25 มิ.ย. 2569 17:50:39 559
สำนักข่าวหุ้นอินไซด์ (25 มิถุนายน 2569 )-----ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยส่งเสริมการเปิดเผยข้อมูล ESG มาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้เชื่อมต่อข้อมูลการใช้พลังงานกับหน่วยงานหรือสถาบันภายนอกซึ่งเป็นศูนย์กลางข้อมูลด้านพลังงานระดับประเทศ เพื่อยกระดับคุณภาพข้อมูลพลังงานผ่านระบบ ESG Data Platform ณ สิ้นเดือนเมษายน 2569 มีบริษัทจดทะเบียน 776 บริษัท เปิดเผยข้อมูลการใช้พลังงานซึ่งครอบคลุมทั้งไฟฟ้า น้ำมันดีเซล ก๊าซธรรมชาติ และพลังงานทดแทน ซึ่งเป็นฐานข้อมูลที่ไม่เคยถูกนำมาประเมินความเสี่ยงของบริษัทจดทะเบียนอย่างเป็นระบบมาก่อนบทวิเคราะห์ในเอกสารฉบับนี้คือตัวอย่างของการนำข้อมูลใน ESG Data Platform มาประยุกต์ใช้ในการประเมินความเสี่ยงด้านพลังงานของบริษัทจดทะเบียนไทย ทั้งในระดับภาพรวม รายกลุ่มอุตสาหกรรม และรายบริษัท ซึ่งเดิมเป็นข้อมูลที่กระจัดกระจายและประเมินได้ยากด้วยข้อมูลตลาดทั่วไป การมีฐานข้อมูลที่ครอบคลุมและเป็นมาตรฐานเดียวกัน ทำให้สามารถเทียบเคียงสัดส่วนการพึ่งพาพลังงาน ความเข้มข้นด้านพลังงาน และระดับการเปิดเผยข้อมูลของ บจ. ได้อย่างเป็นระบบภาพรวมการเปิดเผยข้อมูลพลังงานของบริษัทจดทะเบียนไทยชัดเจนขึ้นมาก โดยมีการรายงานปริมาณการใช้ไฟฟ้าถึง 96% ของบริษัทรายงานแล้ว ขณะที่การใช้น้ำมันดีเซลและน้ำมันเบนซินมีอัตราการรายงานที่ 75% และ 68% ตามลำดับ โดยรวมพบการใช้ไฟฟ้าทั้งสิ้น 48,435 ล้าน kWh ในจำนวนนี้มาจากพลังงานทดแทน 13% สะท้อนว่าภาคธุรกิจยังพึ่งพาพลังงานฟอสซิลเป็นหลักและมีความเสี่ยงจากราคาพลังงานโลกโดยตรง อย่างไรก็ดี ปริมาณการใช้พลังงานทดแทนในกลุ่ม บจ. เดียวกันเติบโตขึ้นถึง 7% จากปีก่อนหน้าสะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในภาคธุรกิจไทยฐานข้อมูลพลังงานเชิงลึกที่ SET มีอยู่เปิดให้วิเคราะห์ความเสี่ยงได้หลายมิติที่ตลาดทั่วไปอาจมองข้าม ทั้ง Energy Intensity ที่วัดการพึ่งพาพลังงานเทียบกับรายได้ และ Margin Sensitivity ที่วัดว่าต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นจะกระทบกำไรมากแค่ไหน เมื่อนำสองมิตินี้มารวมกับขนาดค่าใช้จ่ายเชื้อเพลิง จะได้ Risk Matrix สามมิติที่ช่วยจัดกลุ่มอุตสาหกรรมตามระดับความเสี่ยงพลังงานได้อย่างเป็นระบบก่อนเกิดเหตุการณ์วิกฤตพลังงานอย่างในรอบปัจจุบันในเดือนมีนาคม 2569 SET Index ปรับลดลง 5.24% สะท้อนความกังวลของผู้ลงทุนต่อวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซที่ดันราคาพลังงานโลกขึ้นอย่างรวดเร็ว และเมื่อแบ่ง บจ. ภายใน sector เดียวกันออกเป็นกลุ่มที่เปิดเผยและไม่เปิดเผยข้อมูลค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน พบว่าในช่วงวิกฤตดังกล่าว ในหลาย Sector เช่น กลุ่มการเงิน ธนาคารและธุรกิจประกัน รวมถึงกลุ่มโทรคมนาคม และกลุ่มขนส่ง บริษัทที่เปิดเผยข้อมูลกลับมีผลตอบแทนสูงกว่า (Disclosure Premium) เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าบริษัทที่ให้ความสำคัญกับการเปิดข้อมูลที่โปร่งใสกว่าจะลดความตื่นตระหนกในสภาวะวิกฤต