Today’s NEWS FEED

News Feed

ฟิทช์ ปรับแนวโน้มอันดับเครดิตของ บริษัท ผลิตไฟฟ้า นวนคร จำกัด เป็นลบ และคงอันดับเครดิตที่ ‘A-(tha)’

150


สำนักข่าวหุ้นอินไซด์( 15 มิถุนายน 2569)------บริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศปรับแนวโน้มอันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาว (National Long-term Rating) ของบริษัท ผลิตไฟฟ้า นวนคร จำกัด หรือ NNEG เป็นลบ จากมีเสถียรภาพ และประกาศคงอันดับเครดิตที่ ‘A-(tha)’ นอกจากนี้ ฟิทช์ยังประกาศคงอันดับเครดิตหุ้นกู้ไม่มีประกันและไม่ด้อยสิทธิของบริษัทที่ ‘A-(tha)’

การปรับแนวโน้มอันดับเครดิตสะท้อนถึงความเสี่ยงที่การปรับลดอัตราส่วนหนี้สินจะล่าช้ากว่าที่คาดไว้ในช่วงสองปีข้างหน้า ภายหลังการขยายกำลังการผลิตที่ใช้เงินกู้เป็นหลัก ส่งผลให้อัตราส่วนหนี้สิน ซึ่งอยู่ที่ 5.4 เท่าในปี 2568 อยู่ในระดับที่สูงเมื่อเทียบกับระดับที่ฟิทช์อาจพิจารณาปรับลดอันดับเครดิต ซึ่งเป็นผลจากความต้องการใช้ไฟฟ้าจากลูกค้าอุตสาหกรรมที่อ่อนแอลง และต้นทุนเชื้อเพลิงที่ยังอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับค่าไฟฟ้า อย่างไรก็ตาม อัตราส่วนหนี้สินน่าจะเริ่มปรับตัวลดลงตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไป เนื่องจากบริษัทสามารถรับรู้ผลการดำเนินงานทั้งปีของกำลังการผลิตส่วนขยาย และภาวะต้นทุนเชื้อเพลิงที่คาดว่าจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ

การคงอันดับเครดิตสะท้อนถึงกระแสเงินสดที่มั่นคงและสามารถคาดการณ์ได้ของ NNEG จากสัญญาระยะยาว ซึ่งฟิทช์คาดว่าจะช่วยให้อัตราส่วนหนี้สินกลับมาอยู่ในระดับที่สอดคล้องกับอันดับเครดิตของบริษัทในช่วงปี 2570-2571 โดย NNEG จำหน่ายไฟฟ้าประมาณร้อยละ 43 ของกำลังการผลิตให้แก่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ กฟผ.(อันดับเครดิตสากลระยะยาวที่ ‘BBB+’ แนวโน้มเครดิตเป็นลบ) ภายใต้สัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาว ในลักษณะ take-or-pay อายุ 25 ปี ในขณะที่ส่วนที่เหลือจำหน่ายให้แก่ลูกค้าอุตสาหกรรมในเขตส่งเสริมอุตสาหกรรมนวนคร รวมถึงลูกค้ากลุ่มธุรกิจศูนย์ข้อมูล (Data Center) ที่ทำสัญญาใหม่ ภายใต้สัญญาระยะยาว

