แนวโน้มสินทรัพย์ต่างประเทศ อัปเดตการลงทุนในภูมิภาคจาก Fund Flow
แรงขายจากนักลงทุนต่างชาติยังคงหนาแน่น แต่ชะลอลงเมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้า
ในสัปดาห์ที่ผ่านมา บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นเอเชียยังคงอยู่ในภาวะผันผวน โดยกระแสเงินทุนต่างชาติยังคงไหลออกจากตลาดหุ้นในภูมิภาคด้วยปริมาณมาก โดยมียอดขายสุทธิรวม 9,124 ล้านดอลลาร์ ชะลอลงบ้างจากสัปดาห์ก่อนหน้าที่เผชิญแรงขายมากถึง 12,982 ล้านดอลลาร์
แรงเทขายส่วนใหญ่ยังคงกระจุกตัวอยู่ในตลาดหุ้นเอเชียเหนือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งไต้หวันมียอดขายสุทธิ 5,072 ล้านดอลลาร์ และเกาหลีใต้มียอดขายสุทธิ 3,800 ล้านดอลลาร์ ส่วนตลาดหุ้นกลุ่ม TIP นั้นแรงขายกระจายตัวในทั้ง 3 ตลาด ได้แก่ตลาดหุ้นอินโดนีเซีย (-174 ล้านดอลลาร์) ฟิลิปปินส์ (-57 ล้านดอลลาร์) และไทย (-21 ล้านดอลลาร์)
Fund Flow ที่สะสมตั้งแต่ต้นปี: ตลาดหุ้นเกาหลีใต้เผชิญแรงขายมากที่สุด
เมื่อพิจารณาภาพรวมตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน จะเห็นได้ว่าแรงขายที่เร่งตัวขึ้นในช่วงหกสัปดาห์ที่ผ่านมาได้กดดันให้ Fund Flow ของตลาดหุ้นเอเชียอยู่ในสถานะขายสุทธิรวม 57,459 ล้านดอลลาร์ โดยแรงขายหลักยังคงกระจุกตัวอยู่ในตลาดหุ้นเกาหลีใต้ ซึ่งถูกนักลงทุนต่างชาติขายสะสมสูงถึง 36,893 ล้านดอลลาร์ ตามด้วยไต้หวันที่มียอดขายสะสม 19,448 ล้านดอลลาร์ และอินโดนีเซียที่มียอดขายสุทธิ 2,005 ล้านดอลลาร์
ในทางกลับกัน ตลาดหุ้นไทยและฟิลิปปินส์ยังคงสามารถรักษาสถานะเงินทุนไหลเข้าสุทธิสะสมตั้งแต่ต้นปีไว้ได้ โดยไทยมียอดซื้อสะสม 770 ล้านดอลลาร์ และฟิลิปปินส์ 119 ล้านดอลลาร์ ภาพดังกล่าวสะท้อนว่า แม้แรงขายต่างชาติจะกดดันตลาดหุ้นเอเชียใน วงกว้าง แต่กระแสเงินทุนยังไม่ได้ไหลออกสุทธิจากทุกตลาดในทิศทางเดียวกันทั้งหมด โดยบางประเทศยังพอได้รับแรงประคองจากเงินทุนที่ไหลเข้าสุทธิอยู่บ้าง
ภาพรวมรายอุตสาหกรรมและมุมมองการลงทุน
การประเมินพฤติกรรมการซื้อขายผ่าน Volume Flow Index ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ชี้ว่าแรงขายยังคงกระจายตัวออกไปในหลายตลาดและหลายกลุ่มอุตสาหกรรม สะท้อนถึงภาวะ broad-based de-risking กล่าวคือ นักลงทุนยังคงลดน้ำหนักความเสี่ยงของพอร์ตในภาพรวมจากความไม่แน่นอนในสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางต่อเนื่องจากสัปดาห์ก่อนหน้า
