Market Wrap-Up
- SET วันที่ 28 ม.ค.69 ปิด +4.45 จุด อยู่ที่ 1,338.90 จุด มูลค่าการซื้อขาย 44,733 ลบ.ลบ. พอร์ตโบรกซื้อ 53 ลบ.ต่างชาติซื้อ 459 ลบ. รายย่อยซื้อ 642 ลบ.และสถาบันขาย 1,154 ลบ. NVDR ซื้อสุทธิ 144 ลบ. ซื้อ PTT,PTTEP,TRUE,CPALL,AOT และขาย BBL,KBANK,DELTA,SCB,BDMS มูลค่า Short Sales อยู่ที่ 1,929 ลบ. หุ้นที่มี % ช็อตเซลสูง เช่น CNSTAR5023,CN01,BTS โดยนักลงทุนต่างประเทศมีสถานะ Short ใน Index Futures จำนวน 12,544 สัญญา ยอดสะสมตั้งแต่ต้นปีต่างชาติ Long สุทธิรวม 73,937 สัญญา ต่างชาติซื้อสุทธิในตลาดพันธบัตรไทย 20,345 ลบ
Market View
- DJIA +0.02%, S&P500 -0.01%, Nasdaq +0.17% เฟดมีมติ 10 – 2 คงดอกเบี้ยไว้ที่ 3.50 – 3.75% เป็นไปตามคาดการณ์ หลังปีก่อนเฟดได้ลดดอกเบี้ย 3 ครั้งใน ก.ย. ต.ค. และ ธ.ค. ขณะที่ตลาดแรงงานมีเสถียรภาพ, เศรษฐกิจสหรัฐเติบโตดี และเงินเฟ้อยังอยู่ระดับสูง ดังนั้นเฟดจึงยังไม่ส่งสัญญาณต่อแนวโน้มดอกเบี้ยในระยะถัดไป โดยหุ้นกลุ่มอสังหา -0.92%, สินค้าอุปโภค -0.78% ขณะที่กลุ่มพลังงาน +0.74% และเทคโนโลยี +0.62% หลัง Tesla +1.5% ตอบรับรายได้ & กำไร Q4 ดีกว่าคาด, Microsoft -6.3% หลังรายได้ของ Azure ชะลอตัวเล็กน้อย และมีการใช้เงินลงทุนสูงถึง $75 หมื่น ล. และ Meta Platform +7.1% รายงานกำไร Q4 ดีกว่าคาด และแนวโน้มรายได้ใน Q1 ยังเติบโตดี ส่วนค่ำวันนี้ติดตามรายงานงบไตรมาสที่ผ่านมาของ Apple
- Stoxx600 ยุโรป -0.75% นำโดยกลุ่มสินค้าหรูหรา LVMH -7.9% หลัง ปธ.เจ้าหน้าที่บริหารมีมุมมองระมัดระวังต่อแนวโน้มธุรกิจในปีนี้ ส่วน Deutsche Bank -1.98% หลังถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจสอบในกรณีที่เกี่ยวกับการฟอกเงิน ขณะที่กลุ่มเทคโนโลยี ASML -1.9% แม้ว่าจะได้ปัจจัยหนุนจากยอดคำสั่งซื้อใน Q4 ดีกว่าคาด แต่ถูกกระทบจากข่าวปรับลดคนงาน 1,700 ตำแหน่ง ข้อมูลเศรษฐกิจวันศุกร์ติดตาม GDP ยูโรโซน Q4/68 คาด +1.2% & Q3/68 +1.4% YoY และ CPI เยอรมัน ม.ค.คาด +2.0% & ธ.ค. +1.8% YoY