ปัจจัยที่มีผลต่ออันดับเครดิต
การปรับลดอัตราส่วนหนี้สินที่ช้ากว่าคาด: การปรับลดอัตราส่วนหนี้สินเป็นไปอย่างล่าช้ากว่าที่ฟิทช์เคยคาดไว้ โดยก่อนหน้านี้ ฟิทช์คาดว่าอัตราส่วนหนี้สินจะลดลงต่ำกว่าระดับที่ฟิทช์อาจพิจารณาปรับลดอันดับเครดิตภายในปี 2568 โดยอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อกำไรจากการดำเนินงานก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อม และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA net leverage) อยู่สูงกว่าระดับ 4.3 เท่ามาตั้งแต่ปี 2567 ซึ่งเป็นระดับที่ฟิทช์อาจพิจารณาปรับลดอันดับเครดิต และฟิทช์คาดว่าจะยังคงอยู่ในระดับสูงต่อไปจนถึงปี 2569 ทั้งนี้ NNEG แบกรับภาระหนี้เต็มจำนวนจากการขยายกำลังการผลิตระยะที่สามมาตั้งแต่ปี 2567 ซึ่งเป็นปีที่อัตราส่วนหนี้สินเพิ่มขึ้นเป็น 4.5 เท่า ขณะที่เพิ่งได้เริ่มรับรู้กำไรจากการขยายกำลังการผลิตเมื่อโรงไฟฟ้าเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ในเดือนเมษายน 2569

ฟิทช์คาดว่าอัตราส่วนหนี้สินจะปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 4.0 เท่าในปี 2570 และจะอยู่ต่ำกว่า 3.7 เท่าหลังจากนั้น โดยได้รับการสนับสนุนจากการฟื้นตัวของกำไรและค่าใช้จ่ายในการลงทุนที่ลดลง อย่างไรก็ตาม หากการฟื้นตัวของกำไรล่าช้า อัตราส่วนหนี้สินอาจอยู่สูงกว่าระดับที่ฟิทช์อาจพิจารณาปรับลดอันดับเครดิตเป็นระยะเวลายาวนานขึ้น ซึ่งอาจนำไปสู่การปรับลดอันดับเครดิตได้

กำไรมีแนวโน้มฟื้นตัว: ฟิทช์คาดการณ์ว่า กำไรจากการดำเนินงานก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อม และค่าตัดจำหน่าย จะอยู่ที่ประมาณ 754 ล้านบาทในปี 2569 ก่อนจะฟื้นตัวเป็น 898 ล้านบาทในปี 2570 เนื่องจากการรับรู้กำไรเต็มปีของส่วนขยายกำลังการผลิตระยะที่สามและต้นทุนเชื้อเพลิงน่าจะลดลง การฟื้นตัวดังกล่าวขึ้นอยู่กับอัตราการเพิ่มของปริมาณการใช้ไฟฟ้า (ramp up) ของลูกค้ากลุ่มธุรกิจศูนย์ข้อมูล หลังจากเริ่มดำเนินงาน และการปรับค่าไฟฟ้าของหน่วยงานกำกับดูแลเมื่อเทียบกับต้นทุนเชื้อเพลิง โดยความต้องการใช้ไฟฟ้าของลูกค้าอุตสาหกรรมที่อ่อนแอกว่าที่คาด หรือต้นทุนเชื้อเพลิงที่ยังอยู่ในระดับสูงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ อาจทำให้การฟื้นตัวช้าลง ทั้งนี้ EBITDA ลดลงมาอยู่ที่ 798 ล้านบาทในปี 2568 (ปี 2567: 972 ล้านบาท) จากปริมาณการขายไฟฟ้าให้ลูกค้าอุตสาหกรรมที่ลดลง อัตราส่วนกำไรที่ลดลง และค่าใช้จ่ายจำนวน 69 ล้านบาทจากต้นทุนก๊าซของปี 2565-2566 ที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว (one off) ที่เลื่อนการรับรู้มาอยู่ในปี 2568

