
สำนักข่าวหุ้นอินไซด์(9 กุมภาพันธ์ 2569)----------4 เซียนหุ้น เปิดโผหุ้นเด่น-มุมมองตลาดหุ้นไทย หลังได้รัฐบาลภูมิใจไทย โดย ASPS มองว่าตลาดหุ้นไทย มีโอกาสเกิด "Post-Election Rally" หรือการปรับตัวขึ้นหลังเลือกตั้ง โดยสถิติในอดีตพบว่า 1 สัปดาห์หลังเลือกตั้ง หุ้นมักปรับตัวบวกเฉลี่ย 2.5% ด้านบล.เมย์แบงก์ ปรับเพิ่มเป้าหมายดัชนี SET ณ สิ้นปี 69 เป็น 1,500 จุด ชี้เสถียรภาพทางการเมืองหนุนการฟื้นตัว ขณะที่ CGSI ปรับตัวเพิ่มเป้าดัชนี SET ปีนี้เป็น 1,480 จุด จากเดิม 1,400 จุด หลังมองรัฐบาลใหม่จะทำให้การเมืองไทยมีเสถียรภาพมากขึ้น เพิ่มความเชื่อมั่นให้นลท.และดูดเงินลงทุนจากต่างชาติกลับเข้ามาลงทุนในหุ้นไทย ฟาก บล.บัวหลวง มอง เมื่อน้ำเงินมา ตลาดมีโอกาส “เขียว” ตาม
บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด (ASPS) เปิดเผยบทวิเคราะห์เจาะลึกทิศทางการเมืองและตลาดทุนไทย หลังทราบผลการเลือกตั้งปี 2569 อย่างไม่เป็นทางการ โดยระบุว่าบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มสดใสและมีโอกาสเดินหน้าต่อ จากความชัดเจนทางการเมืองและเสถียรภาพของรัฐบาลชุดใหม่ "ภูมิใจไทย" ผงาดแกนนำรัฐบาล พลิกโฉมการเมืองไทย ผลการนับคะแนนเสียงเลือกตั้งกว่า 92.83% บ่งชี้ว่า "พรรคภูมิใจไทย" ได้รับชัยชนะอย่างถล่มทลาย (Landslide) กวาดที่นั่งไปกว่า 194 ที่นั่ง (เพิ่มขึ้นจากปี 2566 ถึง 123 ที่นั่ง) ก้าวขึ้นเป็นพรรคแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ตามมาด้วยพรรคประชาชน 116 ที่นั่ง และพรรคเพื่อไทย 76 ที่นั่ง บทวิเคราะห์ประเมินว่า สมการจัดตั้งรัฐบาลใหม่จะมีเสถียรภาพสูงมาก ไม่ว่าจะจับมือกับขั้วใด เช่น หากจับมือกับเพื่อไทยจะมีเสียงรวมกันกว่า 270 ที่นั่ง หรือหากจับมือกับพรรคประชาชนจะสูงถึง 327+ ที่นั่ง ซึ่งจะส่งผลให้ความไม่แน่นอนทางการเมืองลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
เปิดโผ 5 นโยบายเรือธง ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ รัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของภูมิใจไทย เตรียมผลักดันนโยบายหาเสียงมูลค่ารวม 1.48 แสนล้านบาท โดยมีนโยบายเศรษฐกิจและสังคมที่สำคัญ ได้แก่:
1. ลดค่าไฟเหลือหน่วยละ 3 บาท (สำหรับ 200 หน่วยแรก)
2. โครงการคนละครึ่ง พลัส กระตุ้นการจับจ่าย
3. ทหารอาสา ปฏิรูปกองทัพ
4. พยาบาลอาสา ดูแลผู้สูงวัย
5. มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า ผ่อนเดือนละ 300 บาท
อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิจัยฯ ตั้งข้อสังเกตถึงความท้าทายด้านภาระงบประมาณ เนื่องจากนโยบายส่วนใหญ่ต้องพึ่งพางบประมาณแผ่นดินโดยตรง ซึ่งรัฐบาลใหม่ต้องบริหารจัดการเพื่อไม่ให้หนี้สาธารณะทะลุเพดาน 70% ของ GDP
ตลาดหุ้นรับข่าวดี ลุ้น Fund Flow ไหลเข้า ASPS มองว่าตลาดหุ้นไทย (SET Index) มีโอกาสเกิด "Post-Election Rally" หรือการปรับตัวขึ้นหลังเลือกตั้ง โดยสถิติในอดีตพบว่า 1 สัปดาห์หลังเลือกตั้ง หุ้นมักปรับตัวบวกเฉลี่ย 2.5%, ประกอบกับค่าเงินบาทที่เริ่มแข็งค่าขึ้น สะท้อนถึงกระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) ที่มีโอกาสไหลเข้าตลาดหุ้นและตราสารหนี้ไทยต่อเนื่อง
กลยุทธ์การลงทุนและหุ้นเด่น สำหรับกลยุทธ์การลงทุน แนะนำเก็งกำไรในธีม Global Rebalance และหุ้นที่ได้รับอานิสงส์จากนโยบายหลังเลือกตั้ง รวมถึงหุ้นที่รับนักท่องเที่ยวช่วงตรุษจีน โดยมีรายชื่อหุ้นเด่น (Top Picks) ดังนี้:
- กลุ่มรับอานิสงส์นโยบายและการบริโภค: CPALL, CPAXT, BJC, TIDLOR, MTC
- กลุ่มท่องเที่ยวและการแพทย์: BDMS, PR9, CENTEL, ERW
- กลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน: STECON, GULF
เกาะติดตลาดโลก: ญี่ปุ่นคึกคักหลังเลือกตั้ง นอกจากประเด็นในประเทศ ตลาดหุ้นเอเชียยังได้รับแรงหนุนจากการเลือกตั้งในญี่ปุ่น ที่พรรค LDP ภายใต้การนำของนายกฯ หญิง ซานาเอะ ทาคาอิจิ (Sanae Takaichi) ชนะการเลือกตั้งแบบแลนด์สไลด์ สร้างความหวังต่อนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ หนุนให้ตลาดหุ้นญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ปรับตัวสูงขึ้นเช่นกัน
ด้านบริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ออกบทวิเคราะห์เปิดเผยว่า ปรับเพิ่มเป้าหมายดัชนี SET ณ สิ้นปี 2569 เป็น 1,500 จุด จากการปรับเพิ่มค่าเป้าหมาย P/E ขึ้นสู่ค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 16.0 เท่า จากเดิม 14.5 เท่า สะท้อนความคาดหวังต่อเสถียรภาพทางการเมืองที่มากขึ้น ซึ่งจะช่วยหนุนการ re-rating ของตลาด รวมถึงมาตรการสนับสนุนนโยบายภาครัฐจำนวนมากที่คาดว่าจะช่วยกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจตั้งแต่ครึ่งหลังปี 2569 เป็นต้นไป ผลการเลือกตั้งชี้ให้เห็นว่าพรรคภูมิใจไทย (BJT) ชนะด้วยคะแนนที่ทิ้งห่างอย่างมาก ส่งผลให้มีความชอบธรรมและอำนาจในการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งจะช่วยสร้างเสถียรภาพทางการเมืองที่ตลาดหุ้นไทยต้องการ
ภูมิใจไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล
ผลการเลือกตั้งล่าสุด (นับแล้ว 93% ของคะแนนทั้งหมด) แสดงให้เห็นว่าพรรคภูมิใจไทยได้ 194 ที่นั่งจากทั้งหมด 500 ที่นั่ง ทิ้งห่างพรรคประชาชนที่ได้ 116 ที่นั่งอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ภูมิใจไทยจะเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล เราคาดว่าภูมิใจไทยจะเชิญพรรคเพื่อไทย ซึ่งได้ 76 ที่นั่ง พรรคประชาธิปัตย์ 22 ที่นั่ง และพรรคขนาดเล็กอีก 3 พรรค รวม 12 ที่นั่ง เข้าร่วมรัฐบาล ซึ่งจะทำให้รัฐบาลมีเสียงข้างมาก 304 ที่นั่งในสภา
นโยบายเน้นการบริโภค การลงทุน และการค้า
เราคาดว่าการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีจะได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการภายในต้นเดือนพฤษภาคม หลังจากนั้นคาดว่าจะเห็นการดำเนินนโยบายหลายประการในช่วง 100 วันแรกของรัฐบาล โดยลำดับความสำคัญอันดับแรกน่าจะเป็นมาตรการกระตุ้นการบริโภคและช่วยลดค่าครองชีพ ซึ่งเป็นนโยบายในลักษณะเดียวกับที่รัฐบาลก่อนหน้าเคยดำเนินมาในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และเรามองว่าน้ำหนักเชิงบวกมีจำกัด อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่สำคัญกว่าคือ เราคาดว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคนใหม่จะผลักดันกระบวนการอนุมัติการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) แบบ FastPass ซึ่งอาจช่วยปลดล็อกโครงการลงทุนมูลค่ารวม 1.9 ล้านล้านบาท นอกจากนี้ เรายังคาดว่าจะเห็นการเร่งรัดการดำเนินโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่อยู่ในแผน มูลค่าราว 1.5 ล้านล้านบาท รวมถึงการสรุปข้อตกลงทางการค้าเพิ่มเติม ซึ่งจะช่วยหนุนการส่งออกของไทย มาตรการเหล่านี้มีแนวโน้มส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจและกำไรของบริษัทจดทะเบียนตั้งแต่ ครึ่งหลังปี 2569 เป็นต้นไป
คำแนะนำรายกลุ่มและรายหุ้น
เรายังคงแนะนำหุ้นที่ได้อานิสงส์จาก “election rally” ได้แก่ กลุ่มไฟแนนซ์ (MTC) กลุ่มท่องเที่ยว (MINT) กลุ่มสื่อสาร (TRUE) และกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ (AP) โดยมุมมองของเรายังไม่เปลี่ยนแปลง นอกจากนี้ หุ้นที่มีแนวโน้มได้ประโยชน์จากการเร่งอนุมัติ FDI และข้อตกลงทางการค้า ยังสอดคล้องกับธีมหลักของเราในปี 2569 (FDI, ดาต้าเซ็นเตอร์ และการค้า) ดังนั้น เรายังคงมุมมองเชิงบวกต่อกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม (WHA, AMATA) กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม (ITC) และหุ้นอิเล็กทรอนิกส์บางตัวที่คัดเลือกแล้ว (CCET)
ฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) หรือ CGSI ระบุในบทวิเคราะห์ ว่า ผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการออกมาว่า พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ได้จำนวนส.ส.มากกว่าที่เราคาดการณ์ไว้ จึง สามารถเข้ากุมบังเหียนกระทรวงสำคัญๆได้มากขึ้น เชื่อว่าภท.มีโอกาสสูงที่จะจับมือกับพรรคเพื่อไทย(พท.) เพื่อจัดตั้งรัฐบาลใหม่อย่างที่คาดไว้ก่อนหน้านี้ ขณะที่สำนักคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะต้องตรวจสอบคะแนนและรับรองผลอย่างน้อย 95% ภายในวันที่ 9 เม.ย.69 จากนั้นจึงจะมีการเรียกประชุมรัฐสภาครั้งแรกภายใน 15 วันหรือภายในวันที่ 24 เม.ย. 69 ดังนั้นรัฐสภาน่าจะต้องโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ในราวปลายเดือนเม.ย. 69
ฝ่ายวิเคราะห์ฯ มองว่า การที่ภท.ทำผลงานได้ดีในการเลือกตั้งครั้งนี้ คาดว่าตลาดหุ้นไทยจะตอบสนองในเชิงบวก เพราะคาดหวังกับเสถียรภาพของรัฐบาลใหม่และการสานต่อนโยบาย ขณะที่ฝ่ายวิเคราะห์ฯแนะนำให้นักลงทุนย้ายการลงทุนจากหุ้นและกลุ่มปลอดภัย (defensive) ที่ outperform ตลาดไปแล้ว เช่น กลุ่มโทรคมนาคม, กลุ่มพลังงานและกลุ่มธนาคาร มายังหุ้นกลุ่มที่ยังคงเป็น laggard อย่างเช่น กลุ่มการแพทย์, กลุ่มท่องเที่ยว, กลุ่มสินเชื่อเพื่อผู้บริโภคและกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม
นอกจากนี้ ยังมองว่าภาพการเมืองไทยที่ชัดเจนขึ้น อาจดึงดูดเม็ดเงินต่างชาติเข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้น โดยนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทยรวม 4.47 แสนล้านบาทในปี 66-68 แต่ทิศทางเริ่มเปลี่ยนมาเป็นบวกเล็กน้อย มีเงินลงทุนจากต่างประเทศไหลเข้าตลาดหุ้นไทยสุทธิ 1.5 หมื่นล้านบาทนับตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน(YTD ) ขณะที่ ดัชนี SET ปรับตัวลง 19% นับจากสิ้นปี 65 ซึ่ง underperform คู่แข่งในภูมิภาคอย่างมีนัยสำคัญ
โดยปัจจุบันหุ้นไทยซื้อขายอยู่ที่ P/E ล่วงหน้า 12 เดือนประมาณ 15 เท่าหรือ -1SD จากค่าเฉลี่ย 10 ปี จึงมองว่าการประเมินมูลค่าในขณะนี้น่าสนใจ อีกทั้งภาพการเมืองไทยที่ชัดเจนขึ้นน่าจะดึงดูดให้มีเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติไหลเข้ามามากขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ช่วยหนุนตลาดหุ้นไทย
ฝ่ายวิเคราะห์ CGSI เชื่อว่า ด้วยคะแนนเสียงที่ท่วมท้น รัฐบาลใหม่จะทำให้การเมืองไทยมีเสถียรภาพมากขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน จึงปรับเพิ่มเป้าดัชนี SET จากเดิม 1,400 จุด เท่ากับ P/E 15 เท่า ปี 70, -0.75SD เป็น 1,480 จุด หรือเท่ากับ P/E 15.6 เท่าในปี 70 หรือเท่ากับ -0.25SD จากค่าเฉลี่ย 10 ปี โดยมองว่าการมีเงินทุนไหลเข้าจากต่างประเทศมากขึ้นและสถานการณ์การเมืองที่มีแนวโน้มดีขึ้นจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยหนุนตลาดหุ้นไทย
อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นไทยจะมี downside risk หากเกิดความวุ่นวายทางการเมืองขึ้นอีกและเศรษฐกิจประเทศอ่อนตัวกว่าคาด ขณะที่รายชื่อหุ้น Top pick ของฝ่ายวิเคราะห์ฯประกอบด้วย BDMS, MRDIYT, CPN, ERW, GULF, MOSHI, MTC, PR9, SPALI, TIDLOR, และ WHA
บริษัทหลักทรัพย์บัวหลวง ออกบทวิเคราะห์เปิดเผยว่า ผลเลือกตั้งยังไม่เป็นทางการ แต่ตลาดเริ่ม price-in ตั้งแต่ที่เห็นคะแนนคืนแรก ภูมิใจไทยมีแนวโน้มได้เกือบ 200 ที่นั่ง และเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล โดยสูตรรัฐบาลที่เป็นไปได้มากสุด ณ ขณะนี้ คือ ภูมิใจแกนนำ ร่วมกับเพื่อไทย และมีพรรคกลาง-เล็กอื่นๆ รวมเสียงราว 360–370 ที่นั่ง มากกว่ารัฐบาลปี 2023 จึงตีความว่าเสถียรภาพสูงขึ้น การผลักดันนโยบายราบรื่น และความขัดแย้งในพรรคร่วมต่ำลง ทำให้การเปลี่ยนผ่านน่าจะเร็วและนโยบายต่อเนื่อง อิงจาก Primary Research EP.5 ที่เคยได้ออกรายงานไปเมื่อ 30 ม.ค. ตลาดมองเป็นผลลัพธ์ที่เป็นมิตรกับหุ้นที่สุด โดยรวม จึงประเมิน SET แกว่ง “sideways ไปถึงการปรับตัวขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป” โดยประเมิน upside เชิงเทคนิค เป้าหมาย SET แถว 1,450–1,480
ในส่วนมุมมองมหภาค (macro) คาดรัฐบาลใหม่ออก stimulus ภายใน 1–3 เดือน วงเงินไม่เกิน 4 หมื่นล้านบาท ช่วย GDP ราว 0.1–0.2% และยกกำไรตลาด ~0.4–0.8% พร้อมโอกาสขยายมาตรการ “คนละครึ่ง Plus” และนโยบายกระตุ้นกำลังซื้ออื่น ๆ รัฐบาลน่าจะตั้งได้ภายใน พ.ค. ทำให้การเบิกจ่ายงบไม่สะดุด และยังไม่เห็น downside ต่อประมาณการ GDP ไทยปี 2026 ที่ 1.6%
ผู้ได้ประโยชน์ชัดสุดในรอบแรกคือ ค้าปลีก-สินค้าต่างๆ ในตลาดแมส, FMCG, การเงินบุคคล, โรงไฟฟ้า และกลุ่มท่องเที่ยว-โครงสร้างพื้นฐาน พร้อมขยายไปขนส่งฯ และ มีเดีย โดยรายละเอียดรายกลุ่มจะขึ้นกับการจัดสรรกระทรวงหลักของพรรคร่วม ซึ่งยังต้องติดตามต่อไป
อย่างไรก็ดี รายงานนี้ เราได้รวบรวมความเห็นจากนักวิเคราะห์แต่ละกลุ่มไว้เบื้องต้นในรายงาน ซึ่งสรุปได้คร่าวๆ ดังนี้
1) ลดค่าครองชีพ “คนละครึ่ง Plus” เน้น “พยุงกำลังซื้อแมส”: CPAXT, BJC, CRC, JMT, MTC, SAWAD, TIDLOR, CPF, BTG, TFG, GFPT, CBG, OSP, ICHI, HMPRO, GLOBAL, DOHOME, ILM
2) ท่องเที่ยว & wellness: “Travel Well, Get a Rebate” + soft power + โครงสร้างพื้นฐาน เป็น ธีมกลาง-ยาว ผสมมาตรการระยะสั้นแบบ rebate กับโปรเจกต์ soft power (เช่น Disney Land, F1) เพื่อยกระดับการรับรู้ประเทศและดันการพักนานขึ้น/ADR สูงขึ้น: AOT, CENTEL, ERW, AWC, MINT, SPA, BDMS, BH, SPALI, SIRI, HMPRO, GLOBAL, DOHOME
3) พักหนี้/เงินกู้ฉุกเฉิน: KTB, KKP, TTB, AP, SC, SPALI, SIRI
4) ค่าไฟ/พลังงาน/พลังงานสะอาด: BGRIM, GPSC, THCOM, WHAUP, DITTO
5) งบทุนรัฐผ่านกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน/PPP + อุตสาหกรรมอนาคต: STECON, CK, GULF, BEM, AIT, TKC, PIS, DITTO, ITEL, BBIK, BE8, DELTA, AMATA, WHA, GRIM, GULF, WHAUP, EASTW, FORTH
6) Aviation hub + ค่าโดยสารรถไฟฟ้า: AOT, AAV, BA, THAI, SKY, BEM, BTS, PLANB, VGI
สุดท้าย แนวคิด “ดึงเงินออมกลับเข้าตลาดหุ้นไทย” ผ่านโครงการออมระยะยาว/สิทธิภาษี โดยรายงานยกแนวทางขยายบทบาทกองทุนออมแห่งชาติ (TISA) เพื่อจำกัดเงินไหลออกไปลงทุน ETF ต่างประเทศ และเสริม ecosystem wealth management
---จบ---