- ตลาดหุ้นเอเชียวานนี้ ดัชนีนิเกอิ +0.05% ยังถูกกดดันจากค่าเงินเยนแข็งค่าอยู่ที่ 152.7 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ หลังทางการสหรัฐ & ญี่ปุ่นเข้าร่วมแทรกแซงค่าเงินเยน ซึ่งส่งผลลบต่อหุ้นกลุ่มส่งออกของญี่ปุ่น แต่ยังได้แรงหนุนจากข่าว Meta Platform เซ็นต์สัญญามูลค่า 6 พัน ล.ดอลลาร์กับ Corning Inc.ในการจัดซื้อสายไฟเบอร์ออปติกสำหรับศูนย์ Data Center ของ Meta ส่วน Kospi เกาหลีใต้ +1.69% ได้แรงหนุนจากหุ้นกลุ่มผู้ผลิตชิป SK Hynix +5.1% และแบตเตอรี่ LG Energy Solution +5.5% ขณะที่ดัชนีเซี่ยงไฮ้ +0.27% ได้แรงหนุนจากหุ้นกลุ่มเหมืองแร่ & ชิป เช่น Zijin Gold Intl. +7.1% และ SMIC +3.7% หลังจีนอนุญาตให้นำเข้าชิป AI รุ่น H200 ของ Nvidia
- SET วานนี้ +0.33% ปริมาณการซื้อขาย 4 หมื่น ลบ. ต่างชาติซื้อ 459 ลบ. พอร์ตโบรกซื้อ 53 ลบ. รายย่อยซื้อ 642 ลบ. และสถาบันขาย 1,154 ลบ. ดัชนี SET ได้แรงหนุนจากกลุ่มปิโตรเคมี +5.0% นำโดย IVL +8.6% หลังสเปรด PET ปรับดีขึ้น และยังได้ประโยชน์จากภาษีนำเข้า PET ของสหรัฐที่จะช่วยหนุนยอดขายของโรงงานในสหรัฐ เนื่องจากต้นทุนการนำเข้า PET จากต่างประเทศมีแนวโน้มแพงขึ้น ขณะที่กลุ่มพลังงาน +1.5% นำโดย PTTEP +2.9%, PTT +2.2% หลังราคาน้ำมันดิบปรับสูงขึ้น จากกังวลต่อความขัดแย้งระหว่างสหรัฐ – อิหร่าน โดยภาพรวมดัชนี SET ยังได้แรงหนุนจาก Fund Flow ต่างชาติที่เริ่มปรับพอร์ตการลงทุนออกจากตลาดหุ้นอินโดนีเซียเ หลัง MSCI อาจปรับลดสถานะการลงทุนในตลาดหุ้นอินโดนีเซียใน พ.ค. ไปยังกลุ่ม Frontier เนื่องจากมีปัญหาในเรืองของ Free Float ไม่เป็นไปตามเกณฑ์ ซึ่งเป็นผลบวกต่อเม็ดเงินลงทุนในตลาดหุ้นไทย & ฟิลิปปินส์ ส่วนการรายงานงบวานนี้ SCC มีผลขาดทุนในงวด Q4/68 อยู่ที่ -3.69 พัน ลบ.สูงกว่า BB คาดไว้ที่ -2.7 พัน ลบ. สาเหตุมาจากผลขาดทุนสต็อตของ SCGC -1.12 พัน ลบ. และขาดทุนจากรายการปรับโครงสร้างธุรกิจ -3.25 พัน ลบ.
Daily Strategy
- ประเมินแนวรับดัชนี SET ที่ 1,320 – 1.330 แนวต้าน 1,345 – 1,350 คาดดัชนีได้แรงหนุนจาก Fund Flow ต่างชาติที่โอกาสปรับพอร์ตออกจากตลาดหุ้นอินโดฯ หลังอาจถูก MSCI ปรับลดสถานะลงสู่ตลาด Frontier แนะนำทยอยซื้อ ADVANC,CPN,GULF,RATCH,BLA,AP,SPALI ที่เป็นกลุ่ม Value Stock/ PTT,PTTEP,TOP,SPRC ได้แรงหนุนจากราคาน้ำมันดิบที่ปรับขึ้น
- PTTEP (ซื้อเก็งกำไร / ราคาเป้าหมาย00 บาท) ได้รับ sentiment บวกจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น เป็นผลจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางระหว่างอิหร่าน-สหรัฐฯ สภาพอากาศที่หนาวเย็นในสหรัฐ และค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าหนัก ในส่วนของ PTTEP คาดกำไร 4Q68 ที่1.77 หมื่นล้านบาท (+39%QoQ, -4%YoY) ฟื้นตัวเด่น QoQ จากปริมาณขายเฉลี่ยที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ต้นทุนต่อหน่วย (Unit Cost) ลดลงด้วยผลของ volume effect รวมถึงการรับรู้กำไรรายการ non-recurring จำนวนมาก แนวโน้มกำไรปกติปี 69 ยังแข็งแกร่ง ฐานะทางการเงินและกระแสเงินสดในมือสูง สามารถคาดหวังต่อ Dividend Yield ในระดับสูงราว 6-7% ต่อปี
MRDIYT* (ซื้อ / ราคาเป้าหมาย Bloomberg Consensus 10.28 บาท) Consensus คาดกำไรสุทธิ 4Q68 ที่ 770 ลบ.(+20%YoY, +27% QoQ) ฝั่งรายได้มีแรงหนุนทั้งจากจำนวนสาขาที่สูงขึ้นและ SSSG ที่สามารถเป็นบวกได้ผ่านสินค้าที่ “คุ้มค่า” ในสายตาผู้บริโภค ขณะที่ฝั่งต้นทุนค่าใช้จ่ายได้ประโยชน์จาก Economy of Scale รวมถึง Finance Cost ลดลงหลัง IPO ด้าน MRDIYT* เองวางเป้าสาขาในปี70 ไว้ที่ 1.5 พันสาขา(จากสิ้นปี68 ราว 1.1 พันสาขา)/ ปี69 จะเน้น 3 กลยุทธ์หลัก คือ 1.ความสะดวกในการเข้าถึงสินค้า 2.ความคุ้มค่าของราคา 3.ความหลากลายของสินค้า ทั้งนี้ ตลาดคาดกำไรสุทธิ MRDIYT* ปี68 และ69 ที่ 2,560 ลบ.(+44%YoY) และ 2,992 ลบ.(+17%YoY)
Daily Key Factors
Oil Update(+) WTI มี.ค. +$0.82 อยู่ที่ $63.21 / บาร์เรล, Brent มี.ค. +$0.83 อยู่ที่ $68.40/บาร์เรล หลัง ปธน.ทรัมป์เรียกร้องให้อิหร่านเข้าสู่โต๊ะเจรจาเพื่อทำข้อตกลงนิวเคลียร์ มิฉะนั้นสหรัฐอาจโจมตีอิหร่าน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกน้ำมัน & ก๊าซผ่านช่องแคบฮอร์มุช ส่วน EIA รายงานสต็อคน้ำมันดิบสัปดาห์ที่ผ่านมาลดลง 2.3 ล.บาร์เรล
Gold Update(+) Comex Gold ก.พ.+$221 อยู่ที่ $5,303.60/ออนซ์ โดยทองคำเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย หลัง ปธน.ทรัมป์ขู่โจมตีอิหร่านด้วยกองเรือรบขนาดใหญ่ หากไม่เข้าสู่การเจรจาข้อตกลงนิวเคลียร์
Fund Flow(-) Fund Flow ต่างชาติในตลาด TIP วานนี้ขายสุทธิ -346.55 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซื้อหุ้นไทย +14.73 ล.ดอลลาร์สหรัฐ ขายหุ้นอินโด -369.16 ล.ดอลลาร์สหรัฐ และซื้อหุ้นฟิลิปปินส์ +7.88 ล.ดอลลาร์สหรัฐ
(0) ค่าเงินบาทเช้านี้อ่อนค่าอยู่ที่ 31.21 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
(0) ผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ 10 ปี ปรับขึ้นอยู่ที่ 4.249 %
(+) ดัชนี BDI ปิด +17 จุด อยู่ที่ 2,016
(-) BitCoin เช้านี้ -0.79% อยู่ที่ 88,685 ดอลลาร์สหรัฐ
Economic Calendar
ในประเทศ
30 ม.ค. ธปท. รายงานภาวะเศรษฐกิจและการเงินไทย
สัปดาห์ที่4 กระทรวงพาณิชย์ แถลงภาวะการค้าระหว่างประเทศ
สศอ. แถลงดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรม
สศค.รายงานภาวะเศรษฐกิจการคลัง, ภาวะเศรษฐกิจภูมิภาค,
ดัชนีความเชื่อมั่นอนาคตเศรษฐกิจภูมิภาค
ต่างประเทศ
27 ม.ค. US รายงานความเชื่อมั่นผู้บริโภคจากซีบี (ม.ค.)
28 ม.ค. US ปาฐกถาของทรัมป์ประธานาธิบดีสหรัฐ
29 ม.ค. US การตัดสินใจเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ย
US การแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนของ FOMC
US จำนวนคนที่ยื่นขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรก
30 ม.ค. US ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ธ.ค.)
31 ม.ค. CN ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิต (ม.ค.)
Theme Strategy
เลือกหุ้นวงจรดอกเบี้ยโลกเป็นขาลง/ มี Earning momentum/ Seasonal 4Q68-1Q69/ หุ้น High Dividend Yield รวมถึงหุ้นที่จะได้ประโยชน์ในช่วงเลือกตั้งและหลังเลือกตั้ง
(1) กลุ่มค้าปลีก / บริโภค รับเงินสะพัดในช่วงเลือกตั้ง/ High Season/ กลุ่มผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เช่น CPAXT*, BJC, TNP*, KK*, MOTHER*, ICHI*, MOSHI*
(2) กลุ่มหุ้น High Dividend Yield ป้องกันความผันผวน เช่น อสังหาฯ, REIT และ ธนาคาร เช่น AP*,SPALI*,CPN*,CPNREIT*,DIF*, SCB, TTB*, KTB
(3) กลุ่มการเงิน / นอนแบงค์ ตามวงจรดอกเบี้ยขาลง เช่น SAWAD*, TIDLOR*, KTC*, NCAP*, SGC*
(4) กลุ่มรับเหมาก่อสร้างรับหลังเลือกตั้ง รวมถึงกลุ่มวัสดุก่อสร้างซ่อมแซม/น้ำท่วม เช่น STECON, CK, SEAFCO*, PYLON*,HMPRO*,GLOBAL*,TASCO*, TOA*
(5) กลุ่มท่องเที่ยว รับ High Season และ มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ เช่น AOT, CENTEL*, ERW*,SHR*,AWC*, DUSIT*, MBK*
(6) กลุ่มไอซีที / ดิจิทัล ปราบปรามภัยไซเบอร์, การลงทุนด้าน Digital, Cyber Security, Data Center เช่น ADVANC, TRUE, DELTA*, GULF*, BGRIM*, SECURE*,NETBAY*,VCOM*
(7) กลุ่มปิโตรเคมี/ บรรจุภัณฑ์ คาดหวังการฟื้นตัวของ Demand ในปี69 เช่น IVL*,PTTGC*,SFLEX*
**หุ้นแนะนำเชิงกลยุทธ์ที่ยังไม่อยู่ใน Coverage ของฝ่ายวิจัย
Asset Allocation: Equity 50% Fixed Income 35% Alternative Investment etc. Gold 10% Cash 5%
Today Fundamental Research: -
Monthly Portfolio January 2026: PYLON*, GULF, ADVANC, PTTEP, IVL
Analysts
Apichai Raomanachai
Fundamental and Technical Investment Analysis ID No. 002939
Tel 02-829-6999 Ext 2200
Email : apichai.ra@kfsec.co.th
Nopporn Chaykaew
Fundamental Analysis ID No. 043964
Tel 02-829-6999 Ext 2203
Email : noppoen.ch@kfsec.co.th
Nattawat Poosunthornsri
Fundamental Analysis ID No. 087077
Tel 02-829-6999 Ext 2204
Email : nattawat.po@kfsec.co.th