Today’s NEWS FEED

News Feed

บล.เอเซีย พลัส : บทวิเคราะห์ภาวะตลาดหุ้นรายวัน

86


ตลาดหุ้นโลกสั่นต่อ แต่ไทยยังแข็งจาก FUND FLOW


HORIZON MARKET VIEW
• วานนี้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดทำการในวัน MARTIN LUTHER KING JR ขณะที่ตลาดหุ้นยุโรปร่วงลงราว -0.8% ถึง -1.8% หลังปธน. ทรัมป์ประกาศว่าจะเริ่มเก็บภาษี10% - 25% กับสินค้าจากยุโรป 8 ประเทศ หากไม่ยอมเปิดทางให้สหรัฐฯ ซื้อเกาะกรีนแลนด์จากเดนมาร์ก ส่วนยุโรปกำลังพิจารณาเก็บภาษีสินค้าสหรัฐฯ มูลค่า 93พันล้านยูโร (ราว 108 พันล้านดอลลาร์) หากทรัมป์เดินหน้าตามคำขู่ และอาจสร้างรอยร้าวระหว่างพันธมิตร NATO
• ขณะที่ราคาทองคำพุ่งขึ้นมาต่อเนื่องใกล้แตะ 4,700 เหรียญฯ (+8.1%YTD)ท่ามกลางความตึงเครียดเชิงภูมิรัฐศาสตร์หลายเรื่องนับตั้งแต่ต้นปี 2026
• กรณีสถานการณ์รุนแรงขึ้นอย่างมีนัยฯ เสี่ยงกดดันเศรษฐกิจชะลอตัวลง อาจกดดันเม็ดเงินไหลออกจากสินทรัพย์เสี่ยง และไหลเข้าสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างเช่นทองคำ

REGION RADAR
• ประเด็นความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-เวเนซุเอลา และสงครามการค้าสหรัฐฯ-ยุโรป แนะนำ หุ้นรายตัว: HANWHA AEROSPACE (เกาหลีใต้), DR (ไทย) :ZIJIN80 (เหมืองทอง) BIDU80 (เทคโนโลยีจีน), ETF: ISHARE MSCI CHINA TECH (CTCE US)
• เงินฝากประจำในจีนประมาณ $7 ล้านล้าน กำลังครบกำหนดในปีนี้ท่ามกลางดอกเบี้ยต่ำ ทำให้เงินไหลออกจากเงินฝากเข้าสู่หุ้น แนะนำเก็งกำไร BAIDU (DR: BIDU80) และ ZIJIN MINING GROUP (DR:

 

THAI FOCUS
• IMF ปรับคาดการณ์ GDP โลกขึ้นเป็น 3.3%YOY (จากเดิม 3.1%)จากเศรษฐกิจรับแรงกระแทกจากนโยบายภาษีของสหรัฐฯ ได้ดีกว่าที่คาด ส่วนไทย IMF คาดไว้เพียง1.6%YOY จากปัญหาหนี้ครัวเรือนยังอยู่ในระดับสูง และโครงสร้างสินค้าส่งออกที่ยังล้าหลังไม่เข้ายุค
• แต่หากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่ๆ จากรัฐบาลชุดใหม่หลังการเลือกตั้งเสร็จสิ้น ถูกผลักดันได้จริงในช่วงครึ่งปีหลัง(2H69) ก็มีโอกาสที่จะผลักดันให้ GDP ไทยปีนี้เติบโตได้สูงกว่า 1.6%YOY ได้

SYNAPSE STRATEGY
เวลาดอกเบี้ยทรงตัวระดับต่ำ เงินเฟ้อมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นหุ้นมักปรับตัวขึ้น
• ในปี 2026 มีโอกาสเห็น FUND FLOW กลับทิศ ตลาดตราสารหนี้เข้าหุ้น เริ่มเห็นความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ จาก BOND YIELD ไทยระยะยาว 10 ปี เร่งขึ้นมาเร็ว 18 BPS. (YTD) พร้อมกับดอกเบี้ยทรงตัวอยู่ในระดับต่ำทำให้เม็ดเงินมีโอกาสค่อยๆ ไหลเติมไปในสินทรัพย์เสี่ยง สอดคล้องกับสถิติในอดีต ขณะที่ DIVIDENDYIELD GAP หุ้นไทยกว้างถึง 3% เป็นระดับที่ FUND FLOW มักไหลเข้าเสมอ เช่นเดียวกับปี 2016 และปี 2022
• แนะหุ้นดัก FUND FLOW : PTT, PTTEP, DELTA IVL, BDMS