อย่างไรก็ตาม เรายังเห็นแรงซื้อในกลุ่มค้าปลีก ซึ่งเห็นสัญญาณแรงซื้อสะสมในตลาดหุ้นไทย อินโดนีเซีย และไต้หวัน โดยในตลาดหุ้นไทยและอินโดนีเซียเป็นการฟื้นตัวจากบริเวณ Mid-point และตลาดหุ้นไต้หวันเป็นการฟื้นตัวจากระดับ Oversold สะท้อนว่าเริ่มเกิดสัญญาณการซื้อสะสมหุ้นในลักษณะ Selective ในกลุ่มที่ปรับตัวลงมาก่อนหน้านี้แล้ว
สำหรับแนวโน้มในสัปดาห์นี้ของตลาดหุ้นไทย จากสัญญาณของ Volume Index เราประเมินว่ากลุ่มพลังงานและสาธารณูปโภค (Energy & Utilities) และกลุ่มธนาคาร ยังมีแนวโน้มโดดเด่นและอาจเป็นกลุ่มนำตลาด
แรงกดดันจากภูมิรัฐศาสตร์ยังคงอยู่ แต่ตลาดเริ่มมีแนวโน้มตอบรับข่าวเชิงบวกมากกว่าข่าวเชิงลบ
ในระยะสั้น ประเมินว่าสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางยังคงเป็นตัวแปรหลักที่กดดันกระแสเงินทุนในระดับภูมิภาค อย่างไรก็ดี แม้กระแสเงินทุนจะยังไม่น่าสามารถพลิกกลับมาเป็นบวกในสัปดาห์นี้ แต่คาดว่าแรงขายจะมีทิศทางชะลอตัวลง หลังจากนักลงทุนต่างชาติได้ขายสุทธิสะสมไปแล้วกว่า 58,365 ล้านดอลลาร์ในช่วง 7 สัปดาห์ที่ผ่านมา ทั้งนี้ หากสถานการณ์เริ่มมีพัฒนาการเชิงบวกหรือมีสัญญาณคลี่คลาย อาจกลายเป็น Catalyst สำคัญที่ดึงดูดเม็ดเงินให้ไหลกลับเข้ามา และหนุนการฟื้นตัวของตลาดหุ้นภูมิภาคได้อย่างมีนัยสำคัญ
สรุปภาพตลาดวานนี้ SET 7 เมย. ปิดบวก 10 จุด จากแรงซื้อหุ้นโรงกลั่น TOP SPRC BCP ปิโตรเคมี PTTGC IVL SCC และหุ้นพลังงานต้นน้ำ PTTEP PTT ส่วนหุ้นลบแย่กว่าตลาด จากเรื่องเฉพาะตัว เช่น TIDLOR (ผู้บริหารและผู้ก่อตั้งลาออก) นอกนั้นแกว่งออกข้าง พร้อมวอลุ่มที่ลดลง สะท้อนนักลงทุนชะลอเล่นหุ้น รอลุ้นผลลัพธ์เส้นตาย “ทรัมป์”
แนวโน้มตลาดวันนี้ หยุดยิง 2 อาทิตย์-กลับสู่โต๊ะเจรจา
คาดหุ้นไทยเตรียมบวก ระยะสั้นกลับสู่โหมดเล่นหุ้นของเราตามปกติ เมื่อ สหรัฐฯ- อิหร่าน ยอมถอย หาทางลงด้วยการเจรจา ผ่าน 10 เงื่อนไขที่อิหร่านร้องขอ ด้านอเมริกาหยุดยิงชั่วคราว เพื่อหารือข้อยุติ แต่จากเงื่อนไขเบื้องต้น คาดอาจใช้เวลาเจรจานานกว่า 2 สัปดาห์ ทำให้เรากลับมาแนะนำ การเลือกหุ้นไทยเล่นตามโมเมนตั้มเดิมที่เราแนะ...
