Today’s NEWS FEED

News Feed

HotNews: กูรูทิสโก้ มอง 8 ก.พ. นี้ ชี้ชะตา SET Index แนะใช้กลยุทธ์เน้นตั้งรับ-รอทยอยสะสม /เปิด 3 ธีมเด่น

161

สำนักข่าวหุ้นอินไซด์( 16 มกราคม 2569  )----- กูรูทิสโก้   ชี้ ตลาดอยู่ในโหมดระมัดระวัง นักลงทุนส่วนใหญ่รอดูผลการเลือกตั้ง ชี้ชะตา SET Index   แนะใช้กลยุทธ์เน้นตั้งรับ-รอทยอยสะสม เปิด 3 ธีมเด่น  หุ้นเก็งผลการเลือกตั้งและที่น่าจะได้ประโยชน์จากนโยบายรัฐบาลใหม่  ,หุ้นปันผลสูง  และธีมหุ้นเก็งงบ Q4 และแนวโน้มผลประกอบการปีนี้เติบโต


บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด  ออกบทวิเคราะห์   SET Index ยังแกว่งตัวอยู่ในกรอบจำกัด ไม่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญจากช่วง 2-4 สัปดาห์ก่อนหน้านี้ เนื่องจากนักลงทุนส่วนใหญ่อยู่ในโหมดระมัดระวัง รอความชัดเจนของผลการเลือกตั้ง  เรามองคะแนนเสียงหลังการเลือกตั้งจะเป็นตัวกำหนดะระยะเวลาในการเปลี่ยนผ่านของรัฐบาลใหม่ การใช้จ่ายภาครัฐ และโอกาสการเกิดความล่าช้าในการจัดทำงบประมาณปี FY2027  ในกรณีฐานหลังการเลือกตั้ง เราคาดจะได้รัฐบาลใหม่ที่มีอำนาจเต็มภายในไตรมาส 2 แต่หากการจัดตั้งรัฐบาลใหม่มีความล่าช้าเกินกว่าไตรมาส 2 คาดจะส่งผลให้งบประมาณปี FY2027 มีความล่าช้ามากกว่า 2 เดือนจากปกติที่จะเริ่มปีงบประมาณใหม่ในเดือน ต.ค. ของทุกปี โดยหากงบประมาณปี 2027 เริ่มเบิกจ่ายได้ในต้นปีถัดไป เราประเมินว่าจะส่งผลลบต่อเศรษฐกิจราว 0.3 ppt จากสมมติฐานประมาณเศรษฐกิจปีนี้ที่เราคาดว่าจะเติบโต 1.6% และมีความเสี่ยงที่ SET Index อาจถอยลงทดสอบระดับ 1200 จุดหรือต่ำกว่าได้ 



สำหรับภาพรวมกำไรบจ.ไทยทั้งหมดใน 4Q25F จากคาดการณ์ผลประกอบการของตลาด (Bloomberg Consensus) รวม 89 บริษัท คิดเป็น 79% ของมูลค่าตลาดรวมของหุ้นสามัญที่จดทะเบียนใน SET (ข้อมูล ณ วันที่ 14 ม.ค.) คาดจะมีกำไรสุทธิรวม 2.12 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นก้าวกระโดดเกือบเท่าตัว YoY แต่ทรงตัว QoQ ส่งผลให้ภาพรวมผลประกอบการไตรมาสนี้ไม่น่าตื่นเต้น  สำหรับการเติบโตของกำไรอย่างมาก YoY ซึ่งเราไม่ได้ตื่นเต้นเพราะมีสาเหตุหลักจากฐานกำไรที่ต่ำมากนับตั้งแต่พ้นช่วงวิกฤติ COVID-19 เนื่องจากมีรายการพิเศษจำนวนมาก เช่น กลุ่ม TRANS (หลัก ๆ จาก THAI ที่มีผลขาดทุนสูงถึง 4.2 หมื่นล้านบาท ส่วนใหญ่มาจากขาดทุนจากการปรับโครงสร้างหนี้), ICT (TRUE และ DIF ต่างมีผลขาดทุนราว 7.4-7.5 พันล้านบาทจากการเปลี่ยนแปลงมูลค่ายุติธรรมและการด้อยค่าของสินทรัพย์) และ PETRO (PTTGC ขาดทุนเกือบ 1.2 หมื่นล้านบาทจากผลการดำเนินงานที่ขาดทุนและการตั้งสำรองค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับกายกเลิกกิจการ PTTAC – PTT Asahi และขาดทุนจาก FX) รวมทั้ง CONS (CK มีผลขาดทุน FX จากโครงการหลวงพระบางและมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานสูงขึ้น) มีผลประกอบการรวมเป็นขาดทุนสุทธิ