 


HORIZON MARKET VIEW
ยังเต็มไปด้วยความไม่มั่นคงเชิงภูมิรัฐศาสตร์
วานนี้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดทำการในวัน MARTIN LUTHER KING JR ขณะที่ตลาดหุ้นยุโรปร่วงลงราว -0.8% ถึง-1.8% หลังปธน. ทรัมป์ประกาศว่าจะเริ่มเก็บภาษี 10% -25%กับสินค้าจากยุโรป 8 ประเทศ หากไม่ยอมเปิดทางให้สหรัฐฯ ซื้อเกาะกรีนแลนด์จากเดนมาร์ก ส่วนยุโรปกำลังพิจารณาเก็บภาษีสินค้าสหรัฐฯ มูลค่า 93 พันล้านยูโร(ราว 108 พันล้านดอลลาร์) หากทรัมป์เดินหน้าตามคำขู่ และอาจสร้างรอยร้าวระหว่างพันธมิตร NATOขณะที่ราคาทองคำพุ่งขึ้นมาต่อเนื่องใกล้แตะ 4,700 เหรียญฯ (+8.1%YTD) ท่ามกลางความตึงเครียดเชิงภูมิรัฐศาสตร์หลายเรื่องนับตั้งแต่ต้นปี 2026 ดังนี้
• สหรัฐฯ ปฏิบัติการจู่โจมจับผู้นำเวเนซุเอลา พร้อมกันนี้ ปธน.ทรัมป์ยังประกาศว่าจะเข้าบริหารประเทศและควบคุมแหล่งน้ำมันสำรองที่ใหญ่ที่สุดในโลก (มีจำนวนสูงถึง 3.03 แสนล้านบาร์เรล ซึ่งมากกว่าซาอุดีอาระเบียและอิหร่าน)
• การประท้วงในอิหร่านรุนแรงที่สุดในรอบหลายสิบปี เหตุวิกฤตค่าเงิน เงินเฟ้อพุ่งสูง และเศรษฐกิจทรุดหนัก หากสถานการณ์ยังยืดเยื้อ อาจเป็นฉนวนให้สหรัฐฯ ปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่านได้เช่นกันทั้งนี้อิหร่านผลิตน้ำมันได้ราว 3.3 ล้านบาร์เรล/วัน สูงสุดเป็นอันดับ 4ของกลุ่ม OPEC (คิดเป็นสัดส่วน11.4%) และยังเป็นพื้นที่ใกล้กับช่องแคบฮอร์มุซที่มีสัดส่วนราว 1ใน 5ของการขนส่งน้ำมัน
• ทรัมป์อ้างสหรัฐฯ จำเป็นจะต้องครอบครองกรีนแลนด์ เพื่อสกัดการยึดครองของรัสเซีย-จีน เพิ่มซัพพลายแร่หายาก ขณะที่การหารือระหว่างประเทศร่วมกันหาทางออกความขัดแย้ง ด้านเดนมาร์กยอมรับว่า “ความเห็นยังไม่ตรงกัน” ทำให้เกิดการตอบโต้ขยายวงกว้างไปสู่การตั้งกำแพงภาษีเพิ่มเติม


นอกจากนี้ การใช้จ่ายทางทหารทั่วโลกในปี 2567 แตะระดับสูงสุดตลอดกาลที่ 2.7 ล้านล้านดอลลาร์+9.7%YOY (อ้างอิงข้อมูลจาก UN) ขณะที่สัดส่วนงบทหารต่อ GDP โลก เพิ่มขึ้นเป็น 2.5% (2.2% ในปี 2565)และในระยะถัดไปยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง คาดอยู่ที่ 3.5 ล้านล้านดอลลาร์ ในปี 2573 เพิ่มความเสี่ยงของความขัดแย้ง และกระตุ้นการแข่งขันด้านอาวุธ


