเสริมความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทาน ควบคู่กับการขยายรายได้จากผลิตภัณฑ์หลักโดยมีการตั้งเป้าหมายให้กำไรสุทธิเพิ่มขึ้นจาก 310 ล้านบาทในปี 2568 สู่ระดับ 750–800 ล้านบาทภายในปี 2571
ขณะเดียวกัน บริษัทฯเดินหน้าขยายกำลังการผลิตโรงสกัดน้ำมันปาล์มอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันมีโรงงาน 2 เฟส มีกำลังการผลิตรวมประมาณ 3,000 ตันต่อวัน และอยู่ระหว่างก่อสร้างโรงงานเฟส 3 ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในปีหน้า ส่งผลให้กำลังการผลิตรวมเพิ่มเป็น 5,000 ตันต่อวัน รองรับปริมาณผลปาล์มที่เพิ่มขึ้นและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน
โรงงานใช้เทคโนโลยี Vertical Sterilizer หรือหม้อนึ่งแนวตั้ง ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการนึ่งผลปาล์ม ลดการสูญเสีย และยกระดับระบบการผลิตให้เป็นอัตโนมัติมากขึ้น ส่งผลให้สามารถควบคุมคุณภาพและเพิ่มอัตราการสกัดน้ำมัน (Oil Extraction Rate: OER) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ปัจจุบันผลปาล์มสด 1,000 ตัน สามารถผลิตน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) ได้ประมาณ 17-18% โดยบริษัทฯตั้งเป้าผลักดันอัตราการสกัดให้สูงกว่า 18.5% ซึ่งเป็นระดับที่ช่วยเพิ่มความสามารถในการทำกำไร ผ่านการลดการสูญเสียน้ำมันในกระบวนการผลิต ควบคู่กับการส่งเสริมองค์ความรู้แก่เกษตรกรด้านการเก็บเกี่ยวผลปาล์มสุกและการคัดเลือกพันธุ์ที่ให้เปอร์เซ็นต์น้ำมันสูง
ด้านธุรกิจพลังงานหมุนเวียน บริษัทฯนำของเสียจากกระบวนการผลิตมาต่อยอดสร้างมูลค่า โดยนำน้ำเสียเข้าสู่ระบบผลิตก๊าซชีวภาพ (Biogas) เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าจำหน่ายให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) ภายใต้สัญญาซื้อขายไฟฟ้าขนาด 3 เมกะวัตต์ ซึ่งดำเนินการต่อเนื่องมาราว 15 ปี พร้อมระบุว่ายังมีศักยภาพในการขยายกำลังการผลิต หากภาครัฐมีนโยบายสนับสนุนเพิ่มเติม
อีกทั้ง บริษัทฯนำเส้นใยปาล์มที่เหลือจากกระบวนการสกัดมาใช้เป็นเชื้อเพลิงชีวมวล (Biomass) สำหรับผลิตพลังงานใช้ภายในโรงงาน ช่วยลดต้นทุนด้านพลังงานและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียนสำหรับธุรกิจไบโอดีเซล บริษัทฯมีกำลังการผลิต B100 อยู่ที่ 1.3 ล้านลิตรต่อวัน โดยการขยายกำลังการผลิตในอนาคตจะขึ้นอยู่กับทิศทางนโยบายภาครัฐในการส่งเสริมการใช้น้ำมันดีเซลผสมไบโอดีเซล อาทิ B10 หรือ B20 ทั้งนี้ บริษัทฯดำเนินธุรกิจภายใต้กลยุทธ์สร้างสมดุลระหว่างธุรกิจพลังงานและธุรกิจน้ำมันเพื่อการบริโภค เพื่อลดผลกระทบจากความผันผวนของแต่ละตลาด โดยอยู่ระหว่างผลักดันผลิตภัณฑ์น้ำมันปาล์มพรีเมียม เจาะตลาดญี่ปุ่นและยุโรป
ซึ่งให้ความสำคัญกับมาตรฐานความปลอดภัยและการลดสารปนเปื้อนในผลิตภัณฑ์ ด้านกำลังการบรรจุผลิตภัณฑ์ บริษัทสามารถผลิตน้ำมันปาล์มบรรจุขวดและบรรจุถุงได้ประมาณ 450 ลังต่อชั่วโมง หรือราว 5,400 ถุงต่อชั่วโมง เพื่อรองรับการขยายตลาดผู้บริโภค ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ของบริษัทวางจำหน่ายผ่านช่องทางร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven, CJ Mall และร้านค้าทั่วไป พร้อมอยู่ระหว่างเจรจาขยายการจำหน่ายเข้าสู่ห้างค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Trade) ได้แก่ Big C และ Lotus เพื่อเพิ่มการเข้าถึงผู้บริโภคและสนับสนุนการเติบโตของยอดขายในระยะยาว
ด้านนายกิตติภณ ประสิทธิ์ศุภผล รองกรรมการผู้จัดการสายงานปฏิบัติการ บริษัท เพชรศรีวิชัย เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) หรือ PCE เปิดเผยว่า บริษัทฯ ร่วมกับคณะนวัตกรรมเกษตร ประมง และอาหาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตสุราษฎร์ธานี และอุทยานวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (อุทยานวิทยาศาสตร์ภาคใต้) ได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ภายใต้โครงการ “การพัฒนาเครือข่ายสหกรณ์ตามมาตรฐาน RSPO เพื่อขับเคลื่อนห่วงโซ่อุปทานปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืนในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทย” เพื่อร่วมกันส่งเสริม ถ่ายทอดองค์ความรู้ รวมถึงการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการจัดการสวนปาล์มอย่างเป็นระบบ และพัฒนาการผลิตปาล์มน้ำมันของเกษตรกรต้นน้ำให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล RSPO (Roundtable on Sustainable Palm Oil) ทั้งในด้านความรับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อม และความสมดุลทางเศรษฐกิจ
