สำนักข่าวหุ้นอินไซด์ ( 2 กุมภาพันธ์ 2569 )---บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) TOP เปิดเผยว่า ปี 2568 เทียบกับปี2567 กลุ่มไทยออยล์มีอัตราการใช้กําลังการกลั่นและรายได้จากการขาย ลดลง 61,521 ล้านบาท มาอยู่ที่ 394,336 ล้านบาทเนื่องจากการหยุดซ่อมบํารุงครั้งใหญ่ตามวาระ (Major Turnaround) ในปี 2568 ประกอบกับราคาขายของผลิตภัณฑ์หลายประเภทปรับตัวลดลงตามราคานํ้ามันดิบ
กลุ่มไทยออยล์มีกําไรขั้นต้นจากการผลิตของกลุ่มไม่รวมผลกระทบจากสต๊อกนํ้ามันเพิ่มขึ้น 0.4 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล มาอยู่ที่7.5เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรลในปี2568 จากปัจจัยดังนี้
- ค่าการกลั่นที่ปรับเพิ่มขึ้น สาเหตุหลักจากส่วนต่างราคานํ้ามันอากาศยาน/นํ้ามันก๊าด นํ้ามันดีเซล และนํ้ามันเตากับนํ้ามันดิบดูไบที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น จากอุปทานที่ถูกจํากัดจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐ - รัสเซีย และระดับสต๊อกนํ้ามันเตาในตลาดโลกที่อยู่ในระดับตํ่าเมื่อเทียบกับปี 2567
- กําไรขั้นต้นของธุรกิจอะโรเมติกส์ปรับลดลง จากส่วนต่างราคาสารเบนซีนกับนํ้ามันเบนซิน 95 ที่ปรับลดลง ความต้องการใช้สารเบนซีนจากผู้ผลิตสารเคมีปลายนํ้ายังอยู่ในระดับจํากัด
- กําไรขั้นต้นของธุรกิจผลิตสาร Linear Alkyl Benzene ปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากมีการหยุดซ่อมบํารุงตามแผนของโรงผลิตในภูมิภาคมากกว่าที่คาดการณ์
- กําไรขั้นต้นจากธุรกิจผลิตนํ้ามันหล่อลื่นพื้นฐานปรับเพิ่มขึ้น จากส่วนต่างราคานํ้ามันหล่อลื่นพื้นฐานและยางมะตอยกับนํ้ามันเตาที่ปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากอุปทานยังคงจํากัดอย่างต่อเนื่อง หลังผู้ผลิตนํ้ามันหล่อลื่นพื้นฐานกลุ่มที่2 เปิดดําเนินการล่าช้ากว่าที่ตลาดคาดการณ์
จากราคานํ้ามันดิบดูไบเฉลี่ยในปี2568 ที่ปรับลดน้อยลงกว่า ทําให้รับรู้ขาดทุนจากสต๊อกนํ้ามัน 5,043 ล้านบาท ลดลง 870 ล้านบาทกลุ่มไทยออยล์มีกําไรขั้นต้นจากการผลิตของกลุ่มรวมผลกระทบจากสต๊อกนํ้ามัน 6.1 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 0.5 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรลจากปี2567 ทั้งนี้กลุ่มไทยออยล์รับรู้ขาดทุนจากเครื่องมือทางการเงินที่เกิดขึ้นจริง (รวมเฉพาะรายการที่เกิดจากการป้องกันความเสี่ยงราคาสินค้าโภคภัณฑ์) 537 ล้านบาท ส่งผลให้มี EBITDA 17,619 ล้านบาท ลดลง 4,407 ล้านบาท ขณะที่มีการบันทึกกําไรจากการซื้อคืนหุ้นกู้เพิ่มขึ้น2,908 ล้านบาท เนื่องจากในปี2568 กลุ่มไทยออยล์ซื้อหุ้นกู้สกุลเงินเหรียญสหรัฐฯ 633 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 513 ล้านเหรียญสหรัฐฯจากปี2567
นอกจากนี้ ในปี 2568 กลุ่มไทยออยล์รับรู้ส่วนแบ่งกําไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมเพิ่มขึ้น โดยมีปัจจัยหลักจากการเพิ่มขึ้นของเงินลงทุนใน PT Chandra Asri Petrochemical Tbk (CAP) (ซึ่งกลุ่มไทยออยล์ถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 15) ซึ่งบริษัทย่อยของ CAP ได้บันทึกกําไรจากการต่อรองราคาในการเข้าซื้อกิจการ Aster Chemicals and Energy Pte. Ltd. (“ACE”) (เดิมชื่อ “Shell Singapore Energy Park Pte. Ltd.”) และAster Polymer Solutions Pte. Ltd. (เดิมชื่อ “Chevron Phillips Singapore Chemical Pte. Ltd.”) ในประเทศสิงคโปร์ โดยกลุ่มไทยออยล์รับรู้กําไร จากการต่อรองราคาดังกล่าวตามสัดส่วนการถือหุ้น คิดเป็นจํานวน 7,371 ล้านบาท เมื่อรวมค่าเสื่อมราคา ต้นทุนทางการเงิน และค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้ส่งผลให้ในปี2568 กลุ่มไทยออยล์มีกําไรสุทธิ 14,584 ล้านบาท หรือเท่ากับ 6.53 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 4,625 ล้านบาท