แนวโน้มสินทรัพย์ต่างประเทศ อัปเดตการลงทุนในภูมิภาคจาก Fund Flow
- นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นภูมิภาคแรงสุดนับตั้งแต่ปี 2000
สัปดาห์ที่ผ่านมา บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นเอเชียพลิกกลับสู่ภาวะ Risk-off ส่งผลให้มีกระแสเงินทุนต่างชาติไหลออกสูงสุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่เริ่มมีการเก็บข้อมูลในปี 2000 โดยมียอดขายสุทธิรวมกว่า 10,521 ล้านดอลลาร์
แรงเทขายส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในตลาดหุ้นเอเชียเหนือ นำโดยเกาหลีใต้ (-7,502 ล้านดอลลาร์) และไต้หวัน (-3,306 ล้านดอลลาร์) ในทางตรงกันข้าม ตลาดหุ้นกลุ่ม TIP กลับสวนกระแสด้วยแรงซื้อสุทธิ 287 ล้านดอลลาร์ โดยได้รับปัจจัยบวกจากตลาดหุ้นไทย (332 ล้านดอลลาร์) และฟิลิปปินส์ (23 ล้านดอลลาร์) ขณะที่อินโดนีเซียยังคงเผชิญแรงขายต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 3 อีก 68 ล้านดอลลาร์
- Fund Flow ที่สะสมตั้งแต่ต้นปี: ตลาดหุ้นไทยมีแรงซื้อเข้ามามากที่สุด
แรงขายที่เกิดขึ้นในตลาดหุ้นภูมิภาคในสัปดาห์ล่าสุด ส่งผลให้นับตั้งแต่ต้นปียอด Fund Flow ในภูมิภาคพลิกกลับเป็นการขายสุทธิ ที่ระดับ 8,491 ล้านดอลลาร์ โดยตลาดที่เผชิญแรงขายมากที่สุดนับตั้งแต่ต้นปีได้แก่ เกาหลีใต้ (-7,059 ล้านดอลลาร์) รองลงมาคือไต้หวัน (-1,492 ล้านดอลลาร์) และอินโดนีเซีย (-657 ล้านดอลลาร์) ตามลำดับ ส่วนตลาดหุ้นไทยและฟิลิปปินส์ยอด Fund Flow สะสมนับตั้งแต่ต้นปีเป็นการซื้อสุทธิที่ระดับ 473 ล้านดอลลาร์และ 248 ล้านดอลลาร์ ตามลำดับ
- ภาพรวมรายกลุ่มอุตสาหกรรมและมุมมองการลงทุน
จากการวิเคราะห์การซื้อขายด้วยดัชนี Volume Index รายอุตสาหกรรมในสัปดาห์ที่ผ่านมา พบสัญญาณแรงซื้อที่น่าสนใจใน 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มพลังงาน (ไทยและเกาหลีใต้), กลุ่มธนาคาร (เกาหลีใต้และไต้หวัน) และ กลุ่มสื่อสาร (ไทยและไต้หวัน)
ในภาพรวมระดับภูมิภาค แม้จะเกิดแรงเทขายจากนักลงทุนต่างชาติสูงสุดในรอบ 25 ปี สะท้อนภาวะ Risk-off แต่แรงขายดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นทั่วทั้งกระดาน (Broad Market) หากแต่เป็นสัญญาณของการปรับพอร์ตที่ชัดเจน โดยนักลงทุนเลือกที่จะลดน้ำหนักในตลาดหุ้นกลุ่ม Growth (เกาหลีใต้และไต้หวัน) และหันมากระจายการลงทุนในตลาดหุ้นกลุ่ม Cyclical & Value (ไทยและฟิลิปปินส์) แทน