ถือหุ้นตามพอร์ตที่เราแนะนำ Let profit run และเราจะหาหุ้นเล่นเพิ่มตามการหมุนกลุ่มที่เราแนะนำ เช่น หุ้นกลุ่มถัดไปที่จะได้อานิสงส์ ฟื้นฟูโรงงานหลังสงคราม, พลังงานทดแทน, นิคมอุตสาหกรรมจากการต่อยอดธุรกิจที่เชื่อมโยงการดึงเม็ดเงินลงทุน เมื่อแกนโลกด้านความมั่นคงพลังงาน, อุตสาหกรรม AI ดาต้าเซ็นเตอร์ หมุนออกจากตะวันออกกลาง และหุ้นปัจจัย4
ส่วนหุ้นด้อย (Underperform) วันนี้ คาดหุ้น พลังงาน น้ำมัน ปิโตร โรงกลั่น จากสถานการณ์สงครามที่ดีขึ้น กดดันราคาน้ำมันดิบโลก
กลยุทธ์การลงทุน กลยุทธ์การลงทุนช่วงนี้ สะสมหุ้นเมื่อราคาย่อลง เน้นไปที่หุ้นผลตอบแทนเงินปันผลสูง หุ้นที่มีการปรับเพิ่มประมาณการกำไร และ เพิ่มการเล่นหุ้นตามกระแสการเก็งกำไร
วิเคราะห์ทางเทคนิค SET Index กำลังเผชิญกับบททดสอบสำคัญท่ามกลางมรสุมข่าวสู้รบในตปท. แต่ภาพรวมยังสะท้อนความแข็งแกร่งของโครงสร้างราคา
Support Test: ดัชนีลงไปทำจุดต่ำสุดของวันที่ 1,449 จุดหรือแนวรับจิตวิทยาที่ 1,450 จุด ได้อย่างแม่นยำ ก่อนที่จะเกิดแรงซื้อกลับ ดันราคาขึ้นมาปิดสูง สะท้อนว่า "SET Index โชว์ความแกร่ง" และมีแนวรับที่เหนียวแน่นมากในโซนนี้
RSI: เริ่มการยกฐานสูงขึ้น (Higher Low) บ่งบอกถึงโมเมนตัมที่เริ่มฟื้นตัวจากภาวะพักฐาน
Candlestick: แท่งเทียนวันนี้เกิดรูปแบบ Hammer หรือ Long Lower Shadow ซึ่งเป็นสัญญาณ Reversal
แนวรับสำคัญ: 1,450 จุด (โซนที่ดัชนีพิสูจน์แล้วว่าเหนียวแน่น) แนวต้านสำคัญ: 1,480 จุด (ผ่านได้จะยืนยันการเปลี่ยนเทรนด์เป็นขึ้น)
กลยุทธ์ทางเทคนิค: "ย่อซื้อ-ไม่ไล่ราคา": จากการที่แนวรับ 1,450 จุดทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ จุดได้เปรียบคือการสะสมหุ้นเมื่อดัชนีเข้าใกล้แนวรับดังกล่าว โดยเน้นหุ้นพื้นฐานดี กำไรดี และ ปันผลสูง เช่น GULF, WHA, TRUE (หุ้นแนะนำวันนี้)
ปล. "วินัยในการวางจุด Stop Loss และการโฟกัสหุ้นที่กราฟสวย-พื้นฐานแกร่ง จะเป็นกุญแจสำคัญในสัปดาห์นี้ครับ"
What to watch คลังเข็น พ.ร.ก. กู้ 1.5 แสนล้านพยุงกองทุนน้ำมัน-เพิ่มเงินบัตรคนจนเข้า ครม. 11 เม.ย.นี้
7 มาตรการเร่งด่วนบรรเทาผลกระทบจากราคาน้ำมันแพงและค่าครองชีพให้กับประชาชน โดยเฉพาะมาตรการเพิ่มวงเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอีกเดือนละ 100 บาท เป็น 400 บาท ซึ่งในส่วนนี้จะใช้งบประมาณ 1.3 พันล้านบาท และมาตรการดูแลระบบขนส่ง โดยช่วยเหลือกลุ่มรถบรรทุก รถโดยสาร และมอเตอร์ไซด์รับจ้าง วงเงิน 1.6 พันล้านบาท ทั้งสองมาตรการมีระยะเวลาดำเนินการ 30 วัน
เสนอออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้กระทรวงการคลังค้ำประกันเงินกู้ วงเงิน 1.5 แสนล้านบาทให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ตอนนี้กองทุนน้ำมันฯ ติดลบแล้วราว 5 หมื่นล้านบาท ดังนั้น จะมีช่องว่างเหลืออีก 1 แสนล้านบาท
โครงการคนละครึ่ง พลัส เฟส 2 น่าจะเสนอให้ที่ประชุม ครม. พิจารณาได้เร็วสุดภายในวันที่ 21 เม.ย.69
*สภาความมั่นคงอิหร่านออกแถลงการณ์หยุดยิงกับสหรัฐฯ เป็นเวลา 2 สัปดาห์