ความขัดแย้งในอิหร่านกดดันอัตราส่วนกำไร: ฟิทช์ได้ปรับสมมติฐานราคาน้ำมันดิบเบรนท์ในปี 2569 เพิ่มเป็น 87 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล (ปี 2568: 68 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล) จากความขัดแย้งในอิหร่าน โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์ที่สูงขึ้นจะผลักดันต้นทุนก๊าซธรรมชาติในประเทศไทยให้สูงขึ้น เนื่องจากราคาก๊าซในระบบ (pool gas) สะท้อนทั้งราคาก๊าซในประเทศ ซึ่งเชื่อมโยงกับราคาน้ำมันดิบเบรนท์ย้อนหลัง 6-12 เดือน และราคาก๊าซธรรมชาติเหลวนำเข้า ฟิทช์คาดว่าต้นทุนที่สูงขึ้นจะกดดันอัตราส่วนกำไรจากการขายไฟฟ้าให้แก่ลูกค้าอุตสาหกรรม เนื่องจากโดยปกติการปรับค่าไฟฟ้าของหน่วยงานกำกับดูแลมักมีความล่าช้ากว่าการปรับตัวของราคาเชื้อเพลิง อย่างไรก็ตาม แรงกดดันดังกล่าวน่าจะผ่อนคลายลงเมื่อราคาน้ำมันดิบเบรนท์กลับเข้าสู่ระดับปกติที่ 65 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรลในปี 2570 และ 60 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรลตั้งแต่ปี 2571 เป็นต้นไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งรวมไปถึงกรณีที่ความขัดแย้งยืดเยื้อ

ความต้องการใช้ไฟฟ้าจากธุรกิจศูนย์ข้อมูลเพิ่มขึ้น: NNEG ได้ทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าจำนวน 71.5 เมกะวัตต์ กับลูกค้าอุตสาหกรรมเพิ่ม ส่งผลให้ลูกค้ากลุ่มธุรกิจศูนย์ข้อมูลมีสัดส่วนร้อยละ 33 ของกำลังการผลิตทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 11 ในปี 2568 โดยมีสัดส่วนจำนวนมากที่อยู่ภายใต้สัญญาระยะยาว ฟิทช์คาดว่าความต้องการจากธุรกิจศูนย์ข้อมูลจะยังได้รับการสนับสนุนจากทำเลของเขตส่งเสริมอุตสาหกรรมนวนครที่อยู่ใกล้กรุงเทพฯ และการเข้าถึงระบบไฟฟ้าและน้ำที่มีความเสถียร ในขณะที่ความต้องการไฟฟ้าจากลูกค้าอุตสาหกรรมโดยรวมยังคงผันผวน โดยลดลงประมาณร้อยละ 8 ในปี 2568 จากกิจกรรมภาคอุตสาหกรรมที่อ่อนตัวลง

ค่าใช้จ่ายในการลงทุนจะลดลง: ฟิทช์คาดการณ์ว่าค่าใช้จ่ายในการลงทุนจะอยู่ที่ประมาณ 445 ล้านบาทในปี 2569 และลดลงเหลือ 30 ล้านบาทในปี 2570 (ปี 2568: 487 ล้านบาท) ภายหลังการขยายกำลังการผลิตระยะที่สามของ NNEG แล้วเสร็จ โดยการขยายกำลังการผลิตดังกล่าวเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 ซึ่งช้ากว่าแผน 3 เดือน หลังจากปัญหาในการทดสอบได้รับการแก้ไข ทั้งนี้ การขยายกำลังการผลิตระยะที่สามเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้า 28.75 เมกะวัตต์ และไอน้ำ 8 ตันต่อชั่วโมง ส่งผลให้กำลังการผลิตติดตั้งรวมเพิ่มขึ้นเป็น 207.75 เมกะวัตต์ และ 48 ตันต่อชั่วโมง ตามลำดับ โดยหน่วยการผลิตดังกล่าวมีความพร้อมในการเดินเครื่อง (availability) อยู่ที่ร้อยละ 99.7 ในเดือนแรกของการดำเนินงาน