สำหรับทิศทางตลาดหุ้นไทย ดัชนี SET ยังคงรักษาโมเมนตัมขาขึ้นได้อย่างแข็งแกร่ง สอดรับกับ Volume Index ที่ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 3 ประกอบกับ Sentiment เชิงบวกจากเสถียรภาพและความชัดเจนในการจัดตั้งรัฐบาล คาดว่าจะช่วยหนุนให้ดัชนีอาจปรับตัวขึ้นทดสอบแนวต้านถัดไปที่ 1,440 จุด อย่างไรก็ตาม ในระยะสั้นอาจมีความผันผวนเกิดขึ้นได้บ้าง เนื่องจากดัชนีชี้วัด Short-term Bull-to-Bear เริ่มส่งสัญญาณตึงตัวแล้ว
สรุปภาพตลาดวานนี้ บวกต่อทะลุจอ และแนวต้านจิตวิทยา หลังทราบผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ ก็เห็นการยกหุ้นไทยทั้งแผง พร้อม Vol. กลับมาทะลุแสนล้านบาทได้แล้ว หุ้นใหญ่ขึ้นยกแผง (ไม่ต้องแจกแจงกลุ่ม) ขณะที่กลุ่มถูกขายไม่แรงมาก แค่สะกิด อย่างไรก็ดี พบหุ้นกลุ่มมักถูกเชื่อมโยงการเมืองบวกดี เช่น AOT STECON STPI FSMART FORTH SKY PLANB PTG เป็นต้น
แนวโน้มตลาดวันนี้ เลือกตั้งเมื่อวาน-หุ้นขึ้น(ต่อ)วันนี้
ผลเลือกตั้งในประเทศ-หนุนตลาดหุ้นไทยเมื่อวาน “ตามที่เราแนะนำในรายงาน รอบด้าน 6 ก.พ. ซื้อหุ้นไทย(ก่อน) แล้วไปเลือกตั้ง” โดยหุ้นกลุ่มเด่นที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจในประเทศ ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นได้ดีกว่า กลุ่มหุ้นสินค้าโภคภัณฑ์(เมื่อวาน) ซึ่งกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์เป็นกลุ่มแรกที่แรลรี่นำตลาดขึ้นมาก่อน...เราเริ่มเห็นพฤติกรรมไล่ซื้อหุ้นล่าง หรือบางส่วนอาจจะปิดสถานะ Short เพื่อหนีตาย (Covered short)
และเป็นไปตามที่เราประเมิน ประเด็นย่อยสัปดาห์นี้ เรามีมุมมองเชิงบวกและคาดว่าจะหนุนราคาหุ้นไทยให้ปรับตัวขึ้นได้ดีกว่าตลาดต่อเนื่อง...1) การเลือกตั้งในประเทศ คาดว่าจะเริ่มเห็นรูปแบบการจัดตั้งรัฐบาลภายในสัปดาห์นี้ และ 2) MSCI รีวิว วันนี้ คาดว่ามีแนวโน้มเป็นกลาง ค่อนไปทางบวกต่อตลาดหุ้นไทย โดยเราคาดว่าราคาหุ้นไทยหลายตัวที่แรลรี่ขึ้นแรง มีโอกาสจะถูกกลับมาเพิ่มน้ำหนัก
ส่วนประเด็นเสริมหุ้นไทยเพิ่มเติมรอบนี้ เราให้น้ำหนักไปที่ มาตรการกระตุ้นตลาดหุ้นไทยจากทาง ตลท.ที่เตรียมเสนอต่อ ครม.ใหม่ รวมถึง พรบ.หลักทรัพย์ มีผลทาง กม.อาญา เพื่อคุม “Naked Short” จากทาง กลต.ด้วย ซึ่งจะให้มีผลบังคับใช้ทันภายในไตรมาสแรกของปีนี้
กลยุทธ์ลงทุนหลังจากราคาหุ้นเชื่อมโยงเศรษฐกิจในประเทศขยับบวกแรงรับผลเลือกตั้ง เราแนะนำ เพิ่มหุ้นนอกเหนือจาก กลุ่มวัฎจักร ฯลฯ โดยพิจารณาเลือกหุ้นที่เล่นแย่กว่าตลาดเพราะการปรับลดคำแนะนำมาระยะหนึ่ง แต่เมื่อมีการเปิดประเด็นลงทุนใหม่เข้ามาคาดว่าจะทำให้เกิดการปรับคำแนะนำขึ้นจากนโยบายส่งเสริมการลงทุนครั้งใหม่ และ เราแนะซื้อดักล่วงหน้า...