"การเจรจาเหล่านี้จะเริ่มต้นขึ้น ณ กรุงอิสลามาบัด โดยยังคงมีความไม่ไว้วางใจต่อฝ่ายสหรัฐฯ อย่างเต็มที่ และอิหร่านจะจัดสรรเวลา 2 สัปดาห์สำหรับการเจรจานี้ โดยระยะเวลาดังกล่าวสามารถขยายออกไปได้ตามการตกลงของทั้งสองฝ่าย
ด้าน ปธน.ทรัมป์ได้โพสต์คำประกาศดังกล่าวบนทรูธ โซเชียล ซึ่งมีเนื้อหาดังนี้
"จากการสนทนากับนายกรัฐมนตรี เชห์บาซ ชารีฟ และจอมพล อาซิม มูนีร์ แห่งปากีสถาน ซึ่งทั้งสองท่านได้ร้องขอให้ผมยับยั้งกองกำลังที่มีประสิทธิภาพการทำลายล้างซึ่งถูกส่งไปยังอิหร่านในคืนนี้ และภายใต้เงื่อนไขที่ว่าสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านตกลงที่จะเปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างสมบูรณ์ ทันที และอย่างปลอดภัย ผมจึงตกลงที่จะระงับการทิ้งระเบิดและการโจมตีอิหร่านเป็นระยะเวลา 2 สัปดาห์"
"นี่จะเป็นการหยุดยิงแบบทวิภาคี! เหตุผลที่ดำเนินการเช่นนี้ เนื่องจากเราได้บรรลุและดำเนินการเกินเป้าหมายทางทหารทั้งหมดแล้ว และเรามีความคืบหน้าอย่างมากในข้อตกลงเกี่ยวกับสันติภาพระยะยาวกับอิหร่าน และสันติภาพในตะวันออกกลาง"
"เราได้รับข้อเสนอ 10 ข้อจากอิหร่าน และเชื่อว่านี่เป็นพื้นฐานที่สามารถนำมาใช้ในการเจรจาได้ ประเด็นข้อขัดแย้งเกือบทั้งหมดในอดีตได้รับการตกลงระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านแล้ว แต่ระยะเวลา 2 สัปดาห์จะช่วยให้ข้อตกลงนี้เสร็จสมบูรณ์และบรรลุผลสำเร็จ"
"ในนามของสหรัฐอเมริกา ในฐานะประธานาธิบดี และในฐานะตัวแทนของบรรดาประเทศในตะวันออกกลาง ถือเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ปัญหาเรื้อรังยาวนานนี้ใกล้จะได้รับการแก้ไข ขอขอบคุณที่ให้ความสนใจในเรื่องนี้!"
หุ้นแนะนำวันนี้
WHAUP หุ้นขายน้ำขายไฟให้นิคม เชื่อมโยงนิคมอุตสาหกรรมผ่านการขยายพื้นที่อุตสาหกรรมการผลิตพลังงานหมุนเวียน เช่น แบตสำรองไฟ รถไฟฟ้า โซลาร์ฟาร์ม ดาต้าเซนเตอร์ที่มาพร้อมกับ Direct PPA
แนวรับ 4.40 ต้าน 4.74 Stop loss 4.3
รายงานพื้นฐานวันนี้
Econ update
อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือน มี.ค. 2026 หดตัว 0.08% ต่ำกว่าคาด
อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือนมีนาคม 2026 หดตัว -0.08% YoY ต่ำกว่าที่ตลาดคาด (Bloomberg consensus: +0.2%) ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปไตรมาส 1 อยู่ที่ -0.54% YoY ส่วนหนึ่งมาจากแรงกดดันด้านราคาหมวดพลังงาน และอีกส่วนหนึ่งสะท้อนแรงกดดันด้านอุปสงค์ที่ยังอ่อนแรง ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐานยังขยายตัวได้ที่ +0.57% YoY อย่างไรก็ดี เริ่มเห็นสัญญาณการส่งผ่านต้นทุนพลังงานที่ทยอยสู่ราคาสินค้าและบริการบางหมวด และต้องจับตาการเร่งตัวของเงินเฟ้อในไตรมาส 2 ปี 2026 จากการลอยตัวราคาน้ำมันดีเซล
แม้ผลกระทบจากราคาน้ำมันยังไม่สะท้อนชัดในภาพรวม แต่ราคาหลายหมวดเริ่มปรับขึ้น MoM เช่น อาหารสด ขนส่ง ค่าโดยสาร และพลังงาน สะท้อนว่าแรงกดดันต้นทุนเริ่มไหลเข้าสู่ระบบราคา โดยเฉพาะในหมวดที่อ่อนไหวต่อค่าขนส่งและโลจิสติกส์ อย่างไรก็ดี การปรับขึ้นราคาสินค้าและบริการในเดือนมีนาคม 2026 ยังอยู่ในวงจำกัดและยังไม่กระจายในวงกว้าง