สัญญาซื้อขายระยะยาว: กำไรของ NNEG ได้รับประโยชน์จากสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาวภายใต้โครงการจัดซื้อไฟฟ้าของผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็กของไทย โดยบริษัทจำหน่ายไฟฟ้าจำนวน 90 เมกะวัตต์ หรือร้อยละ 43 ของกำลังการผลิตหลังการขยาย ให้แก่ กฟผ. ภายใต้สัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาวในลักษณะ take-or-pay อายุ 25 ปี ซึ่งจะครบกำหนดในปี 2584 โดยสามารถส่งผ่านต้นทุนเชื้อเพลิงและความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนได้เต็มจำนวน ในขณะที่บริษัทจำหน่ายไฟฟ้าส่วนที่เหลือและไอน้ำให้แก่ลูกค้าอุตสาหกรรมภายใต้สัญญาซื้อขายที่มีอายุเฉลี่ย 14 ถึง 19 ปี โดยไอน้ำมีการกำหนดราคาแบบต้นทุนบวกกำไร ขณะที่ไฟฟ้ายังมีความเสี่ยงด้านราคาอยู่บ้างภายใต้โครงสร้างค่าไฟฟ้าที่ถูกกำกับดูแล

ความเสี่ยงจากการมีโรงไฟฟ้าเพียงแห่งเดียว: NNEG มีโรงไฟฟ้าเพียงแห่งเดียว ซึ่งมีขนาดเล็กและไม่มีการกระจายตัวของรายได้ ซึ่งเป็นข้อจำกัดสำหรับอันดับเครดิตของ NNEG รายได้และกระแสเงินสดของ NNEG อาจได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญหากโรงไฟฟ้ามีการหยุดเดินเครื่องโดยไม่ได้วางแผนไว้ หรือประสิทธิภาพของโรงไฟฟ้าลดลง อย่างไรก็ตามสัญญาการว่าจ้างการเดินเครื่องและบำรุงรักษาโรงไฟฟ้ากับ กฟผ. และสัญญาบริการระยะยาวกับ Siemens AG และระบบป้องกันน้ำท่วมถาวร น่าจะช่วยลดความเสี่ยงจากการดำเนินการดังกล่าว

การกำหนดอันดับเครดิตโดยสรุป

สถานะทางเครดิตของ NNEG มีความคล้ายคลึงกับ บริษัท โกลบอลเพาเวอร์ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) (GPSC; ‘A+(tha)’/แนวโน้มเครดิตมีเสถียรภาพ, อันดับเครดิตโดยลำพัง ‘a-(tha)’/แนวโน้มเครดิตมีเสถียรภาพ) โดยทั้งสองบริษัทมีรายได้ที่มั่นคงและสามารถคาดการณ์ได้จากสัญญาระยะยาว ทั้งนี้ NNEG มีความเสี่ยงด้านธุรกิจสูงกว่า จากขนาดธุรกิจที่เล็กกว่าและการมีสินทรัพย์เพียงแห่งเดียว ขณะที่ GPSC มีอัตราส่วนหนี้สินสูงกว่า จากค่าใช้จ่ายในการลงทุนจำนวนมากและการรวมงบการเงินตามสัดส่วนของกิจการร่วมค้า ฟิทช์จัดอันดับเครดิตของ NNEG ให้เท่ากับอันดับเครดิตโดยลำพังของ GPSC แต่แนวโน้มอันดับเครดิตเป็นลบสะท้อนการคาดการณ์ของฟิทช์ว่าอัตราส่วนหนี้สินของ NNEG จะสูงเกินระดับที่ฟิทช์อาจพิจารณาปรับลดอันดับเครดิตในกว่าที่คาดในระยะหนึ่ง ขณะที่อัตราส่วนหนี้สินของ GPSC ยังอยู่ภายในระดับที่กำหนด

ลักษณะกระแสเงินสดจากการดำเนินงานของ NNEG ใกล้เคียงกับ บริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BAFS; ‘BBB(tha)’/แนวโน้มเครดิตมีเสถียรภาพ) ซึ่งเป็นผู้ให้บริการเติมน้ำมันอากาศยานในท่าอากาศยานหลักของประเทศไทย อย่างไรก็ตาม กระแสเงินสดของ BAFS มีความอ่อนไหวต่อเศรษฐกิจไทยที่ขับเคลื่อนโดยการท่องเที่ยวและผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) มากกว่า และอัตราส่วนหนี้สินของ BAFS อยู่ในระดับสูงมาตั้งแต่ปี 2563 จากผลกระทบของการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 และการลงทุนขนาดใหญ่ในด้านท่อขนส่งน้ำมัน ปัจจัยดังกล่าวทำให้ BAFS มีอันดับเครดิตต่ำกว่า NNEG อยู่ 2 อันดับ

