Today’s NEWS FEED

News Feed

บล.บัวหลวง : รอบด้านตลาดหุ้น

85

 

แนวโน้มสินทรัพย์ต่างประเทศ

เมื่อชัยชนะไม่ได้วัดเพียงแค่อาวุธ


ปฏิบัติการบุกจับผู้นำเวเนซุเอลาของสหรัฐฯ ได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ทั้งนักวิเคราะห์ความมั่นคงและนักลงทุนต้องหันกลับมาทบทวนว่าสงครามยุคใหม่กำลังกำหนดทิศทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมในอนาคตอย่างไร เพราะภารกิจควบคุมตัวประธานาธิบดีมาดูโรที่เสร็จสิ้นภายในเวลาเพียง 150 นาทีโดยไม่ยกระดับเป็นสงครามเต็มรูปแบบ ได้แสดงให้เห็นชัดเจนว่าปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดชัยชนะเป็นข้อมูล ความเร็ว และการผสานข้อมูลและปฏิบัติการจากทุกด้านแบบไร้รอยต่อ


ภายใต้ปฏิบัติการดังกล่าว สหรัฐสามารถเจาะระบบจนรู้ทุกความเคลื่อนไหวแบบเรียลไทม์ ขณะที่ฝ่ายตรงข้ามแทบไม่รู้ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น ทำให้ความได้เปรียบมาจากระบบสั่งการที่เชื่อมโยงอากาศ พื้นดิน ทะเล ไซเบอร์ และอวกาศเข้าด้วยกัน ซึ่งการรบรูปแบบนี้คือสงครามสมัยใหม่ หรือที่เรียกว่า Software-Defined Warfare ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่แพลตฟอร์มซอฟต์แวร์สำหรับวิเคราะห์ข้อมูลภาคสนามแบบเรียลไทม์ ระบบอัตโนมัติที่ช่วยให้โดรนและยานไร้คนขับตัดสินใจได้ด้วยตนเอง เทคโนโลยีไซเบอร์ที่สามารถปิดกั้นหรือทำให้ระบบสั่งการของฝ่ายตรงข้ามล่มชั่วคราว ระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์ที่รบกวนเรดาร์และสัญญาณสื่อสาร ไปจนถึงเครือข่ายดาวเทียมและโครงสร้างพื้นฐานด้านอวกาศที่ส่งข้อมูลกลับสู่ศูนย์บัญชาการอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแนวโน้มนี้จะทำให้ในช่วงหลายปีข้างหน้าโครงสร้างการจัดสรรงบประมาณกลาโหมของประเทศมหาอำนาจจะมีทิศทางที่เปลี่ยนไป


ทิศทางงบกลาโหมในช่วงหลายปีข้างหน้ามีแนวโน้มให้น้ำหนักกับระบบดิจิทัล โครงสร้างสั่งการ AI อัตโนมัติ โดรน และความมั่นคงไซเบอร์มากขึ้น สัญญาณดังกล่าวเห็นได้ชัดจากสัดส่วนงบ Research, Development, Test, and Evaluation (RDT&E) ต่อ Procurement ของสหรัฐฯ ที่เพิ่มจาก 61.6% ในปี 2015 เป็น 85.4% ในปี 2025 สะท้อนว่าจุดโฟกัสกำลังเปลี่ยนจากการจัดซื้อยุทโธปกรณ์แบบเดิม ไปสู่การลงทุนพัฒนาเทคโนโลยีที่สร้างความได้เปรียบเชิงข้อมูล ขณะที่งบ RDT&E ปีงบประมาณ 2026 ถูกเสนอสูงถึง 1.79 แสนล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 27% จากปีก่อนหน้า ตอกย้ำว่าระบบสั่งการอัจฉริยะและซอฟต์แวร์กำลังกลายเป็นอาวุธหลักของศตวรรษที่ 21