ทิศทางอัตราเงินเฟ้อทั่วไปไทยในระยะถัดไปมีแนวโน้มเร่งขึ้นจาก Cost-push inflation โดยหากราคาดีเซลอยู่ที่ 50–55 บาท/ลิตร เป็นระยะเวลา 1 เดือน อัตราเงินเฟ้อทั่วไปปี 2026 อาจขึ้นสู่ 1.4–1.5% (กรณีฐาน)
กลุ่มพลังงาน (Tactical Idea)
คลายความกังวลประเด็นราคาหน้าโรงกลั่น
หลังคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติอนุมัติปรับลดราคาหน้าโรงกลั่นของดีเซล B7 และ B20 ลง 2 บาท/ลิตร ช่วยคลายความกังวลเดิมของตลาดเกี่ยวกับความเสี่ยง “การคุมค่าการกลั่น” (refining margin cap) และทำให้ธีม trading ในกลุ่มโรงกลั่นกลับมาอีกครั้ง โดยเฉพาะในช่วงที่ GRM ยังอยู่ในระดับสูงจากปัจจัยสงคราม ประเด็นสำคัญคือมาตรการนี้ “ไม่ได้รุนแรงอย่างที่ตลาดกังวล” และไม่ได้สะท้อนการกำหนดเพดานที่ 3-4 บาท/ลิตร ในเชิงพื้นฐาน ผลกระทบต่อกำไรของกลุ่มโรงกลั่นถือว่าจำกัด โดยประเมิน opportunity loss เพียงราว 200 ล้านบาทต่อบริษัท ขณะที่ diesel crack spread ยังอยู่ในระดับสูงมาก (มากกว่า US$100/bbl จากข้อมูลล่าสุด) ทำให้ภาพกำไรยังแข็งแรง และไม่มี downside ต่อประมาณการปี 2026 ซึ่งอิง GRM ที่ conservative เพียง US$5/bbl เท่านั้น
Investment action: ยังคงมุมมอง tactical trading ในกลุ่มโรงกลั่น โดยให้ SPRC และ TOP เป็น top picks จากพื้นฐานที่แข็งแรง
Commodities Tracker
GRM ปรับตัวขึ้นต่อตามมาด้วยราคาถ่านหิน
ในภาพรวม สัปดาห์ที่ผ่านมา GRM ปรับตัวขึ้นแรงที่สุดจาก crack spread ที่ขยายตัวในทุกผลิตภัณฑ์ Singapore GRM ปรับเพิ่มอีก $35.47 WoW ไปที่ $44.43/bbl ขณะที่ราคาถ่านหินปรับขึ้นตามมา ส่วนราคาน้ำมันดิบกลับปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ WoW จากความหวังต่อการเจรจายุติความขัดแย้ง ขณะที่ chemical spreads ส่วนใหญ่ถูกกดดันจากต้นทุน naphtha ที่เพิ่มขึ้นเร็วกว่าราคาผลิตภัณฑ์ สะท้อน margin ที่ยังถูก squeeze ในกลุ่มปิโตรเคมี ขณะที่ค่าระวางเรือปรับขึ้นเล็กน้อย โดย Baltic Dry Index เพิ่มขึ้น 1% WoW และ World Container Index ขยับขึ้น marginally สะท้อนแรงตึงตัวใน shipping โดยเฉพาะ tanker segment
Investment action: ในเชิงกลยุทธ์ เหตุการณ์นี้เปิดโอกาส “trading play” หลายกลุ่ม โดยฝั่ง upstream อย่าง PTTEP ได้อานิสงส์จากราคาน้ำมัน ฝั่งถ่านหินอย่าง BANPU ได้แรงหนุนจาก demand shift ขณะที่โรงกลั่นได้ประโยชน์จาก GRM ที่ขยายตัว ส่วนกลุ่มปิโตรเคมีอย่าง IVL และ PTTGC มีโอกาสฟื้นจาก supply tightness แม้ระยะสั้น margin ยังถูกกดดัน
ขณะเดียวกันการพุ่งขึ้นของค่าระวาง โดยเฉพาะ tanker rates ทำให้กลุ่มเดินเรืออย่าง PRM PSL RCL TTA เป็นอีกหนึ่ง tactical play ในระยะสั้น
CPAXT
ซีพี แอ็กซ์ตร้า
อัตรากำไรขั้นต้นยังถูกกดดัน
