สำนักข่าวหุ้นอินไซด์ (10 มีนาคม 2569 )-----2026 คือปีแห่งบททดสอบของจริง เมื่อทั้งโลกต้องเผชิญหน้ากับ “Perfect Storm” จากการบรรจบกันของสงครามและจุดเปลี่ยนทางเทคโนโลยี การเกิด “Multiple Black Swans” ทำให้ความตระหนกแผ่ขยายไปทั่วกระดานเทรด ทดสอบความแกร่งของทุกสินทรัพย์ ทว่าท่ามกลางความผันผวนนี้ เรากลับเริ่มเห็นสัญญาณบวกจากบิตคอยน์ที่ไม่ได้ร่วงดับเหมือนครั้งสงครามยูเครน และความสัมพันธ์ correlation ระหว่างบิตคอยน์กับหุ้นเทคที่น่าสนใจ เป็นอะไรใหม่ๆ ที่พิสูจน์ตัวเองว่าเป็นสินทรัพย์เสี่ยงที่เติบโตได้แม้ในภาวะฝุ่นตลบทางเศรษฐกิจและการเมือง
จุดจบทฤษฎีเดิม หรือสงครามทำอะไรคริปโตไม่ได้?
หากย้อนกลับไปไม่กี่ปี ข่าวความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์หรือการแบนบิตคอยน์จากประเทศมหาอำนาจมักตามมาด้วยภาวะตลาดแตก แดงทั้งกระดานทันที แต่ 2026 นี้ สินทรัพย์ดิจิทัลกำลังเขียนกฎเกณฑ์ใหม่ๆ ขณะที่ดัชนีหุ้นกลุ่ม SME หรือ Nasdaq ย่อตัวลงตามสถานการณ์โลกที่ตึงเครียด แต่บิตคอยน์กลับโชว์ความแข็งแกร่งด้วยการย่อตัวเล็กน้อยก่อนดีดกลับขึ้นไปยืนเหนือระดับ 70,000 ดอลลาร์
คุณนิรันดร์ ฟูวัฒนานุกูล, CFA, ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ไบแนนซ์ ทีเอช บาย กัลฟ์ ไบแนนซ์ มีมุมมองต่อเรื่องนี้ว่า “ตลาดดูเหมือนจะ Price-in ข่าวร้ายไปมากแล้ว เราเห็น Bitcoin ดีดตัวกลับราว 6-7% หลังจากที่ราคาทิ้งตัวลงมาตั้งแต่ช่วงเดือนตุลาคมจนเข้าสู่ภาวะ oversold อย่างหนักในทางเทคนิค จนกลายเป็นจุดดึงดูดแรงเก็งกำไรมหาศาล
สิ่งที่ต่างไปในรอบนี้คือ Institutional Demand หรือแรงซื้อจากสถาบันที่รอช้อนซื้ออย่างชัดเจน เราเห็นเม็ดเงินจาก ETF Flow เริ่มไหลกลับเข้ามาอีกครั้งในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งสอดคล้องกับการฟื้นตัวของราคา สะท้อนว่านักลงทุนสถาบันอาจมองเห็นสัญญาณบางอย่างและเริ่มกลับมาสะสม แม้ว่าเม็ดเงินไหลเข้าจะยังไม่เท่าปีที่ผ่านมา และยังไม่สามารถซ่อมแซมความเสียหายของโครงสร้างราคา (Price Structure) ได้ทั้งหมดในทันที แต่นี่คือแรงส่งสำคัญที่จะช่วยประคองและผลักดันราคาสินทรัพย์ในระยะสั้นให้ผ่านพ้นช่วงฝุ่นตลบนี้ไปได้”
แรงส่งยังมี แต่คลื่นใต้น้ำยังเชี่ยว: ส่องปัจจัย “บวก-ลบ” ปี 2026
โลกการเงินปี 2026 สินทรัพย์ดิจิทัลไม่ได้วิ่งตามอารมณ์ตลาดเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป ข้อมูลจาก Binance Full-Year Report 2025 เผยว่า มีความเป็นไปได้ว่าจะถูกขับเคลื่อนด้วย Policy Triumvirate สูตรผสมที่มักเกิดขึ้นในช่วงตลาดวิกฤต แรงกระตุ้นจากฝั่งสหรัฐฯ ที่หากเป็นตามสูตรนี้จะช่วยอัดฉีดสภาพคล่องขนานใหญ่ที่ทำให้นักลงทุนเริ่มกลับมามีความหวัง
- Fiscal stimulus: กิจกรรมที่กระตุ้นเงินเข้าสู่ระบบการเงินอเมริกา ไม่ว่าจะเป็นการคืนภาษี (tax refund) หรือนโยบายลดภาษีนิติบุคคลในกลุ่ม AI/Tech, การฉีดเงินเข้าระบบกว่า $225B ต่อปีจากการขยายงบดุลของ Fed ช่วยดัน earning และความเชื่อมั่นให้พุ่งสูงขึ้น