ภาพนี้ยังเชื่อมโยงมายังมูลค่าตลาดหุ้นในกลุ่ม Defense Tech เนื่องจากบริษัทในกลุ่ม Software-Defined Defense มักมีโมเดลรายได้คล้าย SaaS ที่ให้ส่วนต่างกำไรสูงกว่า มีรายได้ผูกพันระยะยาว และสามารถอัปเดตความสามารถของระบบผ่านซอฟต์แวร์โดยไม่ต้องพึ่งฮาร์ดแวร์ใหม่ ขณะเดียวกัน บริษัทในกลุ่มอาวุธแบบดั้งเดิมก็เริ่มผสานซอฟต์แวร์เข้าเป็นแกนหลักของแพลตฟอร์มมากขึ้น เช่น กรณี F-35 ของ Lockheed Martin ที่ถูกมองว่าเป็น Server ที่บินได้ ชี้ให้เห็นว่ามูลค่าเพิ่มของยุทโธปกรณ์ยุคใหม่อยู่ในข้อมูล เซนเซอร์ และระบบประมวลผล ทำให้บริษัทเหล่านี้เริ่มถูกประเมินมูลค่าใหม่ หรือ Re-rating ในลักษณะบริษัทเทคโนโลยีมากกว่าผู้ผลิตอาวุธแบบดั้งเดิม


แนวโน้มงบกลาโหมโลกยังคงเร่งตัว โดยคาดว่าจะเพิ่มจาก 2.68 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2024 สู่ระดับ 4.7–6.6 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2035 สอดคล้องกับความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ปะทุในหลายภูมิภาค และเป็นแรงผลักดันสำคัญให้หุ้นกลุ่ม Defense และ Aerospace ทั่วโลกปรับตัวขึ้นแรงในช่วงที่ผ่านมา ขณะที่ ETF อย่าง SHLD และ PPA ซึ่งเราแนะนำตั้งแต่ปลายปี 2024 ปรับตัวขึ้นสูงสุดถึง 100% และ 54% ตามลำดับ ก่อนจะเริ่มเห็นแรงขายทำกำไรในช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเราประเมินว่าราคายังอาจปรับลงได้อีกจากระดับปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ภาพระยะยาวของธีมนี้ยังคงอยู่ในโครงสร้างขาขึ้นอย่างชัดเจน นักลงทุนจึงควรใช้กลยุทธ์ทยอยสะสมในช่วงจังหวะที่ราคาย่อลงต่ำกว่านี้




สรุปภาพตลาดวานนี้
SET พุ่งทยาน ไม่ใช่แค่ DELTA แต่การขึ้นรอบนี้ยกมาทั้งพลังงาน ไอซีที คอมเมิร์ช ท่องเที่ยว ซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่ทั้งสิ้น ขณะที่แรงขายเป็นเฉพาะตัวอย่าง THAI (ก่อนปลดล็อคหุ้น Silent) ปิโตรเคมี (ตามสเปรด) เป็นต้น


แนวโน้มตลาดวันนี้
คลื่นลมสงบ;เรือเล็กเริ่มออกจากฝั่ง
คลื่นลมกลับมาสงบอีกครั้ง-ตลาดหุ้นไทยฝ่าความผันผวนของสินทรัพย์ทั่วโลก และยังสร้างผลตอบแทนที่ดีได้ต่อเนื่อง ขณะที่หุ้นกลุ่มเด่นหมุนขึ้นดีกว่าตลาดเมื่อวาน ได้แก่ กลุ่มห้าง ค้าปลีก บริการ ประเภทสินค้าฟุ่มเฟือย COM7 CRC CPN CENTEL ตามที่เราระบุแนะนำให้สะสม กลุ่มหุ้นเชื่อมโยง-Discretionary ที่เกาะแนวโน้มการลงทุนแบบหมุนกลุ่ม (Sector rotations) ขึ้นมาพร้อมๆกับหุ้นวัฎจักร รอบนี้...
โดยเราสังเกตว่าหุ้นที่ขึ้นนำตลาดรอบนี้ เป็นหุ้นวัฏจักรตัวใหญ่ กลุ่ม ปตท.ก่อน และตามมาด้วย หุ้นตัวรองของแต่ละกลุ่มฯแต่เป็นหุ้นโซนต่ำกว่า SET30 ยังเล่นไม่เกิน SET100 ไปไกล ยกตัวอย่างเช่น เมื่อวานหุ้นบวกแรงกว่าดัชนีฯ ได้แก่ ERW M MINT CPN COM7 โดยหุ้นภาคบริการ อย่าง โรงแรม AOT ที่รับอานิสงส์ตัวเลขนักท่องเที่ยวจีน ได้กลับคืนสู่ระดับเหนือ ช่วงที่โควิดระบาด เป็นครั้งแรก
จากกลยุทธ์ซื้อหุ้นดัก Flow rotation: เราคาดกลุ่มเด่นกลุ่มเดิมที่ขึ้นมารอบนี้ จะยังคงแข็งแกร่งกว่าตลาด และมีโอกาสที่แรงซื้อจะหมุนไปหา หุ้นวัฎจักร กลุ่มถัดไป คือ Discretionary ในธุรกิจค้าปลีก หุ้นภาคบริการ เป็นต้น


กลยุทธ์การลงทุน
กลยุทธ์การลงทุนช่วงนี้ สะสมหุ้นเมื่อราคาย่อลง เน้นไปที่หุ้นผลตอบแทนเงินปันผลสูง, หุ้นที่มีการปรับเพิ่มประมาณการกำไร และ เพิ่มการเล่นหุ้นตามกระแสการ เก็งกำไร


วิเคราะห์ทางเทคนิค
สถานะปัจจุบันของ SET Index อยู่ในโหมด "Breakout & Bullish Momentum" หลังจากพยายามทะลุ previous high 1,345 จุด เครื่องมือทางเทคนิค: Moving Averages: ดัชนียืนเหนือเส้น EMA 25 & 200 วัน เป็นฐานรับสำคัญในระยะสั้น & ยาว ขณะที่ MACD > 0 ส่งสัญญาณ Bullish (แต่!เริ่มพักนิดๆ) Volume เพิ่ม นำโดยหุ้น Big Cap ช่วยยืนยันความแข็งแกร่งของการดีดตัวรอบนี้
กรอบแนวต้าน: 1,350 (หากทะลุ 1,350 ได้จะเป็นสัญญาณ Buy Signal รอบใหญ่)
แนวรับ: ไม่ควรลงต่ำกว่า 1,330 เพื่อรักษาโมเมนตั้มขาขึ้น
Note: จับตา "Election Rally" หุ้นขึ้นก่อนการเลือกตั้งใหญ่ที่กำลังจะมาถึง

 


What to watch
ก.คลังสหรัฐ ระบุว่าไทยมีรายชื่ออยู่ในบัญชีเฝ้าระวังคู่ค้ารายใหญ่ที่ต้องจับตาพฤติกรรมการแลกเปลี่ยนเงินตราที่อาจไม่เป็นธรรม รายงานที่เสนอต่อรัฐสภาสหรัฐฯ ฉบับล่าสุดนี้ ปรากฏชื่อประเทศที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม “เฝ้าระวัง”(Monitoring list) ได้แก่ ญี่ปุ่น, จีน, เยอรมนี, ไอร์แลนด์, สิงคโปร์, เกาหลีใต้, สวิตเซอร์แลนด์, ไต้หวัน, เวียดนาม รวมถึง “ไทย” ที่เพิ่งถูกบรรจุชื่อเข้ามาเป็นรายล่าสุดตามคาด หลังจากทรัมป์ ประกาศสงครามการค้า, สงครามทางกายภาพ และ ล่าสุด เปิดวอร์ค่าเงิน กับนานาชาติ แนวโน้มแบบนี้ บาทยังคงต้องเหนื่อย จะกลับไปอ่อนคงต้องใช้เวลา มาตรการนี้ไทยเคยเผชิญมาก่อนแล้วและเคยได้ผล ซึ่งอาจทำให้การกำกับค่าเงินผ่านมาตรการต่างๆ ถูกจับตามองมากขึ้นกว่าเดิม แนวโน้มแบบนี้ เราคาดเป็นผลดีต่อทิศทางราคาหุ้นกลุ่มนำเข้าสินค้าทุน และหุ้นวัฎจักร ที่เราแนะนำ
MSCI ระงับการรีวิวหุ้น-ดัชนีของอินโดนีเซีย จนกว่า หน่วยงานกำกับดูแลของอินโดนีเซีย จะแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับ ความโปร่งใสของข้อมูลและความสามารถในการลงทุน ของตลาดหุ้นในประเทศให้ชัดเจนก่อน และอาจ ทบทวนสถานะการเข้าถึงตลาด (market accessibility) ของอินโดนีเซียใหม่จนนำไปสู่การ ลดน้ำหนักของหุ้นอินโดนีเซียในดัชนี MSCI Emerging Markets
ทรัมป์ส่งสัญญาณบวก เผยอิหร่านเปิดทางเจรจาที่ตุรกี ศุกร์นี้ ย้ำชัดดีลต้องจบที่ไร้อาวุธนิวเคลียร์


หุ้นแนะนำวันนี้
OSP Consensus และ BLS Research เห็นตรงกันเรื่องกำไรดีไตรมาส 4/25 ซึ่งประเด็นหนุนที่จะเพิ่มความน่าสนใจซื้อหุ้น OSP กลยุทธ์ดูเรื่องการฟื้นตัวของสินค้าในกลุ่มเครื่องหอม(ฟุ่มเฟือย)ของ OSP ซึ่งต่าง จากคู่แข่งในตลาดที่ขาดเรื่องการขยายตัวที่ดีกว่าเศรษฐกิจในช่วงที่เริ่มเห็นสัญญาณของการฟื้นตัว และถูก Pair trade กับ CBG ซึ่งอาจรับข่าวร้าย ครม.เห็นชอบ “เปิดเสรีนำเข้าสุรา”
แนวรับ 17.5 ต้าน 19 Stop loss 16

 

 


รายงานพื้นฐานวันนี้

AP
เอพี (ไทยแลนด์)
คาดกำไร 4Q25 เด่น พร้อมปันผลที่สูง
เราคาดกำไรหลัก 4Q25 ของ AP ที่ 1.3 พันล้านบาท ทรงตัว YoY เพิ่มขึ้น 12% QoQ ทำจุดสูงสุดของปี หนุนจากยอดโอนเพิ่มขึ้น 16% YoY และ 18% QoQ สู่ 1.05 หมื่นล้านบาท สูงสุดในรอบ 3 ปี จากแนวราบเป็นหลักและส่วนมากเป็นโครงการที่เปิดขายใน 2H25 ขณะที่คอนโดเริ่มกลับมามีบทบาทจากการโอน Aspire Vibha–Victory หนุน GM ทรงตัวที่ราว 30% แม้การแข่งขันด้านราคายังสูง

มองไปปี 2026 การเติบโตจะเป็นลักษณะค่อยเป็นค่อยไป โดยแผนเปิดโครงการใหม่คาดอยู่ที่ 5.0–5.5 หมื่นล้านบาท ใกล้เคียงปีก่อน แต่มี mix shift ชัดเจนไปทางคอนโด (5–6 โครงการ มูลค่า 1.5–2.0 หมื่นล้านบาท) เราประเมินกำไรสุทธิปี 2026 ที่ราว 4.6–4.7 พันล้านบาท เติบโต ~8% YoY

ด้านงบดุลถือว่าแข็งแรง ความเสี่ยงรีไฟแนนซ์ต่ำจากโครงสร้างหนี้ที่กระจายดี ต้นทุนการเงินเริ่มนิ่ง และพอร์ตแนวราบช่วยให้กระแสเงินสดหมุนเร็ว รองรับการจ่ายเงินปันผลได้สบาย
Fundamental view: AP เด่นสุดในกลุ่มจากกำไร 4Q25 พร้อมงบดุลแกร่ง รองรับการจ่ายปันผลที่ดี พร้อมคาด ปันผลสำหรับปี 2025 ที่ราว 0.55 บาท คิดเป็น Dividend yield ประมาณ 6.1% สูงสุดในกลุ่มอสังหาฯ จึงคงคำแนะนำซื้อ ราคาเป้าหมาย 10 บาท

