สำนักข่าวหุ้นอินไซด์ (20 พฤษภาคม 2569) -------บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน)CPF เปิดเผยว่า ในไตรมาส 1 ปี 2569 บริษัทมีกําไรสุทธิในส่วนของบริษัทมีจํานวน 4,875 ล้านบาท โดยมีสาเหตุหลักดังต่อไปนี้
1. รายได้จากการขายจํานวน 136,697 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 5 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งหากไม่นับรวม ผลกระทบจากการแปลงค่างบการเงินที่ได้รับผลกระทบจากการแข็งค่าของสกุลเงินบาท รายได้จากการขาย จะลดลงร้อยละ 1.6 โดยมีเหตุผลสําคัญจากระดับราคาขายเฉลี่ยของสุกรในหลายประเทศโดยเฉพาะ ประเทศไทย อยู่ในระดับที่ตํ่ากว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน
สําหรับไตรมาส 1 ปี 2569 บริษัทมีรายได้จากการขายจํานวน 136,697 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 5.2 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยในจํานวนนี้ ร้อยละ 3.6 เป็นผลกระทบจากการแปลงค่างบการเงิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการ แข็งค่าของเงินบาทเมื่อเทียบกับสกุลเงินในประเทศที่บริษัทดําเนินธุรกิจ อาทิ เวียดนาม ตุรกี ฟิลิปปินส์ สหรัฐอเมริกา และอินเดีย
ทั้งนี้หากไม่นับรวมผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนดังกล่าว รายได้จากการขายจะลดลงร้อยละ 1.6 จากปีก่อน โดยมีเหตุผลหลักมาจากราคาสุกรในหลายประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศไทย อยู่ในระดับที่ต่ำกว่าช่วง เดียวกันของปีก่อน จากปริมาณสุกรที่กลับเข้าสู่สภาวะที่มีความสมดุลมากขึ้น
โดยรายได้จากการขายที่เกิดจากกิจการต่างประเทศคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 65 และเกิดจากกิจการในประเทศไทย คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 35 ทั้งนี้ตั้งแต่ไตรมาส 1 ปี 2569 บริษัทได้ปรับการนําเสนอข้อมูลการจําแนกสัดส่วนรายได้ จากการขายตาม "ประเทศที่จําหน่ายผลิตภัณฑ์" แทนแบบเดิมที่ใช้ตาม "ประเทศที่เป็นฐานการผลิต" ทั้งนี้ เพื่อให้ สะท้อนฐานการขายในแต่ละประเทศได้อย่างถูกต้อง การเปลี่ยนแปลงการนําเสนอข้อมูลดังกล่าวส่งผลให้ยอดขาย ส่วนที่ส่งออกจากประเทศไทยผ่านการดําเนินงานของบริษัทย่อยในต่างประเทศเพื่อจําหน่ายให้แก่ลูกค้าปลายทาง จะถูกนําไปแสดงรวมเป็นรายได้ของ "ประเทศที่เป็นผู้ขายผลิตภัณฑ์" แทนการแสดงเป็นรายได้ของประเทศไทย ส่งผลให้สัดส่วนรายได้ของประเทศไทยลดลงเมื่อเทียบกับแบบเดิม ในขณะที่สัดส่วนรายได้ของประเทศที่เป็น ผู้จําหน่ายปรับตัวเพิ่มขึ้น
2.กําไรขั้นต้นลดลงจากปีที่ผ่านมาจํานวน 5,156 ล้านบาท โดยอัตรากําไรขั้นต้นปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับช่วง เดียวกันของปีก่อน ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากระดับราคาสุกรในหลายประเทศที่ตํ่ากว่าปีที่ผ่านมา เนื่องจากเกิด ภาวะเนื้อสุกรล้นตลาดในหลายประเทศ กําลังซื้อของผู้บริโภคอ่อนตัวลง ส่งผลให้ระดับราคาสุกรปรับตัว ลดลงและกดดันอัตรากําไรขั้นต้น
3.ส่วนแบ่งกําไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมและการร่วมค้าจํานวน 1,367 ล้านบาท ลดลง 2,076 ล้านบาทจาก ช่วงเดียวกันของปีก่อน ปัจจัยหลักมาจากผลขาดทุนของบริษัทร่วมในประเทศจีนที่ดําเนินธุรกิจอาหารสัตว์ และเลี้ยงสัตว์ประเภทสุกร ซึ่งได้รับผลกระทบจากภาวะราคาสุกรตกตํ่าเนื่องจากอุปทานส่วนเกิน ภายในประเทศ