ในยุคที่ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) กลายเป็นองค์ประกอบสำคัญในการประเมินมูลค่าหลักทรัพย์ ความสามารถในการเข้าถึงข้อมูลที่โปร่งใส เป็นมาตรฐานเดียวกัน และเทียบเคียงระหว่างบริษัทได้ คือโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อการตัดสินใจลงทุน เพื่อตอบโจทย์นี้ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้ส่งเสริมให้บริษัทจดทะเบียนเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนผ่านระบบ SET ESG Data Platform ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การใช้พลังงาน การปล่อยก๊าซเรือนกระจก การใช้น้ำ การจัดการของเสีย รวมไปจนถึงประเด็นด้านสังคมและธรรมาภิบาลในมิติด้านพลังงานซึ่งเป็นหัวใจของการลดการปล่อยคาร์บอน ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ร่วมมือกับหน่วยงานหรือสถาบันภายนอกซึ่งเป็นศูนย์กลางข้อมูลด้านพลังงานระดับประเทศ ผ่านการดำเนินการ 4 แกนสำคัญ ดังนี้1) ลงนามใน MOU กับ กฟผ. เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลพลังงานโดยตรง ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ซึ่งเป็นศูนย์กลางข้อมูลพลังงานระดับประเทศ โดยมีเป้าหมายเพื่อบูรณาการและเชื่อมต่อข้อมูลการใช้พลังงานของภาคธุรกิจเข้าสู่ระบบ “SETCarbon” ซึ่งช่วยให้บริษัทจดทะเบียนสามารถจัดทำรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในขอบเขตที่ 2 (Scope 2: การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากการใช้พลังงาน) ได้แม่นยำและสะดวกขึ้น2) เชื่อมต่อระบบให้รองรับการทวนสอบความถูกต้องของข้อมูลตามมาตรฐานสากล เช่น GHG Protocol3) เพิ่มช่องทาง Carbon Data API: Smart Dashboard เชื่อมต่อระหว่างหน่วยงาน โดยระบบ SETCarbon ถูกออกแบบให้สามารถเชื่อมต่อ แลกเปลี่ยน และดึงข้อมูลการใช้พลังงานและทรัพยากรจากเจ้าของข้อมูลต่าง ๆ ได้โดยอัตโนมัติ ลดความซ้ำซ้อนในการรายงานของบริษัทจดทะเบียน4) การต่อยอดข้อมูลพลังงานสู่ Green Finance เมื่อองค์กรมีข้อมูลการใช้พลังงานและคาร์บอนฟุตพริ้นท์ที่โปร่งใสและผ่านการทวนสอบจากระบบ SETCarbon แล้ว ข้อมูลเหล่านี้สามารถนำไปต่อยอดผ่าน MOU ที่ทำร่วมกับสถาบันการเงิน ได้แก่ EXIM Bank และ TTB โดยภาคธุรกิจสามารถใช้ข้อมูลจากแพลตฟอร์มเสมือนเป็น “พาสปอร์ต” ในการขอสินเชื่อสีเขียว (Green Finance) หรือสินเชื่อซอฟต์โลน (Soft Loan) ที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าสินเชื่อทั่วไปได้ข้อมูลจาก SET ESG Data Platform ในปี 2568 สะท้อนโครงสร้างการใช้พลังงานของภาคธุรกิจไทยอย่างชัดเจน บจ. รวม 776 แห่งใช้ไฟฟ้าทั้งสิ้น 48,435 ล้าน kWh ในจำนวนนี้มาจากพลังงานทดแทน 6,066 ล้าน kWh คิดเป็นสัดส่วน 13% สะท้อนว่าภาคธุรกิจยังพึ่งพาพลังงานฟอสซิลเป็นหลัก แต่ก็มีสัญญาณการปรับตัวสู่พลังงานสะอาดที่จับต้องได้ โดยในฝั่งเชื้อเพลิงโดยตรง ก๊าซธรรมชาติเป็นรายการที่ใหญ่ที่สุดด้วยปริมาณ 690,693 