ICHI
(Tactical Idea)
อิชิตัน กรุ๊ป
แนวโน้มกำไรกำลังกลับมาเฉิดฉาย
Business plan: ICHI เปิดแผนธุรกิจปี 2026 โดยตั้งเป้ายอดขายโต >10% YoY จาก 1) ธุรกิจชาเขียว (สัดส่วนหลัก) ที่ได้อานิสงส์ demand กลับมาปกติ 2) เครื่องดื่มอื่นเช่น PH-Plus เป็นตัวเสริมการเติบโตตั้งเป้าราว 1 พันล้านบาท 3) OEM เห็นแนวโน้มโตราว 20% YoY ตามการใช้กำลังการผลิตที่เพิ่ม และ 4) ส่งออกกลับมาหลังปัญหาชายแดนคลี่คลาย

ในส่วน GM คาดทรงตัวที่ ~24.5% ขณะที่ต้นทุนหลัก (น้ำตาล, ขวด PET) lock ราคาไว้แล้ว ทำให้กำไรจะฟื้นผ่าน operating leverage และ utilization ที่เพิ่มจาก ~62% เป็น 68–70%

Weather & seasonality: สภาพอากาศเป็น swing factor ที่ตลาดยังรอดู โดยในรอบ El Niño ก่อนหน้า กำไร ICHI เติบโตแรง (ปี 2023-24 กำไรขึ้น +70% YoY และ 19% YoY ตามลำดับ) และราคาหุ้น outperform ตลาดชัดเจน (ปี 2023 หุ้นขึ้น +39% สวนทาง SET ที่ลง และปี 2024 ลงน้อยกว่า SET) และรอบนี้ข้อมูลล่าสุดชี้ว่า La Niña กำลังเปลี่ยนผ่านสู่ neutral และมีโอกาสเข้าสู่ El Niño ในช่วงกลางปี 2026 ซึ่งอาจช่วยหนุนยอดขายจากฐานปี 2025 ที่ถูกกดดันจากสภาพอากาศเย็นและฝนมากผิดปกติ

Catalyst ระยะสั้น: หากอากาศร้อน ก.พ.-พ.ค. และมีมาตรการกระตุ้นการบริโภคจากรัฐบาลใหม่ จะช่วยหนุน sentiment หุ้นกลุ่ม mass consumption ซึ่ง ICHI อยู่ในกลุ่มราคาจับต้องได้ (เริ่ม 10 บาท/ขวด)

Tactical action: เรามองเห็นโอกาสเทรดระยะสั้นใน ICHI หลัง downside risk ของกำไรเริ่มจำกัด และภาพกำลังเปลี่ยนจากทิศทางที่ “แย่ลง” ก่อนหน้าเป็น “ยืนได้จนถึงมี upside” ขณะที่ตลาดยังตั้งความคาดหวังต่ำจากเศรษฐกิจอ่อนในปี 2025 ทำให้มีโอกาสเกิด earnings upgrade หากดีมานด์ฟื้นเพียงเล็กน้อย บวกกับ dividend yield ราว 8% ช่วยจำกัด downside

 



รายงานผลประกอบการวันนี้

ADVANC
แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส

 

(+) ADVANC รายการกำไรสุทธิ/หลัก 4Q25 ที่ 1.4 หมื่นล้านบาท คิดเป็นกำไรหลักเพิ่มขึ้น 54% YoY และ 19% QoQ สูงกว่าที่เราและตลาดคาด 14% และ 16% ตามลำดับ จากรายได้มือถือมากกว่าคาด พร้อมประกาศจ่ายปันผลปกติ 8.41 บาท และ ทำเซอร์ไพร์สปันผลพิเศษอีก 19 บาท รวมเป็น 27.41 บาท (ขึ้น XD 27 ก.พ.) คิดเป็น Div. yields 7.6% แนวโน้ม 1Q26 คาดกำไรหลักเพิ่มขึ้น YoY, QoQ เราปรับกำไรหลักเพิ่มขึ้น 21% และราคาเป้าหมายเป็น 398 บาท (จาก 351 บาท) ยังคงให้เป็น Top Pick กลุ่ม