กลยุทธ์การลงทุน กลยุทธ์การลงทุนช่วงนี้ สะสมหุ้นเมื่อราคาย่อลง เน้นไปที่หุ้นผลตอบแทนเงินปันผลสูง, หุ้นที่มีการปรับเพิ่มประมาณการกำไร และ เพิ่มการเล่นหุ้นตามกระแสการ เก็งกำไร
วิเคราะห์ทางเทคนิค
การที่ SET Index สามารถทะลุ 1,380 จุด ขึ้นมาได้ ถือเป็นจุดกลับตัวที่สำคัญมาก เพราะโซนนี้เคยเป็นทั้งแนวต้านทางจิตวิทยาและเส้นค่าเฉลี่ยที่กดดันตลาดมาสักพัก เมื่อ "The Bull Turn Blue" และเบรกด่านนี้ได้ มุมมองทางเทคนิคจะเปลี่ยนจาก "หมีซึม" เป็น "กระทิงเริ่มตื่น" แนวต้านจิตวิทยา1,400 เป็นด่านทดสอบความแกร่งของแรงซื้อและถัดไปคือ 1,450 จุด เป็นเป้าหมายใหญ่ของตัวเลข Fibonacci retracement 61.8% จับตาสัญญาณยืนยันจาก RSI (month) ขยับเข้าโซน 60-70 ซึ่งแสดงถึง Momentum เชิงบวก แต่ต้องระวังการเข้าเขต Overbought (ซื้อมากเกินไป) ขณะที่ EMA Cross: เส้นค่าเฉลี่ย (EMA 25, 200) กลับมาตัดขึ้น (Golden Cross) ซึ่งเป็นจุดที่สาย Follow Buy มักจะเข้าตะลุมบอน....เมื่อดัชนีทะยานรับข่าวการเมือง อาจมีจังหวะ "Sell on Fact" หรือการขายทำกำไรดังนั้น สายเทรดดิ้งควรตั้งจุด Trailing Stop เผื่อไว้ที่แนวรับ 1,380-1,385 จุด
มุมเทรด: หากหุ้นกระโดดขึ้นแรง RSI ทะลุ > 80 ขึ้นไป ไม่แนะนำไล่ราคา รอจังหวะย่อดีกว่าครับ
What to watch
MSCI review: ประจำไตรมาสนี้ จะประกาศวันที่ 10 ก.พ. 69 ซึ่งเราคาดว่ามีแนวโน้มเป็นกลาง ค่อนไปทางบวกต่อตลาดหุ้นไทย เพราะ 1.) ตลาดหุ้นอินโดนีเซียที่มีประเด็นกับ MSCI เรื่อง Free float อาจถูกลดน้ำหนัก หรือ ถอดหุ้น ซึ่งอาจหนักถึงขั้นถอดออกจาก MSCI EM กลายเป็นประเด็นที่เราเชื่อว่าไม่ได้ส่งผลกระทบเชิงลบต่อหุ้นไทย 2.) หุ้นไทย ตลอด 3 ปีที่ผ่านมาถูก MSCI ทั้งลดน้ำหนัก และ ถอดหุ้นออก สอดคล้องกับแรงขายสุทธิจากฝั่ง นลท.ต่างชาติ ที่หนักขึ้นมาตลอด 2-3 ปี ที่ผ่านมา เราคาดว่าราคาหุ้นไทยหลายตัวที่แรลรี่ขึ้น มีโอกาสจะถูกกลับมาเพิ่มน้ำหนัก
กลต.เปิดรับฟังความเห็น ปรับเกณฑ์ Short sell ให้เข้มงวดขึ้น โดยเกณฑ์ใหม่มีแนวโน้ม ผลบังคับใช้ทันภายในไตรมาสแรกของปีนี้
ทรัมป์ ลงนามมาตรการคว่ำบาตร อิหร่านรอบใหม่ พร้อมทั้งตั้งกำแพงภาษี ประเทศคู่ค้าอิหร่าน 25%