ในมุมมองของฝ่ายวิจัยฯ
• หากสหรัฐฯ-ยุโรป มีการตอบโต้ผ่านมาตรการภาษี อาจทำให้กลุ่มสินค้าชิ้นส่วนฯ, รถยนต์, ยา, น้ำมันมีราคาสูงขึ้น กดดันทำให้เงินเฟ้อสหรัฐฯ ล่าสุดที่ 2.7% ลดลงได้ยาก เนื่องจากสหรัฐฯ นำเข้าสินค้าจากEU สูงสุด มีสัดส่วนราว 20.2% รวมถึงมีโอกาสกดดัน GDP โลก เพราะ TOTAL TRADE ของสหรัฐฯไปยุโรปคิดเป็น 18% ของทั้งหมด ยุโรปไปสหรัฐฯ 7% ของทั้งโลก
• กรณีสถานการณ์รุนแรงขึ้นอย่างมีนัยฯ เสี่ยงกดดันเศรษฐกิจชะลอตัวลง อาจกดดันเม็ดเงินไหลออกจากสินทรัพย์เสี่ยง และไหลเข้าสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างเช่นทองคำ
• การใช้จ่ายงบทางการทหารที่มีแนวโน้มสูงขึ้น อาจหนุนให้กลุ่มอุตสาหกรรมป้องกันประเทศได้ประโยชน์ระยะสั้น
• การขู่ปรับขึ้นภาษีของทรัมป์ อาจเป็นเพียงเครื่องมือในการต่อรองให้ประเทศคู่ค้ายอมปรับเงื่อนไขที่เอื้อประโยชน์ต่อสหรัฐฯ และไม่ได้สร้างแรงกดดันต่อตลาดหุ้นมากนัก เมื่อเทียบกับช่วงวันปลดแอกสหรัฐฯ(LIBERATION DAY) วันที่ 2 เม.ย. 68 สังเกตจากดัชนีความไม่แน่นอนทางการค้า (TRADE POLICYUNCERTAINTY INDEX) ที่ยังอยู่ในระดับต่ำ


REGION RADAR
กลยุทธ์การลงทุนในยุคทรัมป์ 2.0 ทำโลก UNCERTAINTY
สถานการณ์ความตึงเครียดด้านภูมิศาสตร์ที่มากขึ้น อาทิ สหรัฐฯ และเวเนซุเอลา และสถานการณ์ด้านสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และฝั่งยุโรป ส่งผลให้สินทรัพย์เสี่ยงมีความผันผวน และสินทรัพย์ปลอดภัย อย่าง ราคาทองคำได้ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องจนทำจุดสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์กลยุทธ์ในการลงทุนในธีมนี้ คือ แนะนำลงทุนในหุ้นที่ได้อานิสงส์จากความตึงเครียดด้านภูมิศาสตร์ที่มากขึ้น ได้แก่หุ้นกลุ่มอาวุธ และหุ้นที่เกี่ยวข้องกับทองคำสินทรัพย์ที่แนะนำเก็งกำไรในช่วงนี้
▪ EQUITY: HANWHA AEROSPACE (012450 KS)
▪ DR: ZIJIN80 (ZIJIN MINING GROUP)
▪ ETF: ISHARE MSCI CHINA TECH (CTCE US)
▪ FUND: ASP-DEFENSE

 

เงินฝากประจำจีนเตรียมครบกำหนดราว $7 ล้านล้าน คาดบางส่วนไหลเข้าตลาดหุ้นจีน
การที่เงินฝากประจำของครัวเรือนจีนราว $7 ล้านล้าน กำลังทยอยครบกำหนดในปีนี้ ถือเป็นจุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้างของกระแสเงินทุนในประเทศจีน เนื่องจากในสภาพแวดล้อมดอกเบี้ยต่ำ เงินก้อนมหาศาลนี้มีแนวโน้มไหลออกจากสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างเงินฝากไปสู่สินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า ไม่ว่าจะเป็นหุ้นหรือทองคำ โดยตลาดหุ้นจีนมีโอกาสได้แรงหนุนจาก “เงินใหม่ในประเทศ” อย่างต่อเนื่องซึ่งเป็นปัจจัยเชิงบวกต่อ SENTIMENT และVALUATION ของหุ้นจีน แนะนำเก็งกำไร BAIDU (DR: BIDU80) และ ZIJIN MINING GROUP (DR: ZIJIN80)