ล้าน scf[1] รองลงมาคือดีเซล 1,028 ล้านลิตร และน้ำมันเตา 761 ล้านลิตร ซึ่งล้วนเป็นเชื้อเพลิงที่ราคาผูกติดกับตลาดพลังงานโลกโดยตรง เมื่อเปรียบเทียบข้อมูลปี 2568 กับปี 2567 บนกลุ่ม บจ. เดียวกัน (776 บจ. ที่รายงานในทั้งสองปี) พบสัญญาณการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่น่าสนใจ ปริมาณการใช้ไฟฟ้าโดยรวมเพิ่มขึ้นเพียง 1.9% สอดคล้องกับการขยายตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ แต่ในรายละเอียดมีการเปลี่ยนไปใช้แหล่งพลังงานทดแทนอย่างชัดเจน โดยการใช้พลังงานทดแทนเพิ่มขึ้นถึง 42.7% ทำให้สัดส่วนพลังงานทดแทนต่อไฟฟ้าทั้งหมดของกลุ่ม บจ. นี้ปรับขึ้นจาก 9% เป็น 13% ภายในเวลาเพียงปีเดียว สะท้อนภาพการเปลี่ยนแปลงของแหล่งพลังงานที่กำลังเกิดขึ้นในภาคธุรกิจไทยนอกจากปริมาณการใช้พลังงานแล้ว ขอบเขตการเปิดเผยข้อมูลของ บจ. ก็เป็นอีกมิติที่สะท้อนความพร้อมของระบบนิเวศ ESG ของตลาดทุน ในปี 2568 ไฟฟ้าคือประเภทพลังงานที่ บจ. รายงานครบถ้วนที่สุด โดย 96% ของบริษัทเปิดเผยข้อมูลการใช้ไฟฟ้ารวม และ 62% รายงานการใช้พลังงานทดแทนแยกออกมา ในส่วนของเชื้อเพลิงโดยตรง ดีเซลและน้ำมันเบนซินมีอัตราการรายงานที่ 75% และ 68% ตามลำดับ ในขณะที่เชื้อเพลิงเฉพาะทาง เช่น ก๊าซธรรมชาติ น้ำมันเตา และถ่านหิน มีอัตราการรายงานราว 30-35% สะท้อนว่าข้อมูลพลังงานไฟฟ้าได้กลายเป็น baseline ที่บริษัทส่วนใหญ่ยอมรับและปฏิบัติตามแล้ว ในขณะที่เชื้อเพลิงเฉพาะทางยังมีพื้นที่ในการขยายความครอบคลุมต่อไป การมีฐานข้อมูลพลังงานในระดับบริษัทเปิดโอกาสให้คำนวณตัวแปรเชิงลึกที่ก่อนหน้านี้ทำได้ยาก เนื่องจากข้อมูลกระจัดกระจายและไม่เป็นมาตรฐานเดียวกัน เมื่อพิจารณาสถิติเชิงพรรณนาจากข้อมูลของ บจ. 776 แห่ง พบความแตกต่างที่สำคัญระหว่างบริษัทขนาดใหญ่และขนาดกลาง–เล็ก ในกรณีของก๊าซธรรมชาติ ค่าเฉลี่ยการใช้งานอยู่ที่ราว 2,549 ล้าน scf ต่อบริษัท แต่ค่าสูงสุดในตลาดถึง 218,546 ล้าน scf สูงกว่าค่าเฉลี่ยถึง 86 เท่า เช่นเดียวกับไฟฟ้ารวมที่ค่าสูงสุดห่างจากค่าเฉลี่ยกว่า 89 เท่า ค่า standard deviation ที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยในเกือบทุกประเภทพลังงานบ่งชี้ว่าการกระจายตัวของข้อมูลเป็นแบบไม่สมมาตร (skewed) นั่นหมายความว่าบริษัทส่วนใหญ่มี energy exposure ในระดับปานกลาง แต่มีกลุ่มเล็กๆ ที่แบกรับความเสี่ยงในสัดส่วนที่สูงกว่ามาก การวิเคราะห์ในระดับรายบริษัทจึงเป็นวิธีเดียวที่จะประเมินผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของราคาพลังงานได้อย่างแม่นยำนอกจากการเข้าใจการกระจายตัวของข้อมูลแล้ว ฐานข้อมูลชุดนี้ยังเปิดให้สร้างตัวชี้วัดเชิงโครงสร้างใหม่ในการเปรียบเทียบความเสี่ยงระหว่าง sector ได้ ตัวชี้วัดสำคัญสองตัวที่นำเสนอในเอกสารฉบับนี้คือ Energy Intensity และ Margin SensitivityEnergy Intensity วัดความเข้มข้นของการพึ่งพาพลังงานเชิงโครงสร้าง คำนวณจากสัดส่วนค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน (ค่าไฟฟ้าและเชื้อเพลิงรวมกัน) ต่อค่าใช้จ่ายรวมของบริษัทแต่ละแห่ง