ถึงแม้เรามองภาพรวมการรายงานผลประกอบการไตรมาส 4/2025F ไม่น่าตื่นเต้น แต่การลงทุนหุ้นปันผลสูงในช่วงนี้ยังฝากความหวังได้  นอกจากการลงทุนในหุ้นกลุ่มปันผลสูง (หรือ SETHD) จะให้ผลตอบแทนเป็นบวกแล้ว ยังเคลื่อนไหว Outperform ตลาดในช่วงหลายปีที่ผ่านมาด้วย   นอกจากนี้ จากการศึกษาเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวของกลุ่มหุ้นปันผลสูงอย่าง SETHD TRI Index เราพบว่า มักจะให้ผลตอบแทนดีกว่าตลาดโดยรวมเสมอในช่วงเดือน ม.ค. – เม.ย. ของทุกปี เฉลี่ยประมาณ +3.0% และมีความเป็นไปได้สูงถึง 80% เราคาดว่าปรากฎการณ์นี้มาจากแรงซื้อของนักลงทุนที่คาดหวังผลตอบแทนจากเงินปันผลในช่วงฤดูกาลบริษัทจดทะเบียนไทยประกาศจ่ายเงินปันผลประจำปี 

ตราบใดที่ยังไม่สามารถขึ้นมายืนเหนือระดับ 1260 จุดได้ เรามองยังไม่ทำให้ภาพตลาดเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นในระยะสั้น ดังนั้นในเชิงกลยุทธ์ที่ปลอดภัย เน้นการตั้งรับ-รอทยอยสะสมในช่วงตลาดอ่อนตัวมากกว่าที่จะไล่ซื้อในช่วงตลาดฟื้นตัวขึ้น เรามองธีมหุ้นที่น่าสนใจในระยะสั้น ดังนี้ (1) หุ้นเก็งผลการเลือกตั้งและที่น่าจะได้ประโยชน์จากนโยบายรัฐบาลใหม่ ค้าปลีก-บริโภค – CPALL, CPAXT, CRC, MRDIYT ไฟแนนซ์ –  MTC, KTC นิคมฯ - AMATA, WHA เศรษฐกิจดิจิทัล – ADVANC, TRUE, BBIK (2) หุ้นปันผลสูง (Div. Yield ที่เหลือ > 4% กำไรปีนี้เติบโต และมี Upside > 10%) - หุ้นที่อยู่ภายใต้การวิเคราะห์ของเรา แนะนำ AMATA, AP, COM7, FM, GFPT, ICHI, MC, NEO, PRM, QH, SABINA, SAPPE, SCCC, SIRI หุ้นที่อยู่ภายใต้การวิเคราะห์ของตลาด (Bloomberg Consensus) เด่น AH, ILM, NER, NETBAY, TEGH, TLI, WICE (3) หุ้นเก็งงบ Q4 และแนวโน้มผลประกอบการปีนี้เติบโต มี Upside > 15% ขึ้นไป – ADVICE, BCH, BEM, CENTEL, DOHOME, GFPT, MTC, PLANB, TIDLOR, TOA, TRUE