- Monetary easing: การคาดการณ์ว่าจะมี rate cut 2 ครั้ง และการที่ global M2 ทำ ATH คือสัญญาณว่าสภาพคล่องในระบบยังมีมหาศาล และโอกาสที่เงินจะ rotate กลับมาที่สินทรัพย์อื่น หนึ่งในนั้นอาจเป็นสินทรัพย์ดิจิทัล
- Deregulation: ตลาดคริปโตวันนี้รันด้วย policy เป็นหลัก อย่างการที่รัฐบาลชุดใหม่ของสหรัฐฯ มีแนวโน้มลดข้อจำกัดด้านเงินทุนใน Wall Street ซึ่งจะช่วยปลุกกิจกรรมการควบรวมกิจการ (M&A) และการขายหุ้น IPO กลับมาคึกคักอีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม ยังมีความเสี่ยงที่ไม่ควรมองข้าม
- ศึกชิงสภาพคล่อง บอนด์ยังเป็นคู่แข่งตัวฉกาจ แม้ Fed จะลดดอกเบี้ยลงไปแล้วถึง 75bps แต่สิ่งที่น่ากังวลคือ Bond Yield 10 ปีที่ยังอยู่ที่ระดับ 4.13% สะท้อนภาพภาวะ 'Sticky Inflation' หรือเงินเฟ้อฝังตัว ทำให้ Yield ระยะยาวไม่ยอมลง ส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินในระยะยาวยังคงตึงตัว และกลายเป็น Opportunity cost ก้อนใหญ่ที่คอยดึงเม็ดเงินไม่ให้ไหลเข้าสู่สินทรัพย์ดิจิทัลได้อย่างเต็มที่
- Tech correlation ปัจจุบันเริ่มเห็น correlation ระหว่างคริปโตกับหุ้นเทค หากการลงทุนใน AI มูลค่ามหาศาลกว่า $611B ไม่สามารถสร้างผลตอบแทนได้ตามเป้า เริ่มมีความกังวลของ AI bubbles และแรงกระแทกนี้จะส่งผลถึงตลาดคริปโตอย่างเลี่ยงไม่ได้
- Regulatory fragmentation กฎหมายในแต่ละภูมิภาค (MiCA ในยุโรป, สหรัฐฯ และเอเชีย) ยังไม่ Sync กัน จึงยังมีความเหลื่อมล้ำในข้อกฎหมาย กฎระเบียบที่ต่างกันทำให้สภาพคล่องทั่วโลกถูกแบ่งแยก ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเกิดวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ที่รุนแรง อาจเกิดภาวะ “Dash for Cash” หรือการเทขายทุกอย่างเพื่อถือเงินสด ซึ่งอาจกระทบไปถึงเสถียรภาพของ Stablecoin ได้
2026 Strategic Outlook พลิกกระดานเศรษฐกิจดิจิทัล เมื่ออำนาจรัฐและเม็ดเงินสถาบันกำหนดทิศทางลงทุนโลก
ภาพใหม่ในปี 2026 ระบบการเงินโลกกำลังถูกจัดระเบียบด้วยอำนาจรัฐและเม็ดเงินสถาบัน นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญของโลกสินทรัพย์ดิจิทัล จากสนามเก็งกำไรสู่โครงสร้างพื้นฐานหลักของเศรษฐกิจโลก
ดร.กร พูนศิริวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกลยุทธ์และผู้อำนวยการโครงการ Binance TH Academy, ไบแนนซ์ ทีเอช บาย กัลฟ์ ไบแนนซ์ เล่าถึงเทรนด์โครงสร้างการเงินยุคใหม่ที่กำลังจะมา “จุดเปลี่ยนแปลงในโลกการเงินไม่ได้อยู่แค่ตัวเทคโนโลยีเท่านั้น จุดชี้ขาดที่จะให้สิ่งนี้เข้าสู่ระดับแมสได้จริง คือการจัดการเรื่อง UX Distribution ต่อไปเราจะเห็นภาพธนาคารหันมาใช้ Stablecoin เป็นระบบเบื้องหลังในการโอนเงินเพื่อความรวดเร็วและตรวจสอบได้ โดยที่ผู้ใช้งานไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ถือครองโดยตรง (Not 1st hands) ตัวอย่างที่เห็นชัดคือการที่แบงก์ชาติเริ่มขับเคลื่อน Programmable Payment ซึ่งเปิดทางไปสู่ THB Stablecoin ที่มีมูลค่า 1:1 และมีความน่าเชื่อถือสูงจากการหนุนหลังด้วยเงินในระบบธนาคารจริง การเปลี่ยนแปลงระดับโครงสร้างที่เน้นการใช้งานที่ง่ายและจับต้องได้แบบนี้เอง จะเป็นแรงส่งสำคัญที่ทำให้ธีม Tokenization ในสินทรัพย์อื่นๆ เติบโตอย่างก้าวกระโดด”
“Mckinsey เผย Tokenization จะโต 50% ทุกปีจนถึง 2030 เทคโนโลยีจะเข้ามาแก้ปัญหาความล่าช้าของระบบ Settlement เดิมได้อย่างตรงจุด เมื่อทุกอย่างถูกทำให้ใช้งานง่ายและมีกฎหมายรองรับ เราจึงจะได้เห็นตลาดที่มีเสถียรภาพและมีการใช้งานจริงในวงกว้างอย่างแท้จริง” คุณนิรันดร์ เสริม
- เมื่อการเมืองและการเงินเป็นเรื่องเดียวกัน: ตลาดลงทุนวันนี้เป็น policy-driven market พาดหัวข่าวใหญ่ด้านนโยบายมีผลมากกับความรู้สึกของนักลงทุน เรียกว่าเป็น market run the headlines การขึ้น-ลดภาษีของทรัมป์ reflect ตลาดเร็วมาก การพยายามเข้าควบคุมกลไกของธนาคารกลาง (Central Bank Control) และการผลักดัน Big Beautiful Bill เพื่ออัดฉีดเงินเข้าระบบ คือสัญญาณชัดเจนว่ารัฐบาลต้องการใช้คริปโตและนโยบายการเงินเป็นเครื่องมือต่อรองอำนาจ
- การเกิด Energy displacement เมื่อเทคโนโลยีเอไอเติบโตอย่างก้าวกระโดดและใช้พลังงานมหาศาลยิ่งกว่าการขุดบิตคอยน์ เรื่อง AI Datacenter จึงกลายเป็นขุมทรัพย์สำหรับโลกยุคใหม่
- จาก “ร่างนโยบาย” สู่ “ภาคปฎิบัติ”: กฎหมายสินทรัพย์ดิจิทัลชัดเจนมากขึ้น นำโดยสหรัฐฯ ที่เริ่มบังคับใช้ GENIUS Act เพื่อสร้างมาตรฐาน DeFi และ Stablecoin ให้ชัดเจน ขณะที่ยุโรปเข้าสู่โค้งสุดท้ายของการบังคับใช้ MiCA ทั่วทั้งภูมิภาค แต่จุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดคือการปฏิรูปภาษี (Tax Reform) ที่เริ่มลดหย่อนเกณฑ์สำหรับธุรกรรมรายวัน (De Minimis Exemption) เพื่อขจัดอุปสรรคในการใช้คริปโตชำระเงินจริง ส่งผลให้โครงสร้างพื้นฐานด้านกฎหมายในปีนี้กลายเป็นทางด่วนที่เชื่อมโยงโลกการเงินดิจิทัลเข้ากับเศรษฐกิจกระแสหลักได้รวดเร็วขึ้น
- โครงสร้างพื้นฐานทางการเงินยุคใหม่ขับเคลื่อนด้วย 3 แกนหลักคือ สถาบัน, stablecoins, และ Tokenization ฝั่งผู้ออกนโยบายเริ่มให้การยอมรับผ่านกฎหมายที่ชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะการพัฒนา Programmable Payment และ THB Stablecoin ที่มีเงินบาทหนุนหลังแบบ 1:1 ซึ่งจะเข้ามาเป็น Backbone ช่วยให้โลกการเงินไปไวได้มากกว่าเดิม ปรากฏการณ์นี้ไม่เพียงแต่จะช่วยลดความผันผวนของตลาดจากการเข้ามาของเม็ดเงินสถาบัน แต่ยังเป็นการพิสูจน์ว่าสินทรัพย์ดิจิทัลได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจจริงที่ใช้งานได้จริงอย่างยั่งยืน
