สำนักข่าวหุ้นอินไซด์ (31 มีนาคม 2569 )-----ฟิทช์ เรทติ้งส์ ระบุในงาน Thailand and Asia-Pacific Infrastructure Outlook 2026 ซึ่งจัดขึ้นในโอกาสครบรอบ 25 ปีของการจัดตั้งสำนักงานฟิทช์ เรทติ้งส์ ในประเทศไทย เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2544 ว่า ตลาดตราสารหนี้เพื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในประเทศไทยมีแนวโน้มขยายตัวในระยะกลาง จากปัจจัยหลายประการ เช่น การบริหารเงินทุนของธนาคารที่เข้มงวดมากขึ้น แรงกดดันต่อการใช้เงินลงทุนภาครัฐจากระดับหนี้สาธารณะที่สูง รวมถึงความต้องการจากนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศต่อสินทรัพย์ที่สร้างกระแสเงินสดที่มั่นคงในระยะยาว
นักวิเคราะห์อาวุโสของฟิทช์ และผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมการเงิน ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับแนวโน้มโครงสร้างพื้นฐานและพัฒนาการของการกู้ยืมนอกตลาด (Private Credit) ในประเทศไทยและภูมิภาค โดยคุณวินเซนต์ มิลตัน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) และคุณยิ่งยง นิลเสนา นายกสมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทยและอดีตประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ กล่าวเปิดงานในการประชุม
คุณ Sajal Kishore กรรมการผู้จัดการ หัวหน้าฝ่ายโครงสร้างพื้นฐานและการเงินโครงการ ประจำภูมิภาคยุโรป ตะวันออกกลาง แอฟริกา และเอเชียแปซิฟิก ของฟิทช์ เรทติ้งส์ กล่าวว่า สัดส่วนผู้ออกตราสารหนี้ด้านโครงสร้างพื้นฐานในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ที่ได้รับการจัดอันดับเครดิตโดยฟิทช์ยังอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ สะท้อนถึงปัจจัยด้านอุปทานและอุปสงค์ ทั้งนี้ ผู้กู้ในภาคโครงสร้างพื้นฐานจำนวนมากในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกยังสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนภายในประเทศโดยมีต้นทุนที่ต่ำ จากธนาคารและผู้ให้กู้ที่ไม่ใช่ธนาคาร จึงลดความจำเป็นในการออกตราสารหนี้ต่างประเทศ และจำกัดจำนวนธุรกรรมที่เข้าสู่การจัดอันดับเครดิต
ฟิทช์เลือกใช้หลักเกณฑ์การจัดอันดับเครดิตแบบ Project Finance แทนแบบ Corporate สำหรับตราสารหนี้โครงสร้างพื้นฐาน โดยพิจารณาจากลักษณะของสินทรัพย์ และที่สำคัญคือโครงสร้างหนี้และโครงสร้างธุรกรรม โดยการจัดอันดับเครดิตแบบ Project Finance มักจะใช้สำหรับสินทรัพย์ที่มีความจำเป็นต่อระบบเศรษฐกิจหรือมีลักษณะกึ่งผูกขาด รองรับด้วยสัญญาระยะยาว และโครงสร้างที่คุ้มครองเจ้าหนี้ ซึ่งมักมีการแยกความเสี่ยงจากการล้มละลาย ขณะที่ผู้ออกตราสารแบบ Corporate มักเผชิญการแข่งขันมากกว่า และโดยทั่วไปมีเงื่อนไขหนี้ที่คุ้มครองเจ้าหนี้น้อยกว่า การวิเคราะห์แบบ Project Finance พิจารณาอัตราส่วนความสามารถในการชำระหนี้ (debt service coverage ratio) หรืออัตราส่วนความครอบคลุมตลอดอายุโครงการ (project life coverage ratio) เพื่อประเมินความสามารถของกระแสเงินสดในการรองรับหนี้ที่ทยอยครบกำหนดชำระคืน ส่วนการวิเคราะห์แบบ Corporate จะมุ่งเน้นไปที่อัตราส่วนหนี้สิน เช่น หนี้สินสุทธิต่อกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย (net debt/EBITDA)
ในการเสวนาหัวข้อ “พัฒนาการของโครงสร้างพื้นฐาน กองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) และการกู้ยืมนอกตลาด” ผู้ร่วมอภิปรายประกอบด้วย คุณ Jacob Samuel กรรมการผู้จัดการ หัวหน้าฝ่ายเครดิตประจำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Ares Management Singapore; คุณอนุสรณ์ ศิริกิจพาณิชย์กูล ผู้อำนวยการอาวุโสและหัวหน้าฝ่าย External Fund Management และ Private Market กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ; คุณธนพจน์ ภาคสุวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มธุรกิจลูกค้าสถาบันและธุรกิจขนาดใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน); และคุณโอบบุญ ถิรจิต ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายจัดอันดับเครดิตภาคอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐาน บริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย)
คุณโอบบุญกล่าวว่า ประเทศไทยมีแผนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่มีขนาดใหญ่ในหลายด้าน เช่น ระบบขนส่งมวลชน ระบบราง ถนน และท่าเรือ ซึ่งมีความสำคัญต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศและการเชื่อมโยงการค้าระดับภูมิภาค อย่างไรก็ตาม การออกตราสารหนี้เพื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานยังมีจำนวนจำกัด เนื่องจากที่ผ่านมาโครงการส่วนใหญ่ได้รับเงินทุนจากธนาคารและภาครัฐ ทำให้นักลงทุนสถาบัน เช่น บริษัทจัดการกองทุน บริษัทประกัน และกองทุนเพื่อการบำนาญ มีโอกาสลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานภายในประเทศไม่มากนัก ฟิทช์คาดว่าสถานการณ์ดังกล่าวจะเริ่มเปลี่ยนไปในระยะกลาง พร้อมกับการเติบโตของตราสารหนี้โครงสร้างพื้นฐาน