ตลท.กำลังจะเสนอนโยบาย ต่อ ครม.ใหม่ ผลักดันหุ้นไทยขึ้นชั้น Financial Hub 1. สังคายนาข้อบังคับตลาดหุ้น (ที่โบราณ) ยกเครื่องกฎเกณฑ์่ให้ทันสมัย รวดเร็ว ลดขั้นตอน 2. เสนอ "โครงสร้างหุ้น 2 ระดับ" (Dual class of share) เทียบชั้น Financial Hub เช่น ฮ่องกง สิงคโปร์ เปิดทางต่างชาติซื้อหุ้นไทยได้ไม่จำกัด แต่สิทธิในการโหวตยังเป็นของคนไทยเพื่อป้องกันการครอบงำกิจการแบบไม่เป็นมิตร 3. โครงสร้างหุ้น 2 ระดับ จะเปิดทางให้เกิดธุรกรรม M&A เพิ่มมากขึ้น และสนับสนุนการ M&A เพื่อสร้างกิจการที่มีการเติบโตสูงในตลาดหุ้นไทย 4. เสนอปรับเกณฑ์ TISA จูงใจให้ซื้อหุ้นไทยมากยิ่งขึ้น เช่น เว้นภาษีปันผลและกำไร (เรายังไม่ชัวร์เรื่องภาษีกำไร ว่าเป็นรูปแบบไหน) 5. มาตรการดึงดูด New economy เข้ามา ระดมทุนในตลาดหุ้นไทย 6. เพิ่มความต่อเนื่อง การเดินสาย นำ บจ.ไทย ให้ข้อมูล นลท.ต่างชาติ (Road show) เนื่องด้วยมีการแสดงความสนใจ ซื้อหุ้นไทยของนักลงทุนต่างชาติระยะยาว เข้ามามากขึ้นในช่วงที่ผ่านมา 7. ลื้อเกณฑ์ IPO ครั้งใหญ่ใหม่หมด เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ เพิ่มสภาพคล่อง เพื่มมูลค่าหุ้น เปิดทางให้ตลาดหุ้นไทยแข่งดึง IPO จากต่างประเทศได้ โดยตอนนี้มีการเจรจา บ.ยักษ์ในจีนเข้ามาจดทะเบียน (Foreign Listing)
หุ้นแนะนำวันนี้
WHAนโยบายส่งเสริมการลงทุนครั้งใหม่ นอกเหนือจากมาตรการรัฐ คือการแก้ กม.เพื่อส่งเสริมการเข้ามาลงทุนจากต่างชาติผ่าน การแก้ กม.เพื่อให้เอื้อต่อการ M&A กับบริษัทข้ามชาติ, ขยายการลงทุน, ตลอดจนนโยบายส่งเสริมเร่งรัดลงทุน BOI, Thailand Fast pass.
แนวรับ 3.5 ต้าน 4.2 Stop loss 3.2
Tactical port ถอด PTT เพิ่ม WHA
รายงานพื้นฐานวันนี้
Asset Management
Sector
ยังไม่ฟื้นตัว
เราประเมินว่าธุรกิจบริหารสินทรัพย์แบบมีหลักประกันและไม่มีหลักประกันยังฟื้นตัวล่าช้า และแนะนำ ขาย ทั้ง BAM และ JMT จาก 3 เรื่อง ได้แก่
1) เราคาดกำไรสุทธิของกลุ่ม AMC 4Q25 จะอยู่ที่ 466 ล้านบาท ลดลงถึง 50% YoY (กำไรจากการขาย NPA ลดลง) แต่เพิ่มขึ้น 12% QoQ (การจัดเก็บเงินสดจะฟื้นตัวตามฤดูกาล) ทั้งนี้ หากมองไปที่รายบริษัท เราคาดว่ากำไรสุทธิ 4Q25 ของ BAM จะอยู่ที่ 220 ล้านบาท ต่ำกว่าที่คาดไว้เดิมถึง 50% จากแนวโน้มการตั้งสำรองหนี้ที่สูงกว่าที่คาดไว้เดิม โดยเราคาดกำไร 4Q25 จะปรับลดลงถึง 58% YoY แต่ฟื้นตัวขึ้น 20% QoQ
ทั้งนี้ เมื่อมองไปที่ JMT เราคาดกำไร 4Q25 จะอยู่ที่ 246 ล้านบาท ลดลง 39% YoY (การจัดเก็บเงินสดลดลงและการตั้งสำรองหนี้ที่สูงขึ้น) แต่จะเพิ่มขึ้น 6% QoQ (แนวโน้ม credit cost อ่อนตัวลง QoQ)