1Q26 คาดกำไรหลักอยู่ที่ 2.4 พันล้านบาท ลดลง 9% YoY และ 6% QoQ ซึ่งการอ่อนตัว YoY มาจาก sales mix ที่เปลี่ยนไปสู่สินค้า dry food ที่ margin ต่ำกว่า รวมถึง stock loss ของ Lotus’s Thailand ขณะที่ QoQ ที่ลดลงเป็นผลจาก seasonality SSSGเริ่มกลับมาเล็กน้อย (makro +0.5% และ Lotus’s ทรงตัว) จาก demand การกักตุนสินค้าในเดือนมีนาคม ใน 2Q26 แม้ SSS มีแนวโน้มดีขึ้นทั้ง wholesale และ retail จากทั้ง pre-stocking demand และอากาศร้อนที่หนุนยอดขายเครื่องดื่มและเครื่องใช้ไฟฟ้า แต่กำไรยังมีแนวโน้มถูกกดดันทั้ง YoY และ QoQ จากสองปัจจัยหลัก ได้แก่ ค่าใช้จ่ายเริ่มต้นของโครงการ Happitat และผลกระทบเต็มไตรมาสของต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ซึ่งจากการประเมิน ทุกการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมัน 10 บาท/ลิตร จะเพิ่มต้นทุนราว 80 ล้านบาทต่อปี
Investment action: เรายังคงคำแนะนำ ถือ
KTC
บัตรกรุงไทย
3 เหตุผลแนะนำซื้อ KTC
1) คุณภาพสินทรัพย์แข็งแกร่ง รองรับความเสี่ยงได้ดี เพราะมี loan-loss coverage ratio สูงถึง 425% ณ สิ้นปี 2025 ในขณะเดียวกันก็เข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อมากว่า 2 ปีแล้วด้วย ทำให้คุณภาพสินทรัพย์ของลูกค้าใหม่ๆดีขึ้น อีกทั้ง ลูกค้าของ KTC ส่วนใหญ่ก็เป็นลูกค้าที่มีฐานเงินเดือน และไม่ได้รับผลกระทบจากประเด็นสงครามมากนัก
2) Valuation metrics ถูกมากแล้ว ปัจจุบัน KTC ซื้อขายที่ PBV/ROE ratio ที่ 0.093 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่มธนาคารอยู่มาก และปัจจุบัน KTC ก็ให้ dividend yield สูงถึง 6.3% แล้ว
3) เราคาดกำไร 1Q26 ที่ 2 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% YoY (credit cost ลดลง) แต่ลดลง 3% QoQ (credit cost และ cost to income ratio ปรับเพิ่มขึ้น) ขณะที่แนวโน้มกำไรสุทธิปี 2026 จะขึ้นทำ new high ที่ 8 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% YoY จากสินเชื่อเติบโตและ NIM ขยายตัวได้เล็กน้อย
เชิญนักลงทุนมารับฟังข้อมูลกันได้ในวันที่ 9 เม.ย. เวลา 10.00 น. ในงานอีเวนท์ From policy to pocket
สรุปประเด็นจาก Quick take
CPF
เจริญโภคภัณฑ์อาหาร ราคาเนื้อสัตว์ขึ้น หนุนการฟื้นตัวกำไร QoQ
ราคาหมูในประเทศไทยปรับขึ้นเป็น 70 บาทต่อกก.ในปัจจุบัน จากค่าเฉลี่ย 60 บาท ใน 1Q26 จากปริมาณ supply ที่ลดลง ขณะที่ราคาหมูในประเทศเวียดนามยืนสูงที่ VND65-70kต่อกก. ตั้งแต่ 1Q26 จนถึงปัจจุบัน
View from fundamental: เรายังคงมีมุมมองเชิงบวกต่ออุตสาหกรรมอาหาร เนื่องจากเป็นธุรกิจที่แม้จะได้รับแรงกดดันจากต้นทุนและกำลังซื้อที่ชะลอตัว แต่ยังมีความสามารถในการทยอยส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาขายได้ในระดับหนึ่ง เราคงคำแนะนำ ซื้อเก็งกำไร CPF ที่ราคาเป้าหมาย Bt22.0
วิกิจ ถิรวรรณรัตน์ Tel. (662) 618-1336
นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน/ปัจจัยทางเทคนิค
นภนต์ ใจแสน นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน
ภูวดล ภูสอดเงิน, AISA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน