FLOW ทะลักเข้าหุ้นไทย สูงสุดในรอบ 4 ปี
HORIZON MARKET VIEW
• วานนี้ ตลาดหุ้นโลกยังขยับขึ้นต่อเนื่อง โดยในฝั่งสหรัฐฯ และยุโรปปรับตัวสูงขึ้นราว0.04% -1.2% คาดช่วยลดแรงกดดันจากปัจจัยภายนอก ด้วย SENTIMENT เชิงบวกต่อเนื่องของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีสหรัฐฯ ฟื้นตัว (จากที่ก่อนหน้านี้มีความกังวลฟองสบู่AI จนเกิด PANIC SELL)
• อย่างไรก็ดี ในช่วงนี้ยังมี 3 ประเด็นหลักๆ ที่น่าติดตาม ได้แก่ 1. ความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีรุนแรง มักหนุนให้ราคาน้ำมันและทองคำขยับขึ้น 2. ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่มีผลต่อทิศทางดอกเบี้ยของ FED (การจ้างงานนอกภาคการเกษตรและเงินเฟ้อสหรัฐฯ ในเดือน ม.ค. 2026) 3. ท่าทีของจีน หลังนายกฯ TAKAICHI คว้าชัยชนะการเลือกตั้งถล่มทลาย เนื่องจากทั้ง 2 ประเทศมีการพึ่งพาทางการค้ากันค่อนข้างสูง
REGION RADAR
• INNOVENT BIOLOGICS ประกาศความร่วมมือกับบริษัทยายักษ์ใหญ่อย่าง ELI LILLY พัฒนายาใหม่ โดยดีลนี้มีมูลค่าสูงถึง $8.5พันล้าน เพื่อพัฒนายาใหม่ที่มุ่งรักษาโรคมะเร็งและระบบภูมิคุ้มกันแนะนำเก็งกำไร INNOVENT BIOLOGICS (1801 HK)
• ON SEMICONDUCTOR (ON US) รายงานรายได้ไตรมาส 4/25อยู่ที่ $1.53 พันล้าน -11% (ต่ำกว่าคาด 0.3%) หลังได้รับแรงกดดันจากธุรกิจหลักอย่างกลุ่มธุรกิจ POWER SOLUTIONS ขณะที่บริษัทมี EPS อยู่ที่ $0.64 (สูงกว่าคาด 2.7%)
THAI FOCUS
• ตลาดหุ้นไทยช่วงเวลาจัดตั้งรัฐบาลใน 30 ปี 7 ครั้ง ขึ้นได้ไม่เต็มที่เฉลี่ย+0.7% เบื้องหลังการบวกได้น้อย เพราะช่วงจัดตั้งรัฐบาลมักจะมีอุปสรรค อาทิ ปี 2551 เกิดวิกฤตเศรษฐกิจซับไพร์ม, ปี 54 เกิดน้ำท่วมใหญ่, ปี 48 ความไม่สงบภาคใต้ ปี 66 รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ
• ถ้าเปรียบเทียบกับปี 69 เชื่อว่าเหตุการณ์ใกล้เคียงกับปี 44 เรื่องพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาลมีคะแนนเสียงสูง และเหมือนปี 62 ดำเนินนโยบายต่อเนื่องได้ ซึ่งทั้ง 2 ครั้ง ช่วงจัดตั้งรัฐบาลหุ้นทั้ง 2 รอบนี้ SET INDEXบวกเฉลี่ยสูงถึง 7.8%
SYNAPSE STRATEGY
• SET INDEX ปิดเหนือ 1,400จุด จากแรงซื้อต่างชาติสูงสุดในรอบ 4ปีและสถาบันหนุน หวังนโยบาย TISA ใหม่หนุน ด้าน DIVIDENDYIELD ไทยสูงถึง 4.2% และมี GAP ส่วนต่างผลตอบแทนพันธบัตรแตะ 3% ซึ่งเป็นจุดดึงดูด FUND FLOW ไหลเข้าตามสถิติในอดีต
• กลยุทธ์เน้นหุ้นใหญ่ที่ต่างชาติซื้อสุทธิวานนี้และพื้นฐานแกร่งตามอานิสงส์จากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ในกลุ่มการแพทย์ (BDMSBH), พลังงาน (PTTEP PTT), ค้าปลีก-ท่องเที่ยว (CPALL CPN MINT CRC) และธนาคาร-นิคมฯ ( KBANK KTB AMATA WHA)
HORIZON MARKET VIEW
ปัจจัยต่างประเทศยังมีแรงหนุนจากหุ้นเทคฟื้นตัว
วานนี้ ตลาดหุ้นโลกยังขยับขึ้นต่อเนื่อง โดยในฝั่งสหรัฐฯ และยุโรปปรับตัวสูงขึ้นราว 0.04% - 1.2% คาดช่วยลดแรงกดดันจากปัจจัยภายนอก ด้วย SENTIMENT เชิงบวกต่อเนื่องของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีสหรัฐฯ ฟื้นตัว (จากที่ก่อนหน้านี้มีความกังวลฟองสบู่ AI จนเกิด PANIC SELL)หลัง JENSEN HUANG (CEO ของ NVIDIA) ออกมาเรียกความเชื่อมั่นว่าความต้องการ AI (DEMAND) ยังสูงมาก และโครงสร้างพื้นฐาน AI จะถูกสร้างต่อเนื่อง 7–8 ปีข้างหน้า สะท้อนจากหลายบริษัทยังทุ่ม CAPEX เพื่อทำDATA CENTER และฮาร์ดแวร์ AI นอกจากนี้ CFRA ยังคาดว่า EPS ของหุ้นกลุ่มเทคฯ จะเติบโต 32% ในปี 2026และโต 20% ในปี 2027 เทียบ S&P 500 เฉลี่ย 13%–16%
อย่างไรก็ดีในช่วงนี้ยังมี 3 ประเด็นหลักๆ ที่น่าติดตาม ได้แก่
1. ความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีรุนแรง มักหนุนให้ราคาน้ำมันและทองคำขยับขึ้น ขณะที่ล่าสุดความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน ยังอยู่ในระดับสูง โดยสหรัฐฯ มีการเตือนเรือที่ติดธงชาติสหรัฐฯ ให้หลีกเลี่ยงน่านน้ำอิหร่าน เมื่อแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
2. ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่มีผลต่อทิศทางดอกเบี้ยของ FED โดยวันที่ 11 ก.พ. 69 มีรายงานการจ้างงานนอกภาคการเกษตรสหรัฐฯ ในเดือน ม.ค. 2026 ซึ่ง CONSENSUS คาดเพิ่มขึ้นเป็น 68,000 รายและในวันที่ 13 ก.พ. 69 มีรายงานเงินเฟ้อสหรัฐฯ ในเดือน ม.ค. 2026ซึ่ง CONSENSUS คาดชะลอตัวลงเหลือ 2.5%
3. ท่าทีของจีน หลังนายกฯ TAKAICHI คว้าชัยชนะการเลือกตั้งถล่มทลาย ทำให้จีนต้องเลือกระหว่าง 1)กลับมาพูดคุย–ลดแรงกดดันต่อญี่ปุ่น เพื่อรักษาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ และลดการพึ่งพาสหรัฐและ 2) คงท่าทีแข็งกร้าว–กดดันทางเศรษฐกิจต่อไป เพื่อบังคับให้ญี่ปุ่นถอยจากการสนับสนุนไต้หวัน
REGION RADAR
INNOVENT BIOLOGICS หุ้นยาชั้นนำของจีนในด้าน GLP-1INNOVENT BIOLOGICS ประกาศความร่วมมือกับบริษัทยายักษ์ใหญ่อย่าง ELI LILLY พัฒนายาใหม่ โดยดีลนี้มีมูลค่าสูงถึง $8.5 พันล้าน เพื่อพัฒนายาใหม่ที่มุ่งรักษาโรคมะเร็งและโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกัน
ในช่วงที่ผ่านมา บริษัทมีความร่วมมือกับ ELI LILLY มาอย่างต่อเนื่องทั้งหมด 7 ครั้ง โดยมีทั้งรูปแบบบริษัทให้สิทธิ์ELI LILLY ในการขายยานอกจีน และในรูปแบบบริษัทได้รับสิทธิ์จาก ELI LILLY ในการขายยาในประเทศจีน