บริษัท อีสเทิร์นโพลีเมอร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) (EPG; ‘A-(tha)’/แนวโน้มเครดิตมีเสถียรภาพ) ซึ่งเป็นผู้นำในธุรกิจผลิตฉนวนยางกันความร้อน/เย็น ธุรกิจผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์ตกแต่งรถยนต์ และธุรกิจผลิตบรรจุภัณฑ์อาหารของประเทศไทย มีการกระจายตัวของธุรกิจที่ดีกว่าและมีขนาดธุรกิจใหญ่กว่า NNEG เล็กน้อย อย่างไรก็ตาม NNEG ได้รับประโยชน์จากสถานะทางธุรกิจที่แข็งแกร่งกว่า โดยได้รับการสนับสนุนจากกระแสเงินสดที่สามารถคาดการณ์ได้จากสัญญาซื้อขายในลักษณะ take-or-pay และความต้องการใช้ไฟฟ้าที่มั่นคง ดังนั้น EPG จึงมีอันดับเครดิตอยู่ในระดับเดียวกับ NNEG เนื่องจาก EPG มีอัตราส่วนหนี้สินต่ำกว่ามาก

สมมติฐานที่สำคัญของฟิทช์ที่ใช้ในการประมาณการ:

- ปริมาณการรับซื้อไฟฟ้าจาก กฟผ. ที่มีเสถียรภาพภายใต้สัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาวในลักษณะ take-or-pay สำหรับกำลังการผลิต 90 เมกะวัตต์ และปริมาณการขายไฟฟ้าให้แก่ลูกค้าอุตสาหกรรมที่เริ่มฟื้นตัวตั้งแต่ปี 2569 เมื่อลูกค้ากลุ่มธุรกิจศูนย์ข้อมูลจากส่วนขยายกำลังการผลิตไฟฟ้าในระยะที่สาม เพิ่มปริมาณในการใช้ไฟฟ้าจนเต็มกำลัง (Ramp up)

- การเพิ่มขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปของอัตราการใช้กำลังการผลิต (utilization) ของลูกค้าอุตสาหกรรมสำหรับส่วนขยายกำลังการผลิตไฟฟ้าในระยะที่สามจนถึงปี 2571

- ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ที่ 87 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรลในปี 2569, และ 65 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรลในปี 2570, และ 60 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรลตั้งแต่ปี 2571 เป็นต้นไป โดยราคาก๊าซในระบบของไทย (pool gas) เชื่อมโยงกับราคาน้ำมันโลกโดยมีความหน่วงในด้านราคาบางส่วน ซึ่งทำให้อัตราส่วนกำไรจากการขายให้แก่ลูกค้าอุตสาหกรรมลดลงในปี 2569 ก่อนที่ดีขึ้นเมื่อมีการปรับค่าไฟฟ้าโดยหน่วยงานกำกับดูแลตามต้นทุนอย่างเหมาะสม

- ค่าใช้จ่ายในการลงทุนประมาณ 445 ล้านบาทในปี 2569 ซึ่งรวมถึงค่าก่อสร้างส่วนที่เหลือของระยะที่สามและการปิดซ่อมบำรุงใหญ่ของระยะที่ 1, และค่าใช้จ่ายในการลงทุนจำนวน 30 ล้านบาทในปี 2570, และประมาณ 400 ล้านบาทในปี 2571 โดยฟิทช์ไม่ได้นำรายได้เพิ่มเติมจากการลงทุนดังกล่าวมารวมในการประเมิน