- Corporate Treasury หรือการถือครองบิตคอยน์ในฐานะสินทรัพย์สำรองขององค์กร เราเริ่มเห็นการแยกตัวระหว่างสถาบันขนาดใหญ่ที่มีงบดุล (Balance Sheet) แข็งแกร่ง ซึ่งกลุ่มนี้มักไม่หวั่นไหวต่อความผันผวนและยังคงเข้าซื้อสะสมต่อเนื่องแม้ในช่วงราคาปรับตัวลง ต่างจากบริษัทขนาดกลางหรือเล็กที่หากไม่ได้เตรียมแผนรองรับกรณีราคาทิ้งตัวลง 50% ก็อาจจำเป็นต้องเทขายเพื่อรักษาสภาพคล่องในการอยู่รอด แต่จุดที่สร้างความน่าเชื่อถือ (Credibility) ให้กับตลาดมากที่สุดในรอบนี้ คือการที่สถาบันการศึกษาระดับโลกอย่าง Harvard และ Brown เริ่มขยับเข้ามาลงทุนในระดับหลายสิบล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นการยืนยันว่าบิตคอยน์ได้กลายเป็นสินทรัพย์กระแสหลักที่สถาบันระดับแนวหน้าให้การยอมรับอย่างเป็นทางการแล้ว
- ในฝั่งของโครงสร้างตลาด เรากำลังเห็นการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญของ DEX (Decentralized Exchange) ที่เริ่มชิงส่วนแบ่งการตลาดขึ้นมาแตะระดับ 20% ของวอลลุ่มรวม โดยมีแรงผลักดันหลักมาจากกลุ่ม Perpetual DEXes อย่าง Hyperliquid และ Aster ที่ตอบโจทย์การเทรดแบบไม่ต้องผ่านตัวกลางและไม่ต้องทำ KYC ขณะที่ปัจจัยหนุนคือการเชื่อมโยงระบบ Yield และ Lending integration เข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์ ทำให้ DEX ไม่ใช่แค่ที่สำหรับแลกเปลี่ยนเหรียญอีกต่อไป แต่กลายเป็นศูนย์รวมบริการทางการเงินที่ครบวงจรและยืดหยุ่นกว่ากระดานเทรดแบบเดิม (CEX) ซึ่งนับเป็นหนึ่งในธีมที่มาแรงของปีนี้
- Transparency vs. Privacy: อีกหนึ่งประเด็นที่ถกกันในวงการคริปโตฯ เมื่อองค์กรยักษ์ใหญ่เริ่มขยับเข้าสู่ Public Chains เพราะต้องการสะสมบิตคอยน์ แต่ก็ไม่ต้องการเปิดเผยกลยุทธ์หรือสถานะทางการเงินให้สาธารณะรับรู้ จึงเกิดความพยายามในการใช้โปรโตคอลใหม่ ๆ เพื่อหาจุดสมดุลระหว่าง 'การตรวจสอบได้' และ 'ความเป็นส่วนตัวของข้อมูลองค์กร'
- Prediction Market กำลังเป็นอีกธีมมาแรงในโลกคริปโตฯ เป็น free market ที่สะท้อนสถานการณ์จริงในตลาดได้แม่นยำสูงถึง 80% นักลงทุนหลายรายเริ่มใช้เครื่องมือนี้ในการ Hedging เช่น สภาพอากาศที่รุนแรง หากเกิดความเสียหายจริงตามที่ตลาดคาดการณ์ ผู้ใช้งานก็จะได้รับเงินชดเชยคืนมา ด้วยตัวเลข Trading Volume ที่พุ่งสูงกว่า $51B และ Open Interest กว่า $13B ในปีที่ผ่านมา เป็นเครื่องยืนยันว่ามีเม็ดเงินจำนวนมากเข้ามาใช้ตลาดนี้ในการคาดการณ์และบริหารความเสี่ยง
- App > Infrastructure: ในเชิงโครงสร้างการลงทุน เรากำลังเห็นการเปลี่ยนทิศทางการลงทุนจาก L1 และ L2 ขึ้นมาสู่ระดับ App Layer โดยแอปพลิเคชันที่มีฐานผู้ใช้งาน (Distribution) ไม่ว่าจะเป็น DEXes หรือ DeFi Wallets เริ่มมีมูลค่าในตัวเองสูงขึ้นอย่างชัดเจน จุดเปลี่ยนสำคัญคือการที่โปรเจกต์เหล่านี้เลิกโฟกัสแค่เรื่องเทคนิคเชิงลึก แต่หันมาให้ความสำคัญกับ UX จนใช้งานง่ายและเข้าถึงคนวงกว้างได้จริง ส่งผลให้ในปีนี้ตัวแอปพลิเคชันสามารถทำกำไรได้มากกว่าตัวเครือข่ายที่เป็นโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งกำลังเผชิญกับรายได้ที่น้อยลงเรื่อย ๆ
