สำนักข่าวหุ้นอินไซด์( 28 มกราคม 2569)--------นางฟาน ชุค วาน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการลงทุน ประจำภูมิภาคเอเชีย (Chief Investment Officer, Asia) ของเอชเอสบีซี ไพรเวท แบงค์ เปิดเผยว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยและคำแนะนำการลงทุน ปีพ.ศ. 2569
การใช้จ่ายภาครัฐที่อยู่ในระดับต่ำ การส่งออกภาคบริการที่อ่อนแอ และการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวที่ล่าช้า ยังคงเป็นปัจจัยกดดันต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในปี 2569 โดยเอชเอสบีซี ไพรเวท แบงค์ คาดว่าอัตราการเติบโตของ GDP ไทยจะชะลอตัวลงเพิ่มเติมในปี 2569 เหลือประมาณ 1.7% จากผลของการเร่งใช้จ่ายล่วงหน้าในปีก่อนหน้า และแนวโน้มการเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ อาจส่งผลให้การใช้จ่ายภาครัฐชะลอตัวลง อย่างไรก็ตาม ในภาพรวมเชิงบวก ประเทศไทยมีศักยภาพในการได้รับประโยชน์จากการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของการก่อสร้างศูนย์ข้อมูลและบทบาทสำคัญของประเทศในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมฮาร์ดแวร์ดิจิทัล
นางฟาน กล่าวเสริมว่า “ราคาพลังงานที่ต่ำและการชะลอตัวของราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในวงกว้าง ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ต่ำกว่ากรอบเป้าหมายเงินเฟ้อของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ 1-3% ต่อเนื่องเป็นเวลา 10 เดือน เราคาดว่าเงินเฟ้อจะยังอยู่ในระดับต่ำที่ประมาณ 0.6% ในปี 2569 และ 1.0% ในปี 2570 จากความต้องการซื้อที่ชะลอตัวต่อราคาสินค้าโดยรวม ทั้งนี้ จากข้อจำกัดในการใช้นโยบายการคลังเพิ่มเติมอย่างมีนัยสำคัญ และระดับหนี้รัฐบาลต่อ GDP ที่ใกล้เพดาน 70% เราจึงคาดว่าธนาคารแห่งประเทศไทยมีแนวโน้มที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% ในปี 2569 เพื่อสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ”
“หลังจากเงินบาทแข็งค่าในปี 2568 จากการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่มีผลต่อทุกภาคส่วน และกระแสเงินทุนต่างชาติไหลเข้ามาเหนือความคาดหมาย เราคาดว่าเงินบาทจะอ่อนค่าลงเล็กน้อย ในปี 2569 คล้ายกับรอบการเลือกตั้งครั้งก่อนในปี 2566 ซึ่งมีความเสี่ยงของเงินทุนไหลออกจากพอร์ตการลงทุน และการชะลอตัวของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในช่วงก่อนและระหว่างการเลือกตั้งในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2566 นอกจากนี้ การคาดการณ์ว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจะปรับลดอัตราดอกเบี้ย ยังมีแนวโน้มทำให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยของเงินบาทแคบลง ส่งผลให้เราคาดว่าอัตราแลกเปลี่ยน USD/THB จะปรับสูงขึ้นสู่ระดับประมาณ 33.2 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ณ สิ้นปี 2569”
“เราคาดว่าตลาดหุ้นไทยจะให้ผลตอบแทนต่ำกว่าตลาดหุ้นในภูมิภาคในปี 2569 โดยคาดว่าบริษัทจดทะเบียนไทยจะมีการเติบโตของกำไรประมาณ 5% ในปี 2569 เนื่องจากอุปสงค์ภายในประเทศที่ยังซบเซา ภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวที่จำกัด และความไม่แน่นอนทางการเมือง ยังคงเป็นปัจจัยกดดันต่อการเติบโตของกำไร แม้ว่าหุ้นไทยจะซื้อขายที่ระดับ 15.2 เท่า ของอัตราส่วนราคาต่อกำไรคาดการณ์ล่วงหน้า ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต แต่ยังถือว่ามีมูลค่าสูงเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นเอเชียอื่น ๆ ที่มีระดับมูลค่าถูกกว่า และมีแนวโน้มสร้างการเติบโตของกำไรในระดับสองหลัก ดังนั้น เราจึงยังคงมีมุมมองลดน้ำหนักการลงทุนในหุ้นไทย” นางชึก กล่าว