- ไม่มีการจ่ายเงินปันผลในปี 2569 หรือ 2570 และมีอัตราการจ่ายเงินปันผลประมาณร้อยละ 80 ตั้งแต่ปี 2571 เป็นต้นไป โดยฟิทช์ไม่ได้พิจารณาเรื่องการเพิ่มทุนจากผู้ถือหุ้นดังกล่าวในการประเมิน

ปัจจัยที่อาจมีผลกับอันดับเครดิตในอนาคต

ปัจจัยลบ:
- การที่บริษัทไม่สามารถปรับลดอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อกำไรจากการดำเนินงานก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อม และค่าตัดจำหน่ายให้อยู่ต่ำกว่า 4.3 เท่าภายในปี 2570 เนื่องจากอัตราการเพิ่มปริมาณการใช้ไฟฟ้าจนเต็มกำลัง (ramp up) ของลูกค้ากลุ่มธุรกิจศูนย์ข้อมูลต่ำกว่าที่ฟิทช์คาดการณ์ไว้ แรงกดดันต่ออัตราส่วนกำไรจากการขายให้แก่ลูกค้าอุตสาหกรรมที่ไม่สามารถปรับตัวดีขึ้น ต้นทุนเชื้อเพลิงที่อยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน หรือการลงทุนหรือการจ่ายเงินปันผลที่สูงกว่าที่ฟิทช์คาด

ปัจจัยบวก:
- แนวโน้มอันดับเครดิตอาจได้รับการปรับกลับเป็นมีเสถียรภาพ หากบริษัทสามารถปรับลดอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อกำไรจากการดำเนินงานก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อม และค่าตัดจำหน่าย ให้อยู่ต่ำกว่า 4.3 เท่าภายในปี 2570 ได้ตามแผน โดยได้รับการสนับสนุนจากอัตราการเพิ่มปริมาณการใช้ไฟฟ้าจนเต็มกำลัง (ramp up) ของลูกค้ากลุ่มธุรกิจศูนย์ข้อมูลที่เป็นไปตามเป้าหมาย ต้นทุนเชื้อเพลิงที่กลับเข้าสู่ภาวะปกติสอดคล้องกับประมาณการของฟิทช์ และไม่มีปัญหาสำคัญใดจากการดำเนินงาน

สภาพคล่อง
NNEG มีหนี้สินรวมจำนวน 4.86 พันล้านบาท ณ สิ้นปี 2568 โดยหนี้จำนวน 534 ล้านบาทจะครบกำหนดชำระในปี 2569 สภาพคล่องได้รับการสนับสนุนจากเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดจำนวน 51 ล้านบาท และเงินลงทุนระยะสั้นจำนวน 490 ล้านบาท ฟิทช์คาดว่ากระแสเงินสดจากการดำเนินงานจะอยู่ที่ประมาณ 500 ล้านบาทถึง 700 ล้านบาทต่อปีในช่วงปี 2569-2570 ซึ่งน่าจะเพียงพอรองรับค่าใช้จ่ายในการลงทุน

ข้อมูลของบริษัท
NNEG เป็นบริษัทผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กในประเทศไทย โดยมีโรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซธรรมชาติระบบโคเจนเนอเรชั่นตั้งอยู่ในเขตส่งเสริมอุตสาหกรรมนวนคร เพื่อให้บริการแก่ กฟผ. และลูกค้าอุตสาหกรรม ผู้ถือหุ้นของ NNEG ประกอบด้วย บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) ร้อยละ 40 บริษัท นวนคร จำกัด (มหาชน) ร้อยละ 30 และ GPSC ร้อยละ 30

 

อณุภา ศิริรวง

: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

บทความล่าสุด

จับตามุมมองประธานเฟดบนเวที IMF By : แม่มดน้อย

แม่มดน้อย ขี่ไม้กวาดวิเศษ เช้าที่ผ่านมา SET ย่อลงมากกว่าวันก่อน ก่อนที่จะเข้าสู่ช่วงวันหยุดพิเศษ คือการจัดประชุม IMF

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้