3BBIF
กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ต สามบีบี


(0) 3BBIF รายการกำไรสุทธิ 4Q25 ที่ 1.4 พันล้านบาท ลดลง 57% YoY แต่ทรงตัว QoQ พร้อมประกาศจ่ายปันผล 0.2241 บาท คิดเป็น Div. yields 3.4% ขึ้น XD 13 ก.พ. แนวโน้ม 1Q26 คาดกำไรเพิ่มขึ้น YoY (ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยลด) ทรงตัว QoQ ยังแนะถือรับปันผล

 


สรุปประเด็นจาก Quick take

THAI
การบินไทย
หุ้น THAI พ้นช่วงเวลาห้ามขายหุ้นวันแรก
วันที่ 4 ก.พ. 2026 หุ้น THAI ในสัดส่วน 25.0% ของจำนวนหุ้นที่ติด silent period (จำนวนราว 6,601 ล้านหุ้น คิดเป็น 23.3% ของจำนวนหุ้นที่ออกและชำระแล้วทั้งหมด) จะพ้นช่วงเวลาห้ามขายหุ้น
View from fundamental: ราคาหุ้นอาจได้รับแรงกดดันจากการขายหุ้นที่พ้น silent period อย่างไรก็ตามเรามองว่าหากราคาหุ้นปรับตัวลงมาที่ระดับ 6 บาท ซึ่งคิดเป็น PER ปี 2026 ที่เพียง 6 เท่า (ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาคที่ 11.4 เท่าถึง 48%) และคิดเป็นอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่ 5.0% (ใกล้เคียงกับกลุ่มธนาคาร แต่สูงกว่าอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลเฉลี่ยของ SET และของภูมิภาคที่ 3.0%) เป็นระดับราคาที่น่าจะพิจารณาทยอยสะสม เนื่องจากแนวโน้มกำไรปี 2026 ที่แข็งแกร่งน่าจะเป็นปัจจัยหนุนราคาหุ้นในระยะถัดไป

 

Tourism
นักท่องเที่ยวจีนเริ่มเร่งตัว หนุนหุ้นท่องเที่ยว
ข้อมูลล่าสุด 26 ม.ค.–1 ก.พ. 2569 ชี้ว่านักท่องเที่ยวจีนเข้าไทยเร่งตัวชัดเจนแบบรายสัปดาห์ (WoW) อยู่ที่ 116,515 คน เพิ่มขึ้น 15.5% WoW ทั้งที่ยังไม่เข้าสู่ช่วงตรุษจีนปี 2026 ที่จะเริ่ม 17 ก.พ.
View from fundamental: การเร่งตัวของนักท่องเที่ยวจีนทั้งในเชิงจำนวนรายสัปดาห์ และความจุ ที่นั่งสายการบินจีน–ไทยที่ขยับขึ้น โดยจังหวะการฟื้นครั้งนี้เกิดก่อนเข้าสู่ช่วงตรุษจีนปี 2026 มองเป็นสัญญาณนำเชิงบวกต่อกลุ่มท่องเที่ยวไทย เราชอบ AOT, CENTEL, ERW, AWC และ SPA (non-rated)

 

 

วิกิจ ถิรวรรณรัตน์ Tel. (662) 618-1336
นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน/ปัจจัยทางเทคนิค
นภนต์ ใจแสน นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน
ภูวดล ภูสอดเงิน, AISA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน

 

 

 

 

 

 

อณุภา ศิริรวง

: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

บทความล่าสุด

เล่นตัวหลัก By : เจ๊มดแดง

เจ๊มดแดง ไต่กิ่งมะม่วง สถานการณ์ปัจจุบันนี้ ต้องเล่นตัวหลักของกลุ่ม ที่มีศักยภาพทำกำไรต่อเนื่อง มีจ่ายเงินปันผล ....

มัลติมีเดีย

พูด คุยสบายๆ... EKH ปี 70-71 จะดีกว่าปี 69 - หุ้นอินไซด์ ทอล์ค

พูด คุยสบายๆ... EKH ปี 70-71 จะดีกว่าปี 69 - หุ้นอินไซด์ ทอล์ค

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้