ตลาดอยู่ในโหมดระมัดระวัง นักลงทุนส่วนใหญ่รอดูผลการเลือกตั้ง ชี้ชะตา SET Index
ขณะนี้เหลือเวลาอีกไม่ถึง 1 เดือนที่จะมีการเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ. นี้ เรามอง SET Index คงไม่ได้เคลื่อนไหวแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญจากช่วง 2-4 สัปดาห์ก่อนหน้านี้ที่ยังไม่เห็นผลกระทบ “Pre-election Rally” ชัดเจน โดย SET Index ยังแกว่งตัวอยู่ในกรอบจำกัด เนื่องจากนักลงทุนส่วนใหญ่อยู่ในโหมดระมัดระวัง รอความชัดเจนของผลการเลือกตั้ง  เรามองคะแนนเสียงหลังการเลือกตั้งจะเป็นตัวกำหนดะระยะเวลาในการเปลี่ยนผ่านของรัฐบาลใหม่ การใช้จ่ายภาครัฐ และโอกาสการเกิดความล่าช้าในการจัดทำงบประมาณปี FY2027 โดยหากการจัดตั้งรัฐบาลใหม่มีความล่าช้าเกินกว่าไตรมาส 2 คาดจะส่งผลให้งบประมาณปี FY2027 มีความล่าช้ามากกว่า 2 เดือนจากปกติที่จะเริ่มปีงบประมาณใหม่ในเดือน ต.ค. ของทุกปี จะยิ่งซ้ำเติมการเติบโตทางเศรษฐกิจปี 2026 โดยหากงบประมาณปี 2027 เริ่มเบิกจ่ายได้ในต้นปีถัดไป เราประเมินว่าจะส่งผลลบต่อเศรษฐกิจราว 0.3 ppt จากสมมติฐานประมาณเศรษฐกิจปีนี้ที่เราคาดว่าจะเติบโต 1.6%

ทั้งนี้ ในกรณีฐาน เราเชื่อว่าผลการเลือกตั้งจะกระจัดกระจาย ไม่มีพรรคการเมืองใดครองเสียงข้างมาก (พรรคเดียวได้ ส.ส. > 250 ที่นั่ง) แม้แต่สองในสามพรรคใหญ่ที่คาดจะได้คะแนนเสียง ส.ส. มากที่สุดเรียงลำดับดังนี้ พรรคประชาชน พรรคภูมิใจไทย และพรรคเพื่อไทย ก็ยังไม่น่าจะสามารถจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างมากได้ จำเป็นต้องพึ่งพาคะแนนเสียงจากพรรคการเมืองอื่น ๆ ร่วมด้วย ดังนั้นแม้พรรคประชาชนจะชนะการเลือกตั้ง (ได้ ส.ส. มากที่สุด) แต่อาจจัดตั้งรัฐบาลผสมไม่สำเร็จ ขณะที่พรรคภูมิใจไทย มีโอกาสจะเป็นผู้นำในการจัดตั้งรัฐบาลผสมกับพรรคการเมืองอื่น ๆ ได้ง่ายกว่า และเชื่อว่านาย “อนุทิน” จะกลับมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง

สำหรับในกรณีดี หรือกรณีแย่ คือ การเปลี่ยนผ่านของรัฐบาลใหม่ใช้เวลาน้อย หรือใช้เวลามากกว่าไตรมาส 2 ตามลำดับ จะมีผลต่อการทำงานในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและความล่าช้าในงบประมาณปี FY2027 น้อยหรือมาก และการตอบสนอง SET Index ว่าจะขึ้นผ่านระดับ 1300 หรือร่วงลงหลุดระดับ 1200 


ประเมินไทม์ไลน์การจัดตั้งรัฐบาล (กรณีฐาน) 







สรุปนโยบายที่สำคัญของ 3 พรรคการเมืองใหญ่ที่คาดจะมีคะแนนเสียงมากที่สุด






ภาพรวมกำไรบจ.ไทยใน 4Q25F ไม่น่าตื่นเต้น ทรงตัว QoQ…
กลุ่ม BANK จะเริ่มทยอยประกาศผลประกอบการ 4Q25F แล้วในช่วงสัปดาห์นี้ต่อเนื่องถึงกลางสัปดาห์หน้า เราคาดว่าธนาคารทั้ง 7 แห่งภายใต้การวิเคราะห์ของเราจะมีกำไรสุทธิรวมอยู่ที่ 5.38 หมื่นล้านบาท ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ -22% QoQ และ -5% YoY เนื่องจากเราไม่คาดว่าจะมีกำไรจากพอร์ตการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลเหมือนไตรมาสก่อน ๆ หน้านี้ หลังอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 10 ปีขยับขึ้นมาอยู่ที่ 1.6% ณ สิ้น 4Q25 vs 1.4% ณ สิ้น 3Q25 ขณะที่รายได้ส่วนอื่น ๆ คาดว่าจะอ่อนตัวลงอีกจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งได้รับผลกระทบเต็มที่จากการลดดอกเบี้ยในเดือน ส.ค. และปรับลดอีกครั้งในช่วงปลายเดือน ธ.ค. ที่ผ่านมา ส่งผลให้ส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) มีแนวโน้มลดลง ท่ามกลางพอร์ตสินเชื่อไม่เติบโต และต้นทุนเครดิตที่คาดยังทรงตัวได้ตาม NPL ที่ไม่ได้เพิ่มขึ้นจากมาตรการความช่วยเหลือในการปรับโครงสร้างหนี้  อนึ่ง หุ้นที่ประกาศงบแล้วในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา อาทิ TISCO ออกงบตามตลาดคาด ขณะที่ AEONTS และ KTC น้อยกว่าตลาดคาด และดีกว่าตลาดคาด ตามลำดับ 