“การลงนามในครั้งนี้ เป็นการส่งเสริม สนับสนุน กลุ่มเกษตรกรรายย่อยในพื้นที่ภาคใต้ที่มีศักยภาพสูง ประกอบด้วย ชุมนุมสหกรณ์ชาวสวนปาล์มน้ำมันกระบี่ จำกัด (ซึ่งมีสหกรณ์เครือข่ายรวม 18 สหกรณ์), วิสาหกิจชุมชนแปลงใหญ่นิคมสหกรณ์พนม และสหกรณ์นิคมหลังสวน จำกัด, เครือข่ายวิสาหกิจชุมชนปาล์มน้ำมันยั่งยืนสุราษฎร์ธานี และเครือข่ายความร่วมมือในการส่งเสริมการผลิตปาล์มน้ำมันยั่งยืนจังหวัดสงขลา ให้สามารถผ่านการรับรองมาตรฐาน RSPO ยกระดับอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันยั่งยืน และสามารถแข่งขันได้ในระดับสากล และส่งผลให้ปัจจุบัน PCE มีภาคีเครือข่ายกลุ่มเกษตรกรรายย่อยรวมทั้งสิ้น 5 กลุ่ม ครอบคลุมเกษตรกรรายย่อยมากกว่า 3,800 ราย โดยตั้งเป้าผลักดันเกษตรกรรายย่อยในเครือข่ายให้ผ่านการรับรองมาตรฐานสากล RSPO ครอบคลุมพื้นที่รวมกว่า 100,000 ไร่ ภายในปี 2570”
สำหรับโครงการดังกล่าว ยังครอบคลุมถึงการวางโครงสร้างระบบนิเวศการดำเนินงานร่วมกัน เพื่อผลักดันและพัฒนาคาร์บอนเครดิตของไทยให้เทียบเท่ามาตรฐานสากล ซึ่ง PCE มุ่งจัดทำคาร์บอนเครดิตร่วมกับเกษตรกรรายย่อยแบบมีส่วนร่วมตั้งเป้าขอรับรองคาร์บอนเครดิตไม่น้อยกว่า 150,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี ปัจจุบันสามารถผลักดันวิสาหกิจชุมชนแปลงใหญ่ปาล์มน้ำมันนิคมสหกรณ์พนมให้ได้รับการขึ้นทะเบียนมาตรฐาน Standard T-VER เป็นกลุ่มแรกของไทยสำเร็จแล้ว โดยมีการรับรองคาร์บอนเครดิต 50,469 ตันต่อปีและกำลังพัฒนายกระดับเป็น Premium T-VER เพิ่มช่องทางสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มรายย่อยได้อย่างยั่งยืน และผลักดันให้ PCE บรรลุเป้าหมายการเป็นผู้นำกลุ่มธุรกิจปาล์มน้ำมันรายแรกของไทยที่บรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ผ่านกระบวนการขอรับรองคาร์บอนเครดิตและขยายฐานสู่ตลาดการค้าต่างประเทศ
PCE มุ่งมั่นที่จะเป็นกลไกหลักในการเชื่อมโยงตลาดในระบบห่วงโซ่อุปทาน โดยพร้อมสนับสนุนการรับซื้อผลปาล์มสดคุณภาพและคาร์บอนเครดิต (Carbon Credits) จากกลุ่มเกษตรกรและสหกรณ์เครือข่ายที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานในราคาที่เป็นธรรม เพื่อช่วยขจัดปัญหาความผันผวนด้านราคาและสร้างความมั่นคงทางรายได้ที่แน่นอนให้แก่เกษตรกร นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังร่วมมือกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ในการสนับสนุนกิจกรรมลดต้นทุนการผลิต เพิ่มอัตราผลผลิตต่อไร่ และถ่ายทอดเทคโนโลยีการจัดการสวนปาล์มอย่างเป็นระบบ เพื่อยกระดับความเป็นอยู่ของเกษตรกรรายย่อยให้ดีขึ้นและพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน
คาร์บอนเครดิตคุณภาพสูงจากสวนปาล์มภายใต้การดูแลของ PCE จะเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้คู่ค้าและลูกค้าของบริษัทฯ สามารถบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน และยังเป็นการป้องกันมาตรการกีดกันทางการค้าด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะมาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) ของสหภาพยุโรป ที่กำลังตีกรอบเข้มงวดกับสินค้าส่งออก นอกจากนี้ ทิศทางของ PCE ยังสอดรับกับการเตรียมความพร้อมของภาครัฐ ที่อยู่ระหว่างการขับเคลื่อน พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งมีกลไกสำคัญคือการใช้ระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS) และเตรียมขยายผลการเก็บภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) รวมถึงมาตรการป้องกันสินค้านำเข้าที่ปล่อยคาร์บอนสูง