- ตลาดในช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมาได้ทำหน้าที่คัดกรองจนเกิดปรากฏการณ์ Flight to Quality หรือการไหลของเงินไปสู่สินทรัพย์ที่มีศักยภาพ เช่น บิตคอยน์, โครงสร้างพื้นฐานอย่าง L1, L2 ที่มีการใช้งานหนาแน่น หรือโปรโตคอล DeFi ที่มีสภาพคล่องจริง ซึ่งหลักการลงทุนในปีนี้ได้เปลี่ยนมาใช้เกณฑ์เดียวกับการเลือกหุ้นบริษัท คือต้องดูว่า 'มีการใช้งานจริงหรือไม่'
Thailand Market Landscape เมื่อโครงสร้างพื้นฐานไทยขยับสู่มาตรฐานโลก
ตลาดคริปโทเคอร์เรนซีในประเทศไทยถือว่าอยู่ในระดับ mature ในปีนี้ทั้ง กลต. และ ธนาคารแห่งประเทศไทยกำลังรุกคืบด้วย initiative ใหม่ ๆ ที่จะเปลี่ยนภาพลักษณ์สินทรัพย์ดิจิทัลให้กลายเป็ Asset class ที่จับต้องได้จริง เห็นชัด ๆ ผ่าน 3 โปรเจกต์หลัก ได้แก่
- Crypto ETF & Futures ยกระดับคริปโตสู่ Asset class กระแสหลัก: กลต. เริ่มมีการออกไลเซนส์พิเศษเพื่อให้ บลจ. สามารถแนะนำและจัดสรรพอร์ตการลงทุนในคริปโตได้อย่างเป็นทางการ เพื่อดึงเม็ดเงินที่เคยไหลออกไปต่างประเทศให้กลับมาหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไทย ขณะเดียวกันการเตรียมเปิดตัว Crypto Futures หรือสัญญาซื้อขายล่วงหน้า จะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้นักลงทุนสถาบันและรายย่อยสามารถบริหารความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพภายใต้การกำกับดูแลที่ถูกต้อง ซึ่งสอดคล้องกับความเคลื่อนไหวในตลาดโลกอย่างสหรัฐฯ
- Thai-baht stablecoin: อีกหนึ่งความเคลื่อนไหวที่น่าจับตาคือความร่วมมือในระดับ Sandbox ระหว่าง กลต. และธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อทดสอบ THB Stablecoin ผ่านระบบ Programmable Payment ที่มีเงินบาทหนุนหลังแบบ 1:1 ซึ่งคาดว่าจะได้เห็นการใช้งานจริงภายในปีนี้ โดยมีเป้าหมายเพื่อกำจัดความเสี่ยงในการชำระราคา (Settlement Risk) และปลดล็อกให้การโอนเงินระหว่างประเทศเสร็จสิ้นได้ภายใน 1 นาที การพัฒนานี้จะช่วยสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการเทรดแบบ 24 ชั่วโมง (Always-on market) ทำให้ระบบการเงินไทยมีความคล่องตัวและทันสมัยทัดเทียมกับโครงสร้างพื้นฐานการเงินดิจิทัลระดับโลก
- Bond Token: โปรเจกต์เรือธงของกลต. กำลังเร่งทดสอบการย้ายผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่คุ้นเคยอย่างพันธบัตรและหน่วยลงทุนขึ้นมาอยู่บนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล (Digital Rails) โดยมุ่งเน้นที่การสร้างมาตรฐานการซื้อขายข้ามแพลตฟอร์ม (Cross-platform trading) ที่นักลงทุนสามารถซื้อและขายโทเคนระหว่างแพลตฟอร์มได้ทันทีโดยไม่ต้องโอนย้ายแบบ Manual ซึ่งจะช่วยเพิ่มสภาพคล่องและประสิทธิภาพให้ตลาดไทยอย่างมหาศาล