แล้วเฉลี่ยภายในกลุ่มอุตสาหกรรม กลุ่มที่มีการพึ่งพาด้านพลังงานสูงที่สุดคือ กลุ่มปิโตรเคมี (10.2%) รองลงมาคือ กลุ่มขนส่ง (9.9%) และ กลุ่มท่องเที่ยว (5.6%) สะท้อนว่ากลุ่มเหล่านี้ใช้พลังงานเป็นองค์ประกอบหลักของต้นทุนการดำเนินงาน ขณะที่กลุ่มธนาคาร กลุ่มประกัน และกลุ่มสื่อสารและโทรคมนาคม มีสัดส่วนต่ำกว่า 2.5%ในขณะที่ Energy Intensity บอกว่า sector ใช้พลังงานมากแค่ไหน Margin Sensitivity วัดว่ากำไรของ sector อ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของต้นทุนพลังงานเพียงใด ความแตกต่างของสองตัวแปรนี้สะท้อนว่า sector ที่ใช้พลังงานมาก ไม่จำเป็นต้องเป็น sector ที่กำไรเปราะบางที่สุด เพราะบางธุรกิจสามารถส่งผ่านต้นทุนไปยังลูกค้าได้ ในขณะที่บางธุรกิจรับภาระเอง เมื่อนำสองมิตินี้มารวมกับขนาดค่าใช้จ่ายเชื้อเพลิง จะได้ Risk Matrix สามมิติที่ช่วยจัดกลุ่ม sector ตามระดับความเสี่ยงพลังงานได้อย่างเป็นระบบในช่วงต้นปี 2569 โลกเผชิญกับภาวะตึงตัวด้านพลังงานครั้งสำคัญ เมื่อสงครามอิหร่านส่งผลให้ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นช่องทางขนส่งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ราว 1 ใน 4 ของปริมาณการซื้อขายทางทะเลทั้งโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบและ ค่าประกันภัยเรือเดินทะเลปรับสูงขึ้นมาก สำหรับประเทศไทย เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ใช่เพียงความผันผวนจากภายนอกที่จะส่งผ่านมาในระยะสั้น แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ เนื่องจากไทยเป็นผู้นำเข้าพลังงานสุทธิรายใหญ่ของเอเชีย คิดเป็นมูลค่าเกือบ 6% ของ GDP โดย 58% ของปริมาณการนำเข้าน้ำมันดิบมาจากตะวันออกกลาง การปรับขึ้นของราคาน้ำมันโลกถูกส่งผ่านไปยังผู้บริโภค ภาคธุรกิจ และงบประมาณของรัฐบาลโดยตรงในเดือนมีนาคม 2569 SET Index ปรับลดลง 5.24% สะท้อนความกังวลของผู้ลงทุนต่อวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซที่ดันราคาพลังงานโลกขึ้นอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาประมาณการกำไรของนักวิเคราะห์ประกอบ พบว่าราคาหลักทรัพย์บางกลุ่มปรับลงมากเกินกว่าที่ปัจจัยพื้นฐานรองรับเมื่อเจาะลึกลงไปในระดับรายกลุ่มอุตสาหกรรม ภาพที่ปรากฏซับซ้อนกว่าตัวเลขดัชนีมาก และนั่นคือจุดเริ่มต้นของโอกาสฝั่งที่ตลาดให้รางวัลคือ กลุ่มปิโตรเคมี ที่ราคาปรับขึ้นกว่า 17.3% พร้อมกับ EPS ที่ถูกปรับขึ้นในทิศทางเดียวกัน รวมถึงดัชนีของกลุ่มธุรกิจ เหล็ก สินค้าเกษตร และ ของใช้ส่วนตัว ต่างได้อานิสงส์จากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้นตามต้นทุนพลังงาน ส่วนกลุ่มการขนส่ง อุปโภคบริโภค และวัสดุก่อสร้าง ปรับลดลงถึง 11–14% เนื่องจากผู้ลงทุนประเมินว่า Margin จะถูกบีบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เรื่องที่น่าสนใจกว่าคือหากพิจารณาการปรับประมาณการกำไรของนักวิเคราะห์ประกอบไปด้วยแล้ว พบว่าราคาที่ปรับลดลงไปมากแล้ว