ปี 2025 เป็นปีแรกที่บริษัทสามารถมีกำไรได้เป็นครั้งแรก และในปี 2026 ตลาดคาดการณ์ว่ารายได้จะมีการเติบโต32% YOY ขณะที่ EPS จะเพิ่มขึ้น 232% YOY
นอกจากนี้ หากดูราคาหุ้นในปัจจุบันจะใกล้เคียงกับช่วงปี 2021 แต่จุดที่ต่างคือ ในช่วงปี 2021 บริษัทยังคงขาดทุนค่อนข้างหนัก อย่างไรก็ตาม ล่าสุดบริษัทได้รับการปรับเพิ่มคาดการณ์กำไรอย่างต่อเนื่องจากทางBLOOMBERG CONSENSUS และปี 2025 ที่ผ่านมา บริษัทมีผลประกอบการกลับมาเป็นกำไรครั้งแรก และการเติบโตในปี 2026 คาดกำไรจะเพิ่มขึ้น 232% YOY ส่งผลให้ FORWARD P/E 2026 อยู่ที่ระดับ 37เท่า แนะนำเก็งกำไร INNOVENT BIOLOGICS (1801 HK)
ON SEMICONDUCTOR รายงานรายได้ไตรมาส 4 ต่ำคาด
ON SEMICONDUCTOR (ON US) รายงานรายได้ไตรมาส 4/25 อยู่ที่ $1.53 พันล้าน -11% (ต่ำกว่าคาด0.3%) หลังได้รับแรงกดดันจากธุรกิจหลักอย่างกลุ่มธุรกิจ POWER SOLUTIONS ซึ่งให้บริการเซมิคอนดักเตอร์ด้านพลังงานประสิทธิภาพสูง มีรายได้อยู่ที่ $724 ล้าน -11%YOY และธุรกิจ ANALOG มีรายได้อยู่ที่$556 ล้าน-9% YOY ขณะที่บริษัทมี EPS อยู่ที่ $0.64 (สูงกว่าคาด 2.7%) สำหรับไตรมาสแรกบริษัทคาดว่ารายได้จะอยู่ในช่วง $1.44–$1.54 พันล้าน
THAI FOCUS
เจาะลึกสถิติช่วงจัดตั้งรัฐบาล ทำไมตลาดหุ้นไทยมีโอกาสสดใส
ตลอด 30 ปี ที่ผ่านมา ช่วงเวลาที่มีการจัดตั้งรัฐบาล (ใช้เวลาเฉลี่ย 43 วัน ครั้งหลังสุด 114 วัน) โดยกรอบเวลาการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ของไทย แต่ละยุค แตกต่างกันตามเกณฑ์รัฐธรรมนูญปี 2540, 2550, 2560 ที่แตกต่างกัน
ส่วนตลาดหุ้นไทยช่วงเวลาจัดตั้งรัฐบาลใน 30 ปี 7 ครั้ง ขึ้นได้ไม่เต็มที่เฉลี่ย +0.7% (บวก 3 ใน 7 ครั้งเท่านั้น)เบื้องหลังการบวกได้น้อย เพราะในแต่ละครั้งช่วงจัดตั้งรัฐบาล มักจะมีอุปสรรคต่างๆ เข้ามาแทรกซ้อนด้วยเสมออาทิ ปี 2551 เกิดวิกฤตเศรษฐกิจซับไพร์ม, ปี 54 เกิดน้ำท่วมใหญ่, ปี 48 ความไม่สงบภาคใต้, ปี 66 รัฐบาลขาดเสถียรภาพเสียงปริ่มน้ำ
หากย้อนเหตุการณ์ ปี 44 ตอนนั้นรัฐบาลพรรคไทยรักไทย มีคะแนนเสียง สส. สูงถึง 248 เสียง ใช้เวลาจัดตั้งรัฐบาล 46 วัน ตลาดหุ้นขึ้นได้ 10.2%ส่วนเหตุการณ์ปี 62 พรรคพลังประชารัฐเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล แม้จะมีเสียงสส.เพียง 116 เสียงเท่านั้น และใช้เวลาจัดตั้งรัฐบาลนาน 114 วัน แต่สามารถดำเนินนโยบายต่อเนื่องได้ และทางสภาบนสภาล่างมีมุมมองนโยบายไปในแนวทางเดียวกัน หนุนตลาดหุ้นในช่วงจัดตั้งรัฐบาลบวก 5.0%