สำหรับภาพรวมกำไรบจ.ไทยทั้งหมดใน 4Q25F จากคาดการณ์ผลประกอบการของตลาด (Bloomberg Consensus) รวม 89 บริษัท คิดเป็น 79% ของมูลค่าตลาดรวมของหุ้นสามัญที่จดทะเบียนใน SET (ข้อมูล ณ วันที่ 14 ม.ค.) คาดจะมีกำไรสุทธิรวม 2.12 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นก้าวกระโดดเกือบเท่าตัว YoY แต่ทรงตัว QoQ  

การทรงตัว QoQ ส่งผลให้ภาพรวมผลประกอบการไตรมาสนี้ไม่น่าตื่นเต้น  สำหรับการเติบโตของกำไรอย่างมาก YoY ซึ่งเราไม่ได้ตื่นเต้นเพราะมีสาเหตุหลักจากฐานกำไรที่ต่ำมากนับตั้งแต่พ้นช่วงวิกฤติ COVID-19 เนื่องจากมีรายการพิเศษจำนวนมาก เช่น กลุ่ม TRANS (หลัก ๆ จาก THAI ที่มีผลขาดทุนสูงถึง 4.2 หมื่นล้านบาท ส่วนใหญ่มาจากขาดทุนจากการปรับโครงสร้างหนี้), ICT (TRUE และ DIF ต่างมีผลขาดทุนราว 7.4-7.5 พันล้านบาทจากการเปลี่ยนแปลงมูลค่ายุติธรรมและการด้อยค่าของสินทรัพย์) และ PETRO (PTTGC ขาดทุนเกือบ 1.2 หมื่นล้านบาทจากผลการดำเนินงานที่ขาดทุนและการตั้งสำรองค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับกายกเลิกกิจการ PTTAC – PTT Asahi และขาดทุนจาก FX) รวมทั้ง CONS (CK มีผลขาดทุน FX จากโครงการหลวงพระบางและมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานสูงขึ้น) มีผลประกอบการรวมเป็นขาดทุนสุทธิ







…แต่การลงทุนหุ้นปันผลสูงยังฝากความหวังได้ในช่วง 2-3 เดือนข้างหน้า 
ถึงแม้เรามองภาพรวมการรายงานผลประกอบการไตรมาส 4/2025F ไม่น่าตื่นเต้น แต่การลงทุนหุ้นปันผลสูงในช่วงนี้ยังฝากความหวังได้  นอกจากการลงทุนในหุ้นกลุ่มปันผลสูง (หรือ SETHD) จะให้ผลตอบแทนเป็นบวกแล้ว ยังเคลื่อนไหว Outperform ตลาดในช่วงหลายปีที่ผ่านมาด้วย  




นอกจากนี้ จากการศึกษาเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวของกลุ่มหุ้นปันผลสูงอย่าง SETHD TRI Index เราพบว่า มักจะให้ผลตอบแทนดีกว่าตลาดโดยรวมเสมอในช่วงเดือน ม.ค. – เม.ย. ของทุกปี เฉลี่ยประมาณ +3.0% และมีความเป็นไปได้สูงถึง 80% เราคาดว่าปรากฎการณ์นี้มาจากแรงซื้อของนักลงทุนที่คาดหวังผลตอบแทนจากเงินปันผลในช่วงฤดูกาลบริษัทจดทะเบียนไทยประกาศจ่ายเงินปันผลประจำปี ซึ่งเป็นสิ่งที่นักลงทุนจับต้องได้ชัดเจนมากที่สุดแม้ยังมีความไม่แน่นอนต่าง ๆ ในการลงทุนรอบด้านก็ตาม