ทั้งที่ความสามารถในการทำกำไรในอนาคตยังคงใกล้เคียงเดิมโดยกลุ่มธุรกิจการเงินปรับลดลงมากที่สุดในตลาดกว่า 15% ทั้งที่ EPS ถูกปรับขึ้น เช่นเดียวกับกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง และกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ กลุ่มโรงพยาบาล และกลุ่มค้าปลีก ที่มีช่องว่างระหว่าง Returns กับ EPS ค่อนข้างมาก (Mispricing) และช่องว่างดังกล่าวสะท้อนว่าตลาดอาจยังไม่ได้ใช้ข้อมูลพลังงานในการประเมินมูลค่าอย่างเต็มที่ ซึ่งเป็นประเด็นที่ผู้ลงทุนสามารถนำไปพิจารณาประกอบการวิเคราะห์ได้หากตลาดสามารถใช้ข้อมูลจาก ESG Data Platform เพื่อประเมินความเสี่ยงด้านพลังงานของ บจ. ได้แม่นยำขึ้น คำถามที่ตามมาคือ บจ. ที่เปิดเผยข้อมูลควรได้รับผลตอบแทนแตกต่างจาก บจ. ที่ยังไม่เปิดเผยหรือไม่ในช่วงที่ตลาดเผชิญกับความผันผวนด้านพลังงานเพื่อตอบคำถามนี้ การศึกษานี้แบ่งบริษัทจดทะเบียนใน SET ออกเป็นสองกลุ่มภายในอุตสาหกรรมเดียวกัน ได้แก่ กลุ่ม Yes คือบริษัทที่เปิดเผยข้อมูลค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน (ไฟฟ้า เชื้อเพลิงโดยตรง และพลังงานทดแทน) ผ่าน ESG Data Platform ในปี 2568 ภายในวันที่ 31 มีนาคม 2569 และกลุ่ม No คือบริษัทที่ยังไม่เปิดเผย จากนั้นเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยผลตอบแทนของหุ้นทั้ง 2 กลุ่ม เฉพาะในดัชนี SET100 ในช่วงเดือนมีนาคม 2569 ซึ่งเป็นช่วงที่ตลาดสะท้อนเหตุการณ์ช่องแคบฮอร์มุซมาได้หนึ่งเดือนพอดี การวัดในลักษณะนี้ช่วยควบคุมความแตกต่างเชิงโครงสร้างระหว่างอุตสาหกรรม และขนาดของบริษัท ทำให้ส่วนต่างของผลตอบแทนเฉลี่ยระหว่างสองกลุ่มสะท้อนส่วนต่างผลตอบแทน (Disclosure Premium) ที่มาจากความแตกต่างด้านการเปิดเผยข้อมูลเป็นหลัก สิ่งที่น่าสนใจคือในหลาย Sector เช่น กลุ่มการเงิน ธนาคารและธุรกิจประกัน รวมถึงกลุ่มโทรคมนาคม และกลุ่มขนส่ง พบว่าบริษัทที่เปิดเผยข้อมูลกลับมีผลตอบแทนเฉลี่ยสูงกว่า (Disclosure Premium) แสดงในรูปภาพที่ 5 ซึ่งเหตุผลอาจไม่ใช่เพราะบริษัทเหล่านั้นใช้พลังงานน้อยกว่า แต่อาจเป็นเพราะตลาดสามารถประเมินความเสี่ยงได้ชัดเจนกว่า ความไม่แน่นอนที่ลดลงถูกตลาดตีมูลค่าเป็น Risk Premium ที่ต่ำกว่า การเปิดเผยข้อมูลผ่าน ESG Data Platform ในวิกฤตครั้งนี้ไม่ใช่เพียงหน้าที่ของบรรษัทภิบาล แต่คือกลไกที่ช่วยให้ตลาดทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
---จบ---
: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์
PTG -ศิริราช - เอสซีจี เจดับเบิ้ลยูดี โลจิสติกส์ สานต่อ "Social Innovation" ปีที่ 2
แม่มดน้อย ขี่ไม้กวาดวิเศษ เมื่อหลายตลาดเอเชีย ปรับตัวขึ้น หุ้นไทย ก็เด้ง แบบเล็ก เล็ก หลังจาก.....
Hooninside
สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้
ชื่อหรือรหัสของคุณไม่ถูกต้อง
Please, check your email format before submit.
Please, Enter you password.
Please, Enter minimum 3 character.
Please, Enter minimum 6 character.
กรุณากรอกอีเมล์ที่คุณใช้สมัครสมาชิกแล้วกดส่งเมล์