ถ้าเปรียบเทียบกับปี 69 ไม่ได้เจออุปสรรคภายนอกแรงๆ เหมือนในอดีต และเชื่อว่าเหตุการณ์ใกล้เคียงกับปี 44เรื่องพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาลมีคะแนนเสียงสูง และเหมือนปี 62 เรื่องสภาบนสภาล่างไม่ได้ขัดแย้ง และสามารถดำเนินนโยบายต่อเนื่องได้ ซึ่งทั้ง 2 ครั้ง ช่วงจัดตั้งรัฐบาลหุ้นทั้ง 2 รอบนี้ SET INDEX บวกเฉลี่ยสูงถึง 7.8%
SYNAPSE STRATEGY
ต่างชาติ-สถาบันประสานเสียงซื้อหุ้นไทย ดัน SET พุ่งแรงเกือบ 50 จุด
วานนี้ตลาดกลับมาคึกคักอย่างมีนัยสำคัญ โดยดัชนีปิดที่ 1,400.89 จุด ปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 46.88 จุด (+3.46%)ด้วยมูลค่าการซื้อขายที่มากเกิน 1 แสนล้านบาท ซึ่งมาจากนักลงทุนต่างชาติที่ซื้อสุทธิสูงถึง 16,535 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นระดับการซื้อที่สูงที่สุดในรอบ 4 ปี นอกจากนี้ยังมีแรงเสริมจากกลุ่มนักลงทุนสถาบันที่ซื้อสุทธิอีกกว่า6,220 ล้านบาท โดยมีแรงหนุนสำคัญจากความชัดเจนเรื่องกองทุน TISA (THAI ESG ใหม่) ที่มีการปรับปรุงเงื่อนไขให้จูงใจมากขึ้นซึ่งเหตุผลที่ไทยเป็นเป้าหมายของทั้ง 2 กลุ่มนักลงทุน น่าจะมาจากอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (DIVIDENDYIELD) ของตลาดหุ้นไทยในปัจจุบันอยู่ที่ 4.2% ซึ่งสูงกว่าภูมิภาคอื่นอย่างเห็นได้ชัด (เช่น ยุโรป/ฮ่องกง 3.3%,ญี่ปุ่น 1.7% และสหรัฐฯ 1.2%) เมื่อนำไปคำนวณส่วนต่างกับผลตอบแทนพันธบัตร พบว่า DIVIDEND YIELDGAP แตะระดับ 3% ซึ่งตามสถิติในอดีต (เช่น ปี 2016 และ 2022) ทุกครั้งที่ส่วนต่างนี้แตะ 3% จะเป็นสัญญาณที่FUND FLOW มักจะไหลเข้าตลาดหุ้นไทยเสมอ
ดังนั้น กลยุทธ์ในช่วงนี้ที่ยังมี MOMENTUM ซื้อสุทธิจากต่างชาติต่อ จึงเลือกหุ้นที่มี NET BUY สูงสุดจากต่างชาติวานนี้และมีปัจจัยทางพื้นฐานบวกหนุน อาทิ
• กลุ่มการแพทย์ : BDMS มาเป็นอันดับ 1 ซื้อสุทธิ 582 ล้านบาท ตามด้วย BH ตามราคาหุ้นที่LAGGARD กลุ่มอื่นๆ
• กลุ่มพลังงาน : PTTEP และ PTT มีแรงซื้อหนาแน่นตามราคาน้ำมันเป็นขาขึ้นและพื้นฐานที่แข็งแกร่ง
• กลุ่มท่องเที่ยวและค้าปลีก : MINT, CPALL, CPN และ CRC ขานรับการฟื้นตัวของการบริโภคหลังเลือกตั้ง
• กลุ่มธนาคารและนิคมฯ : KBANK, KTB, AMATA, WHA ก็ได้ประโยชน์ตามเศรษฐกิจฟื้นตัว และนโยบายภาครัฐฯที่เอื้อประโยชน์ให้ต่างชาติเข้ามาลงทุน
จัดทำโดย
ภราดร เตียรณปราโมทย์
นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์
ภวัต ภัทราพงศ์
นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์
เลขทะเบียนนักวิเคราะห์: 117985
สิริลักษณ์ พันธ์วงค์
ผู้ช่วยนักวิเคราะห์
ธนกฤต สัจจมงคล
ผู้ช่วยนักวิเคราะห์