2) เราประเมินว่าธุรกิจบริหารหนี้แบบมีหลักประกันจะฟื้นตัวช้าในปีนี้ เพราะธนาคารยังคงเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ ซึ่งก็สอดคล้องกับ primary research EP. 4 ของเรา ที่ได้สอบถามการใช้จ่ายของผู้บริโภคเมื่อปลายปีที่แล้ว พบว่าผู้บริโภคไม่ได้อยากก่อหนี้ใหม่สำหรับการใช้จ่ายในช่วงปลายปีมากนัก นอกจากนี้ นักวิเคราะห์กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ของเราก็ประเมินว่าผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ก็จะยังมีการระบายสต็อกอยู่ในปีนี้ ทำให้เรามองว่าการฟื้นตัวของธุรกิจบริหารหนี้แบบมีหลักประกันของ BAM ยังค่อนข้างช้า
และ 3) นักเศรษฐศาสตร์ของเราประเมินการเติบโตของ GDP ปีนี้เพียง 1.6% YoY ซึ่งจะกดดันจากให้แนวโน้มการจัดเก็บเงินสดจะฟื้นตัวช้าตามไปด้วย เพราะลูกหนี้ในกลุ่ม AMC เป็นคนกลุ่มค่อนข้างเปราะบาง เพราะเคยเป็นหนี้เสียมาก่อน ทำให้เราคาดว่าทิศทางธุรกิจบริหารหนี้แบบไม่มีหลักประกันของ JMT จะฟื้นตัวช้าในปีนี้
Commodities Tracker
ถ่านหินเด่นสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา
ภาพรวม: สัปดาห์ที่ผ่านมา ถ่านหินปรับขึ้นแรงสุด WoW ตามด้วยราคาน้ำมันดิบ ขณะที่ค่าการกลั่น (GRM) ลดลงแรงสุด และ container freight อ่อนตัวต่อเนื่อง
น้ำมันดิบ: ราคา Dubai เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง +US$1.61 WoW อยู่ที่ US$66.41/bbl จากความกังวล supply disruption จากความตึงเครียดระหว่างอิหร่าน-สหรัฐฯ
ค่าการกลั่น: Singapore GRM ลดลงแรง US$2.00 WoW เหลือ US$5.32/bbl จาก crack spread อ่อนตัวเกือบทุกผลิตภัณฑ์ โดย gasoline ลดแรงตาม demand สหรัฐฯ ชะลอ ขณะที่ jet และ diesel ถูกกดดันจาก supply ในยุโรปและ export สหรัฐฯ เพิ่ม
เคมีภัณฑ์: ราคาสินค้าเคลื่อนไหวแคบ แต่ spread ส่วนใหญ่ลดลงจากต้นทุน naphtha สูงขึ้นตามราคาน้ำมัน โดย ethylene, propylene, HDPE และ PP ปรับลง WoW ทั้งหมด
ถ่านหิน: Newcastle index เพิ่ม +4% WoW อยู่ที่ US$115.24/tonne จากแรงซื้อในเอเชีย
ค่าระวางเรือ: BDI ทรงตัวเล็กน้อย (+เล็กน้อย WoW) โดย panamax และ supramax ฟื้น แต่ capesize ลดลง ขณะที่ container rate ลดลงต่อ -7% WoW จากชะลอช่วงตรุษจีน
Fundamental view: ราคาน้ำมันและถ่านหินยังได้แรงหนุนด้าน supply risk แต่ GRM และเคมีภัณฑ์ถูกกดดันจากต้นทุนและ demand ชะลอ ระยะสั้นมอง selective play — ชอบโรงกลั่น (SPRC, TOP) และเคมี (IVL, PTTGC) จากการฟื้นของ spread ในช่วงถัดไป
รายงานผลประกอบการวันนี้
