สำนักข่าวหุ้นอินไซด์(5พฤษภาคม 2569)------------นายณัฐพศิน เชฎฐ์อุดมลาภ รักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สเตลล่า เอ็กซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ STELLA เปิดเผยถึงทิศทางธุรกิจในปีนี้ว่า ภาพรวมที่ชัดเจนที่สุดคือความสำเร็จในการปรับโครงสร้างทางการเงิน โดยบริษัทยึดนโยบายลดภาระหนี้ระยะสั้นที่มีดอกเบี้ยสูง ผ่านการออกหุ้นกู้เพื่อบริหารต้นทุนทางการเงินให้มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้โครงสร้างเงินทุน แข็งแกร่งขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
“ด้านผลประกอบการทยอยฟื้นตัวต่อเนื่อง อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) ปรับตัวดีขึ้นจากการพัฒนาโครงการด้วยต้นทุนที่ควบคุมได้เอง แตกต่างจากอดีต มั่นใจว่าผลประกอบการปีนี้จะเห็นภาพการ Turnaround อย่างแน่นอน โดยจะลดขาดทุนสะสมเดิมและมีโอกาสพลิกกลับมาสร้างผลกำไรหากเป็นไปตามแผนกลยุทธ์ที่วางไว้” นายณัฐพศิน กล่าว

นายณัฐพศิน กล่าวว่า ในปี 2569 STELLA ได้ปรับพอร์ตโฟลิโอรายได้เพื่อให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจ โดยมีสัดส่วนเป้าหมายดังนี้:
ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ (60-70%) เน้นแปลงที่ดินในมือให้เป็นรายได้ ลดการเปิดโครงการขนาดใหญ่ที่ต้องใช้เงินทุนและแบงก์การันตีสูง โดยเตรียมนำที่ดินโซนเขาใหญ่กว่า 400-500 ไร่ มาพัฒนาโครงการ รวมถึงแบรนด์ระดับกลาง-บน อย่าง “Nova” (ราคา 4-6 ล้านบาท ในทำเลลาดกระบังและเวสต์เกต) และ “Astra” (ระดับไฮเอนด์ 10 ล้านบาทขึ้นไป) ซึ่งล่าสุดโครงการทำเลพระราม 2 จำนวน 8 ยูนิตสุดเอ็กซ์คลูซีฟ สามารถปิดการขายไปแล้ว 2 ยูนิต
ธุรกิจโรงแรมและบริการ (20%) เป็นกลุ่มธุรกิจดาวรุ่งที่บริษัทให้ความสำคัญสูงสุดในปีนี้ เนื่องจากใช้เงินลงทุนเพิ่มน้อย แต่สามารถสร้างกระแสเงินสดได้อย่างต่อเนื่อง (Recurring Income) โดยเฉพาะกลุ่มโรงแรมในเขาใหญ่ที่มีฐานลูกค้าในประเทศแข็งแกร่ง
ธุรกิจ Wellness และพลังงาน (5-7%) เป็นกลุ่มที่สร้างมูลค่าเพิ่มและรายได้ระยะยาวให้แก่บริษัท
สำหรับธุรกิจพลังงานภายใต้ “วิน เอนเนอร์จี้” บริษัทยังคงเดินหน้าขยายพอร์ตพลังงานสะอาด ปัจจุบันโครงการเดิมมีความเสถียรในการจ่ายไฟสูง และเพิ่งคว้าโครงการใหม่เพิ่มอีก 300 MW
นอกจากนี้ บริษัทยังเตรียมความพร้อมยื่นประมูลโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาดรอบใหม่กว่า 2,000 MW เพื่อบรรลุเป้าหมายระยะยาวในการมีกำลังการผลิตไฟฟ้า 3,000 MW ภายในปี 2040 พร้อมทั้งเริ่มศึกษาโอกาสการขยายตลาดในประเทศฟิลิปปินส์
นายณัฐพศินกล่าวว่า ล่าสุดบริษัทฯเปิดเสนอขายหุ้นกู้ อายุ 1 ปี 6 เดือน ให้ผลตอบแทน 7.3% ต่อปี ซึ่งถือเป็นระดับที่น่าสนใจและมีความเสี่ยงที่ควบคุมได้ โดยมีหลักทรัพย์ค้ำประกันสูงถึง 1.5 เท่าของมูลค่าหนี้
“ในยุคของทีมบริหารปัจจุบัน เรายืนยันว่า STELLA ไม่มีประวัติการผิดนัดชำระหนี้ และไม่มีการล่าช้า เราเลือกที่จะเผชิญหน้าและแก้ปัญหาโครงสร้างหนี้เพื่อรักษาสถานะของบริษัท แทนการเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ หากเกิดกรณีฉุกเฉิน กลุ่มบริษัทในเครือก็มีศักยภาพพร้อมที่จะเข้ามาสนับสนุน ดังนั้น นักลงทุนสามารถมั่นใจในเสถียรภาพและแผนการเติบโตของ STELLA ได้อย่างเต็มที่” นายณัฐพศิน กล่าวย้ำ