 


THAI FOCUS
เศรษฐกิจไทยแม้โตน้อยกว่า แต่คาดหวังมาตรการหลังเลือกตั้งเสร็จสิ้น
IMF ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตเศรษฐกิจโลกปี 2026 เป็น 3.3% (เพิ่มขึ้นจากประมาณการเดิมในเดือนตุลาคม 0.2%) โดย IMF ประเมินว่าเศรษฐกิจโลกมีความทนทานต่อนโยบายภาษีของทรัมป์ได้ดีกว่าที่คาด, การใช้จ่ายด้านเทคโนโลยีโดยเฉพาะ AI ในอเมริกาเหนือและเอเชีย เป็นแรงขับเคลื่อนการเติบโต ซึ่งทางฝั่งสหรัฐฯ ก็ถูกปรับขึ้นเป็น 2.4% (ปรับเพิ่มขึ้น 0.3%) แสดงถึงความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจส่งผลให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ไม่จำเป็นต้องรีบลดดอกเบี้ย หรืออาจคงดอกเบี้ยสูงไว้นานกว่าที่คาด (HIGHER FOR LONGER)ซึ่งจะส่งผลต่อค่าเงินบาทและเงินทุนไหลออกในตลาดเกิดใหม่ (EMERGING MARKET) รวมถึงไทยส่วนไทย IMF ยังคงเป้าหมายการเติบโตปีนี้ไว้ที่ 1.6% (ซึ่งน้อยกว่าประเทศเพื่อนบ้าน) โดยมีปัจจัยกดดัน คือปัญหาหนี้ครัวเรือนที่สูง, โครงสร้างการส่งออกที่ไม่ตอบโจทย์เทคโนโลยีสมัยใหม่, การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวที่ถึงจุดอิ่มตัว เสริมแรงด้วยอัตราเงินเฟ้อยังติดลบต่อเนื่อง 9 เดือน ซึ่งควรพึ่งพาการลดดอกเบี้ยจากธปท.ในการประชุมช่วงต้นปีเพื่อพยุง อย่างไรก็ตามการที่ BOND YIELD 10 ปีปรับตัวขึ้นเหนือ POLICY RATEมากๆ สะท้อนถึงต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น หรือนักลงทุนเริ่มเทขายพันธบัตรเพื่อไปลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของสัญญาณเศรษฐกิจฟื้นตัว ซึ่งทำให้ลดความกังวลการเกิดวิกฤตไปได้บ้าง


ซึ่งหนึ่งในความหวังของปีนี้ คือ นโยบายเศรษฐกิจของพรรคหลักที่เตรียมเข้ามาหลังการเลือกตั้งเสร็จสิ้น ซึ่งผลPOLL ของหลายสำนักแสดงให้เห็นถึงการแข่งขันที่สูสีระหว่างพรรคใหญ่ ทั้งพรรคประชาชน ภูมิใจไทย และเพื่อไทยหรือบางส่วนยังมีคะแนนของ "ผู้ที่ยังไม่ตัดสินใจ" ซึ่งทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้น่าจับตามองเข้าไปอีก โดยมีรายละเอียด ดังนี้
1. พรรคประชาชน (สีส้ม) นโยบายหลัก : เน้นการสนับสนุน SME และสินค้าไทย, การยกระดับตลาดทุน, ผลักดันอุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ (SEMICONDUCTOR), และสวัสดิการขนส่งสาธารณะ
2. พรรคภูมิใจไทย (สีน้ำเงิน)นโยบายหลัก : เน้นสวัสดิการ (คนละครึ่ง/บัตรสวัสดิการ), ลดค่าไฟ, ส่งเสริมการออม (พันธบัตร/หวยเกษียณ), สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (SOFT LOAN), การลงทุนรัฐร่วมเอกชน (PPP), เศรษฐกิจสีเขียว (GREEN ECONOMY), และ AI
3. พรรคเพื่อไทย (สีแดง) นโยบายหลัก : การแก้หนี้/พักหนี้, แจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต, ลดค่าครองชีพ (เดินทาง, ค่าไฟ, รักษาพยาบาล), และยกระดับเศรษฐกิจด้วย AI