PTTEP
ปตท.สำรวจและ ผลิตปิโตรเลียม
(0) PTTEP รายการกำไรสุทธิ 4Q25 ที่ 17,502 ล้านบาท หักรายการพิเศษ กำไรหลักจะอยู่ที่ 12,974 ล้านบาท เป็นไปตามที่เราคาด (แต่สูงกว่าตลาดคาด 8%) พร้อมประกาศจ่ายปันผลสำหรับ 2H25 ที่ 4.65 บาท (Div yield 3.6%) ขึ้น XD วันที่ 23 ก.พ. ส่วนแนวโน้ม 1Q26 คาดกำไรลดลง YoY, QoQ ตามราคาขายเฉลี่ย ขณะที่ปริมาณขายคาดเพิ่มขึ้น เรายังคงแนะนำถือ ด้วยฐานะทางเงินแกร่ง และคาดหวัง Div yields ได้ 6-7% ต่อปี
PTTGC
พีทีที โกลบอล เคมิคอล
(+) PTTGC รายการขาดทุนสุทธิ 4Q25 ที่ 5,502 ล้านบาท หักรายการพิเศษ ขาดทุนหลักจะอยู่ที่ 2,690 ล้านบาท ขาดทุนน้อยลงทั้ง YoY, QoQ แต่ขาดทุนน้อยกว่าที่เราและตลาดคาด (ผลประกอบการดีกว่าคาด) เกิดจาก SG&A และดอกเบี้ยจ่ายต่ำกว่าคาด พร้อมประกาศจ่ายปันผล 0.50 บาท (Div yield 2.4%) ขึ้น XD วันที่ 24 ก.พ. แนวโน้มกำไร 1Q26 คาดดีขึ้นทั้ง YoY, QoQ จากทุกธุรกิจที่ฟื้น แม้ภาพทั้งปีเรายังคงประมาณการตามเดิม แต่เรามองว่าระหว่างปีมีโอกาสปรับกำไรได้จากทั้งขาลง (หากเศรษฐกิจโลกแย่กว่าคาด) และขาขึ้น (หากค่าการลั่นและสเปรดปิโตร ฟื้นตัวดีกว่าคาด) ทั้งนี้ เรายังคงคำแนะนำซื้อ ราคาเป้าหมาย 27 บาท มอง Valuation ที่ถูก บน PBV ที่ 0.4 เท่า (ค่าเฉลี่ยภูมิภาค 0.8 เท่า)
สรุปประเด็นจาก Quick take
Commerce
มุมมองบวกต่อแผนผลักดันคนละครึ่งเฟส 2 ต่อเนื่อง
คุณเอกนิติ รมว.คลังเปิดเผย เตรียมสานต่อนโยบายคนละครึ่งพลัส เฟส 2 หลังรัฐบาลใหม่จัดตั้งเสร็จนโยบายคนละครึ่งพลัสเฟส2 เน้นกระจายรายได้สู่ร้านค้าขนาดย่อม ส่วนจะใช้งบประมาณปี 2026 หรือ 2027 ขึ้นกับระยะเวลาตั้งรัฐบาล
View from fundamental: เรามองการสานต่อนโยบายคนละครึ่งพลัสจะช่วยกำลังซื้อค่อยๆฟื้นตัวขึ้น ช่วย SSS โดยตรงสำหรับผู้ประกอบการค้าส่งอย่าง CPAXT (MAKRO) มากสุดตามด้วย BJC (มีเครือข่ายร้านโดนใจ) และ CRC (Go wholesale) ทั้งนี้ อ้างอิงช่วงที่ใช้นโยบายคนละครึ่งพลัสรอบแรก พบว่า SSS ของทั้ง 3 ราย ในเดือนพ.ย.ดีกว่าต.ค.ราว 0.5-1.0% นอกจากนั้น เราคาดช่วยยอดขายกลุ่มเครื่องดื่มในประเทศฟื้นตัว นำโดย ICHI ตามด้วย CBG และ OSP
วิกิจ ถิรวรรณรัตน์ Tel. (662) 618-1336
นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน/ปัจจัยทางเทคนิค
นภนต์ ใจแสน นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน
ภูวดล ภูสอดเงิน, AISA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน