
สำนักข่าวหุ้นอินไซด์ (12 มกราคม 2569)------ ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวหุ้นอินไซด์ รายงานวันนี้ราคาหุ้น กลุ่มโรงพยาบาลปิดปรับตัวลดลง โดยเฉพาะ BH ร่วง 6.10%, BDMS ลบ 4.23%, BCH ขยับลง2.53%, CHG วูบ2.65% และ PR9 ดิ่ง 8.20 % รับแรงกดดันหลังมีรายงานข่าวเตรียมยกเลิกประกันเหมาจ่าย
ด้าน บล.ลิเบอเรเตอร์ ชี้กลุ่ม HEALTH มีมุมมองเป็น “ลบ” ต่อประเด็น ข่าวเตรียมยกเลิกประกันเหมาจ่าย ด้าน บล.เมย์แบงก์ คงมุมมอง “เท่าตลาด” ชี้ แนวโน้มปี 2569 คงเป็นปีที่ท้าทาย แต่ยังมีโอกาสแฝงอยู่ ขณะที่บล.ฟินันเซีย ไซรัส มองราคาหุ้นกลุ่มโรงพยาบาลสะท้อนความกังวลระยะสั้น คงมุมมองเชิงบวก เลือก PR9 เป็น Top Pick เป้า 30 บาท
บริษัทหลักทรัพย์ ลิเบอเรเตอร์ จํากัด ระบุในบทวิเคราะห์หลักทรัพย์ว่า เมื่อวันศุกร์ที่ 9 ม.ค. ผ่านมา สำนักข่าวอินโฟเควสต์รายงานว่ามีบริษัทประกันรายใหญ่เตรียมยุติการขายประกันสุขภาพแบบเหมาจ่ายตั้งแต่วันที่ 31 มี.ค. 2026 เป็นต้นไป โดยคปภ. เผยเป็นการตัดสินใจของแต่ละบริษัทประกัน แต่จะยกเลิกกรมธรรม์ที่ขายไปแล้วไม่ได้ ส่งผลให้ราคาหุ้นกลุ่มรพ. ประกอบด้วย BH ปรับลง -4.5%, BCH -3.9% และ BDMS -2.6% จากความกังวลประเด็นประกันสุขภาพแบบ Co-payment จะทำให้รายได้กลุ่มประกันหดตัว
ทั้งนี้มีมุมมองเป็น “ลบ” ต่อข่าวดังกล่าว แม้ว่าการขายประกันแบบ Co-payment เริ่มรับรู้มาตั้งแต่ปี 2025 แล้ว แต่การทยอยยกเลิกขายประกันแบบเหมาจ่ายอาจกระทบต่อรายได้กลุ่มรพ. ในอนาคต เนื่องจากสัดส่วนรายได้กลุ่มประกันมีมากกว่า 20% ของกลุ่ม แต่รายได้จาก Co-payment ยังมีสัดส่วนไม่มากทำให้ผลกระทบต่อรายได้จะจำกัดและไม่กระทบต่อกรมธรรม์ที่ขายไปแล้วด้วย
บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) คงมุมมอง “เท่าตลาด” ต่อกลุ่มการแพทย์ โดยคาดว่ากำไรปี 2569 จะเติบโตในระดับจำกัดที่ 3.3% จากรายได้ที่คาดเติบโต 3.7% อุปสงค์ในประเทศยังซบเซา ขณะที่รายได้จากผู้ป่วยกัมพูชามีแนวโน้มติดลบ YoY ต่อเนื่องจนถึงช่วงครึ่งแรกของปี 2569 และการเติบโตของกำไรคาดจะต่ำกว่าการเติบโตของรายได้ เนื่องจากสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ลดลงในปีนี้ อย่างไรก็ดี เรามองว่าระดับมูลค่าปัจจุบันที่ P/E ปี 69 ราว 17 เท่า ได้สะท้อนปัจจัยลบไปมากแล้ว ขณะที่อัตราผลตอบแทนเงินปันผลที่ 3–4% เริ่มมีความน่าสนใจมากขึ้น และยังมีโอกาสจ่ายปันผลเพิ่มจากกระแสเงินสดที่แข็งแกร่ง และมีสถานะเงินสดสุทธิ ปัจจัยกระตุ้นสำคัญ ได้แก่ การกลับมาของผู้ป่วยคูเวต และการปรับขึ้นอัตราเบิกจ่ายค่ารักษาของประกันสังคม (SSO) โดยเราปรับคำแนะนำ BCH ขึ้นเป็น “ซื้อ” หุ้นเด่นคือ BH และ BCH
คาดว่าการเติบโตของรายได้จากผู้ป่วยไทยจะยังอยู่ในระดับจำกัดที่ 3% ในปี 2569 ใกล้เคียงกับปี 2568 สะท้อนภาวะเศรษฐกิจที่อ่อนแอ นอกจากนี้ รายได้จากประกันมีแนวโน้มชะลอลงเล็กน้อย จากการที่บริษัทประกันเข้มงวดการควบคุมต้นทุนมากขึ้น ภายหลังการเริ่มใช้เงื่อนไข Copay ในเดือนมี.ค. 2568 และล่าสุด AIA ยกเลิกขายประกันสุขภาพแบบเหมาจ่ายตั้งแต่เดือนมี.ค. 2569 เป็นต้นไป อย่างไรก็ดี ความต้องการรักษาพยาบาลจากสังคมผู้สูงอายุของไทยที่เพิ่มขึ้น คาดว่าจะช่วยพยุงอุปสงค์ในประเทศ ขณะที่รายได้จากผู้ป่วยต่างชาติมีแนวโน้มฟื้นตัว โดยคาดเติบโตประมาณ 5% ในปี 2569 ฟื้นตัวจาก 3% ในปี 2568 โดยแม้ยังเผชิญแรงกดดันจากกัมพูชา การฟื้นตัวดังกล่าวคาดว่าจะขับเคลื่อนโดยผู้ป่วยจากตะวันออกกลาง โดยเฉพาะกาตาร์ รวมถึงการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยว ซึ่งคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะอยู่ที่ 35.5 ล้านคนในปี 2569 (+8% YoY)
มองว่าโอกาสการกลับมาของผู้ป่วยคูเวตมีความเป็นไปได้มากขึ้น หลังทางคูเวตได้ทำการชำระลูกหนี้คงค้างเรียบร้อยแล้วในเดือนธ.ค. 2568 และมีแผนจัดตั้งสำนักงานการแพทย์ในประเทศไทยในลำดับถัดไป หากรายได้จากคูเวตกลับมาใกล้เคียงในระดับปี 2566 เราประเมินว่าจะสร้างอัพไซด์ต่อกำไรปี 2570 ราว 11% สำหรับ BCH, 4% สำหรับ BH และ 1% สำหรับ BDMS นอกจากนี้ โอกาสที่สำนักงานประกันสังคม (SSO) จะพิจารณาปรับขึ้นอัตราเบิกจ่ายมีเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งโดยปกติจะมีการทบทวนทุก 3–5 ปี ทั้งอัตราเหมาจ่ายพื้นฐาน (capitation rate) ซึ่งปรับล่าสุดในปี 2566 และอัตรา RW>2 ซึ่งปรับล่าสุดในปี 2563 นอกจากการปรับเพิ่มอัตราเงินสมทบ SSO ที่มีผลตั้งแต่ต้นปี 2569 ยิ่งช่วยเสริมความแข็งแกร่งของฐานะกองทุน SSO
ปรับคำแนะนำ BCH ขึ้นเป็น “ซื้อ” และคงเลือก BH (ราคาเป้าหมาย 210 บาท) และ BCH (ราคาเป้าหมาย 12 บาท) เป็นหุ้นเด่นของเรา โดย BH ยังคงเป็นหุ้นเด่นอันดับหนึ่ง คาดกำไรปี 2569 เติบโต 6% สูงกว่ากลุ่ม จากการฟื้นตัวแข็งแกร่งของผู้ป่วยตะวันออกกลาง และการควบคุมต้นทุนที่ดี ขณะที่มูลค่ายังคงน่าสนใจที่ P/E ปี 69 ราว 15 เท่า ต่ำที่สุดในกลุ่ม สำหรับ BCH เป็นตัวเลือกอันดับรอง หนุนโดยอัตราผลตอบแทนเงินปันผลสูงสุดในกลุ่มราว 4.5% และมีโอกาสจ่ายปันผลพิเศษเพิ่มเติมจากท่าทีของผู้บริหาร รวมถึงจะมีอัพไซด์ต่อกำไรสูงที่สุด หากผู้ป่วยคูเวตกลับมาและมีการปรับขึ้นอัตราการเบิกจ่ายของ SSO
บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) ออกบทวิเคราะห์ ราคาหุ้นกลุ่มการแพทย์ปรับลงสะท้อนความกังวลระยะสั้น แต่ปัจจัยพื้นฐานคาดกำไรยังเติบโต y-y
มองการปรับตัวลงของราคาหุ้นโรงพยาบาลสะท้อนความกังวลระยะสั้น มากกว่าการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของอุปสงค์ โดยประเด็นกดดันหลักมี 3 ปัจจัย ได้แก่
1) ช่วงรอมฎอนจะกระทบปริมาณคนไข้ตะวันออกกลางเต็มไตรมาสใน 1Q26
คาดว่าปริมาณคนไข้ fly-in จากกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง จะชะลอตัวใน 1Q26 เนื่องจากช่วงรอมฎอนปีนี้ (18 ก.พ.–19 มี.ค.) ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานเต็มไตรมาส เมื่อเทียบกับปีก่อนที่ช่วงรอมฎอน (1 มี.ค.–30 มี.ค.) ถูกเฉลี่ยผลกระทบในช่วงปลาย 1Q25–ต้น 2Q25 ทั้งนี้ สัดส่วนรายได้จากคนไข้ตะวันออกกลาง ได้แก่ BH 24%, BDMS 4%, BCH 4%, CHG 2% และ PR9 9% เรามองแนวโน้มกำไรปกติกลุ่ม 1Q26 ลดลงเล็กน้อย q-q ตามปัจจัยฤดูกาล แต่ยังเติบโต y-y ขับเคลื่อนด้วยกลุ่มคนไข้ชาวไทย
2) Kuwait GOP ยังไม่มีความคืบหน้าเพิ่มเติม
ประเด็นคนไข้รัฐสวัสดิการคูเวต (GOP) ยังไม่มีความคืบหน้าสำคัญเพิ่มเติม โดยเฉพาะการคัดเลือกโรงพยาบาลที่จะรับส่งต่อคนไข้ ซึ่งยังไม่เห็นข้อสรุป แม้การชำระเงินลูกหนี้การค้าสำหรับการรักษาในปีก่อนหน้าได้รับชำระแล้ว ทั้งนี้ สัดส่วนรายได้จากคนไข้คูเวต ปัจจุบันลดลงมาดังนี้ BH 2% (เดิม 6%), BDMS 0.2% (เดิม 1%) และ BCH 0.5% (เดิม 6%)
3) ข่าวยุติขายประกันสุขภาพเหมาจ่ายลูกค้าใหม่เป็นเพียง sentiment ระยะสั้น
ข่าวบริษัทประกันบางราย เตรียมยุติการขายประกันสุขภาพเหมาจ่ายแก่ลูกค้ารายใหม่ หลังวันที่ 31 มี.ค. 2026 เรามองว่าเป็นประเด็นเชิง sentiment ระยะสั้น เช่นเดียวกับปีก่อนที่ตลาดกังวลเรื่องเงื่อนไขร่วมจ่ายค่ารักษาพยาบาล (co-payment) สำหรับผู้ซื้อประกันสุขภาพหลัง 20 มี.ค. 2025 เป็นต้นไป โดยประกันสุขภาพเหมาจ่ายของผู้ถือกรมธรรม์เดิม ยังสามารถชำระเบี้ยประกันเพื่อต่ออายุได้ ภายใต้เงื่อนไขมาตรฐานใหม่ (New health standard) ที่บริษัทไม่สามารถบอกเลิกสัญญาผู้เอาประกันหากไม่ผิดเงื่อนไขสำคัญ ขณะเดียวกัน เราคาดว่าบริษัทประกันมีแนวโน้มออกผลิตภัณฑ์ทดแทน เพื่อสอดคล้องกับภาวะตลาดและต้นทุนดำเนินงาน และผู้บริโภคยังคงสามารถซื้อประกันสุขภาพเหมาจ่ายจากผู้ให้บริการรายอื่นได้ อย่างไรก็ตาม หากผลิตภัณฑ์ใหม่เปลี่ยนแปลงรูปแบบเน้นความรับผิดชอบส่วนแรก (deductible) เบี้ยประกันมีโอกาสปรับลดลง และเราคาดว่าผลกระทบต่อผลประกอบการโรงพยาบาลจะยังมีจำกัด เนื่องจากความต้องการประกันสุขภาพยังคงมีอยู่ต่อเนื่องเพื่อบริหารค่ารักษาพยาบาล ซึ่งมี medical inflation อยู่ในระดับเลขสองหลักต่อปีโดยประมาณ ทั้งนี้ เราประเมินสัดส่วนรายได้โรงพยาบาลจากกลุ่มคนไข้ประกัน ได้แก่ BH 19%, BDMS 37%, BCH 37%, CHG 23% และ PR9 27%
คาดกำไรปกติ 4Q25 ของกลุ่มการแพทย์ เติบโต 2% q-q และ 9% y-y ปัจจัยหนุนจาก 1) รายได้คนไข้ประกันสังคมกรณีโรคที่มีค่าใช้จ่ายสูง (Adj RW>2) ซึ่ง SSO สามารถชำระที่ 12,000 บาท/RW เทียบ 4Q25 ที่ 8,000 บาท/RW; และ 2) รายได้คนไข้ชาวไทย ขับเคลื่อนด้วยปริมาณคนไข้โรคประจำฤดูกาลที่ล่าช้ามาใน 4Q25 ซึ่งมีผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่เติบโต 64% q-q และ 516% y-y
คงมุมมองเชิงบวกต่อกลุ่ม และให้ PR9 (BUY, TP THB30) เป็น Top Pick จากแนวโน้มกำไรปกติที่คาดว่าเติบโตแข็งแกร่งต่อเนื่อง 16% ในปี 2025 และ 12% ในปี 2026 ขณะที่ระยะสั้น โรงพยาบาลที่พึ่งพากลุ่มคนไข้ประกันสังคมมากกว่า ได้แก่ CHG (BUY, TP THB2.18) และ BCH (BUY, TP THB15.80) น่าสนใจจากการเติบโตของกำไรปกติ 4Q25 สำหรับ valuation ราคาหุ้นกลุ่มการแพทย์ 5 บริษัทที่เราศึกษา ปัจจุบันซื้อขายเฉลี่ย 16.0x 2026E P/E ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยการซื้อขายย้อนหลัง 5 ปีราว -1.5SD โดยมี dividend yield ปี 2026 อยู่ที่ระดับ 2% (BDMS, PR9), 3% (BH, CHG) และ 4% (BCH)
---จบ---