ดังนั้นนโยบายเศรษฐกิจที่เตรียมคลอดลงสู่เศรษฐกิจในช่วง 2H69 น่าจะเป็นตัวพยุงให้ GDP ไทยมีโอกาสเติบโตมากกว่าระดับ 1.5-1.6% ดังที่หลายสำนักเศรษฐกิจคาดการณ์ไว้ได้

 


SYNAPSE STRATEGY
ความหวังปี 2026 เม็ดเงินมีโอกาสสลับจากตลาดตราสารหนี้มาที่ตลาดหุ้นหากย้อนรอยปี 2025 มีหลายประเด็นที่ทำให้นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิตลาดหุ้นไทย 1.07 แสนล้านบาท แล้วสลับไปพักเงินในตลาดตราสารหนี้ 7.2 หมื่นล้านบาท

▪ ความคาดหวังและการเร่งลดดอกเบี้ยถึง 4 ครั้งของกนง. ในปี 2025 เหลือ 1.25%
▪ เงินเฟ้อที่ชะลอตัวติดลบมา 9 เดือนติด (เม.ย. -ธ.ค. 68) เฉลี่ย -1.4%
▪ ปัจจัยความไม่แน่นอนเยอะกว่าปกติ แผ่นดินไหว, น้ำท่วม, ปัญหาทางการเมือง, นโยบายการคลังไม่ต่อเนื่องแต่ในปี 2026 มีโอกาสเห็น FUND FLOW กลับทิศสลับมาเข้าตลาดหุ้น
▪ ปัจจุบัน MARKET CAP ตลาดตราสารหนี้ใหญ่ขึ้นมาอยู่ที่ 17.9 ล้านล้านบาท ใหญ่กว่าตลาดหุ้น ที่16.1 ล้านล้านบาท
▪ BOND YIELD ไทยระยะยาว 10 ปี เร่งขึ้นมาเร็วทำ 18 BPS. (YTD) อยู่ที่ 1.84% และ YIELD CURVEเป็นลักษณะ BEAR STEEPENING แสดงถึง เริ่มมีความกังวลเรื่องเงินเฟ้อทีมีโอกาสพลิกกลับมาเป็นบวกในไม่ช้านี้ได
▪ ในอดีตเวลาที่ดอกเบี้ยถูกลดลงมาแล้วนิ่ง บวกกับมีความคาดหวังว่าเงินเฟ้อเริ่มทยอยฟื้นตัว ตลาดหุ้นไทยหรือ SET INDEX มักปรับตัวขึ้นได้ดีเสมอ
▪ DIVIDEND YIELD GAP หุ้นไทยกว้างถึง 3% ซึ่งเป็นระดับเดียวกับปีที่ FUND FLOW ไหลเข้าตลาดหุ้นไทย คือ ปี 2016 ต่างชาติซื้อสุทธิ 7.8 หมื่นล้านบาท และปี 2022 ต่างชาติซื้อสุทธิ 2.03 แสนล้านบาท

แนะทยอยสะสมหุ้นใหญ่ดัก FUND FLOW : PTT, PTTEP, DELTA, IVL, BDMS

 


จัดทำโดย
ภราดร เตียรณปราโมทย์
นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์

ภวัต ภัทราพงศ์
นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์
เลขทะเบียนนักวิเคราะห์: 117985

สิริลักษณ์ พันธ์วงค์
ผู้ช่วยนักวิเคราะห์

ธนกฤต สัจจมงคล
ผู้ช่วยนักวิเคราะห์

 

 

 

อณุภา ศิริรวง

: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

บทความล่าสุด

ฝ่าต้านทีละนิด By : นายกล้วยหอม

นายกล้วยหอม เห็นดัชนีตลาด และราคาหุ้นหลายตัว หลายธุรกิจ ฝ่าแนวต้านขึ้นมาได้ ทีละนิด ด้วยแรงซื้อของต่างชาติ รอบนี้ ....

มัลติมีเดีย

หุ้นอินไซด์ทอลค์ : บุกขุมทรัพย์ PCE

หุ้นอินไซด์ทอลค์ : บุกขุมทรัพย์ PCE

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้