นำเสนอ “Sector Rotation & Money Flow Dashboard”
เราขอนำเสนอเครื่องมือติดตามการหมุนกลุ่มลงทุนในตลาดหุ้นไทยด้วยการวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงในความแข็งแกร่งโดยสัมพัทธ์ของกลุ่มอุตสาหกรรมต่าง ๆ (Relative Performance Analysis) ควบคู่กับการวิเคราะห์กระแสเงิน (Money Flow Analysis) แบบสัปดาห์ต่อสัปดาห์  เราเชื่อว่าการใช้เครื่องมือนี้ร่วมกับการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานและปัจจัยทางเทคนิคอื่น ๆ จะช่วยให้นักลงทุนสามารถตัดสินใจการลงทุนได้อย่างชาญฉลาดขึ้น และคาดหวังผลลัพธ์การลงทุนในทางที่ดีขึ้นได้

•    มิติแรก Relative Performance Analysis : เราแบ่งพื้นที่วัดความแข็งแกร่งของโมเมนตัมราคาเป็น 4 ส่วน (Leading, Consolidation, Recovery และ Laggard สะท้อนพื้นที่สีเขียว, สีเหลือง, สีส้ม และสีแดง ตามลำดับ) เพื่อดูว่ากลุ่มไหนเป็นผู้นำตลาด 


•    มิติที่สอง Money Flow Analysis : ใช้วัดการเปลี่ยนแปลงของเม็ดเงินที่ลงทุนเพื่อดูว่ากระแสเงินลงทุนในแต่ละกลุ่มเป็นอย่างไร (มี 3 สี : สีเขียว คือ Active, สีเหลือง คือ Steady และสีแดง คือ Thin)


•    จากข้อมูล “Sector Rotation & Money Flow Dashboard ในสัปดาห์ที่ผ่านมา” เรามอง 3 กลุ่มหลักที่มีสัญญาณในเชิงบวก (+) คือ CONMAT, ENERG, ICT และ 3 กลุ่มหลักที่มีสัญญาณในเชิงลบ (-) คือ FIN, HELTH, COMM


•    ทั้งนี้ นักลงทุนสามารถติดตาม Sector Rotation & Money Flow Dashboard ได้ทุกช่องทางออนไลน์ของเรา โดยจะอัปเดตให้ในทุกต้นสัปดาห์ (วันจันทร์)



กลยุทธ์การลงทุนและธีมหุ้นที่น่าสนใจในระยะสั้น
หลังจากที่ SET Index ปรับตัวลงหลุดระดับ 1250 และ 1240 จุด ตามลำดับ สัญญาณเทคนิคเป็นลบ มีความเสี่ยงจะแกว่งแบบซิกแซกลงไปที่เป้าหมายถัดไปที่บริเวณ 1200-1220 จุด  โอกาสเกิดการดีดกลับของ SET Index ตราบใดที่ยังไม่สามารถขึ้นมายืนเหนือระดับ 1260 จุดได้ เรามองยังไม่ทำให้ภาพตลาดเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นในระยะสั้น ดังนั้นในเชิงกลยุทธ์ แนะนำการตั้งรับ-ทยอยสะสมช่วงตลาดอ่อนตัว เรามองธีมหุ้นที่น่าสนใจในระยะสั้น ดังนี้ (1) หุ้นเก็งผลการเลือกตั้งและที่น่าจะได้ประโยชน์จากนโยบายรัฐบาลใหม่ ค้าปลีก-บริโภค – CPALL, CPAXT, CRC, MRDIYT ไฟแนนซ์ –  MTC, KTC นิคมฯ - AMATA, WHA เศรษฐกิจดิจิทัล – ADVANC, TRUE, BBIK (2) หุ้นปันผลสูง (Div. Yield ที่เหลือ > 4% กำไรปีนี้เติบโต และมี Upside > 10%) - หุ้นที่อยู่ภายใต้การวิเคราะห์ของเรา แนะนำ AMATA, AP, COM7, FM, GFPT, ICHI, MC, NEO, PRM, QH, SABINA, SAPPE, SCCC, SIRI หุ้นที่อยู่ภายใต้การวิเคราะห์ของตลาด (Bloomberg Consensus) เด่น AH, ILM, NER, NETBAY, TEGH, TLI, WICE (3) หุ้นเก็งงบ Q4 และแนวโน้มผลประกอบการปีนี้เติบโต มี Upside > 15% ขึ้นไป – ADVICE, BCH, BEM, CENTEL, DOHOME, GFPT, MTC, PLANB, TIDLOR, TOA, TRUE  



---จบ----

อณุภา ศิริรวง

: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้