ภาวะเศรษฐกิจโลกยังคงขยายตัวในอัตราที่ชะลอตัวและมีความแตกต่างกันในแต่ละภูมิภาค โดยมีแรงกดดันสําคัญจาก ปัญหาทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่มีความตึงเครียด ส่งผลให้ราคาพลังงานมีความ ผันผวนและดึงให้อัตราเงินเฟ้อในบางพื้นที่ปรับตัวสูงขึ้น ปัจจัยดังกล่าวประกอบกับภาวะดอกเบี้ยที่ยังคงอยู่ในระดับสูง ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อกําลังซื้อของผู้บริโภคที่มีความระมัดระวังในการใช้จ่ายและมุ่งเน้นสินค้ากลุ่มบริโภคที่จําเป็นซึ่ง ให้ความคุ้มค่าด้านราคาเป็นหลัก
สําหรับสถานการณ์ต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์ ในไตรมาส 1 ปี 2569 ราคากากถั่วเหลืองในตลาดโลกปรับตัวลดลงเมื่อ เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามปริมาณผลผลิตที่เพิ่มสูงขึ้นในแถบอเมริกาใต้และสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ ความขัดแย้งระหว่างประเทศที่เกิดขึ้น ส่งผลกระทบต่อเนื่องต่อค่าระวางเรือปรับตัวสูงขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงต่อการ หยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งปัจจัยดังกล่าวอาจส่งผลกดดันให้ต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์ปรับตัวสูงขึ้นในระยะถัดไป
อุตสาหกรรมเนื้อสัตว์ยังคงเผชิญความท้าทายจากการปรับสมดุลของอุปทาน โดยเฉพาะในส่วนของธุรกิจสุกรที่ต้องรับมือ กับความผันผวนด้านผลผลิต เนื่องจากการแพร่ระบาดของโรคในสัตว์ที่ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในหลายภูมิภาค ซึ่ง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อปริมาณอุปทานในระบบและทําให้ระดับราคาในตลาดมีความผันผวนสูง
อุตสาหกรรมไก่เนื้อยังคงได้รับอานิสงส์จากการฟื้นตัวของความต้องการบริโภคที่แข็งแกร่ง ในฐานะโปรตีนทางเลือกหลักที่ ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงได้ง่ายและมีความคุ้มค่าด้านราคา
ในส่วนของอุตสาหกรรมอาหารมีการขยายตัวต่อเนื่องตามพฤติกรรมผู้บริโภคที่ต้องการความสะดวก ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์ อาหารพร้อมรับประทานได้รับความนิยมสูงขึ้น ควบคู่ไปกับการยกระดับมาตรฐานด้านความปลอดภัยทางอาหารและการ ตรวจสอบย้อนกลับที่เข้มงวดมากขึ้นตามแนวทางความยั่งยืนสากล
สำหรับไตรมาสที่ 1 ปี 2569 กําไรสุทธิในส่วนของบริษัทจํานวน 4,875 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 43 จากช่วงเดียวกัน ของปีก่อน ซึ่งโดยหลักเป็นผลมาจากราคาเนื้อสัตว์ที่ลดลงในหลายพื้นที่โดยเฉพาะประเทศไทยและจีน เป็นหลัก
ปัจจัยที่อาจมีผลต่อการดําเนินงานหรือการเติบโตในอนาคต
เศรษฐกิจโลกปี 2569 ยังคงเผชิญความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศที่ยืดเยื้อ ซึ่งส่งผลกระทบ ต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ต่อต้นทุนการดําเนินงาน โดยเฉพาะการปรับตัวสูงขึ้นของราคาพลังงานที่กระทบต่อต้นทุนการขนส่ง โดยตรง รวมถึงความเสี่ยงจากการขาดแคลนวัตถุดิบสําคัญที่ต้องนําเข้าจากต่างประเทศ อาทิ วัตถุดิบสําหรับบรรจุภัณฑ์ และเคมีภัณฑ์เกษตร ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันต่อต้นทุนการผลิตในภาพรวม บริษัทจึงมุ่งเน้นการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน อย่างใกล้ชิดเพื่อรองรับความผันผวนดังกล่าว
นอกจากนี้ บริษัทยังให้ความสําคัญกับการเฝ้าระวังความเสี่ยงจากโรคระบาดอุบัติใหม่ อาทิ ไวรัสฮันตา (Hantavirus) โดย มุ่งเน้นการบริหารจัดการความเสี่ยงเชิงรุกและรักษามาตรฐานสุขอนามัยที่เข้มงวด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค และรับประกันความต่อเนื่องของการดําเนินธุรกิจ