แนวโน้มสินทรัพย์ต่างประเทศ Sentiment ตลาดหุ้นสหรัฐฯส่งสัญญาณมิกซ์ ขณะที่ไทยปรับตัวดีขึ้น
KEY FINDINGS:
สหรัฐฯ: ปรับตัวขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า ขณะที่เครื่องชี้วัดภาวะอารมณ์ตลาด (Sentiment Indicators) ส่งสัญญาณมิกซ์ โดยดัชนี Fear & Greed Index ทรงตัวในโซน Fear ที่คะแนน 44 จุดเท่าเดิม ขณะที่กับผลสำรวจ AAII มี Bull-Bear Spread ที่ลดลง
ไทย: ดัชนี SET ยังคงแกว่งตัวในกรอบ แต่มาตรวัด BLS Greed & Fear Barometer ปรับตัวดีขึ้น แต่ยังคงอยู่ในโซน Fear ต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่เก้า โดยคะแนนปรับเพิ่มขึ้นจาก 35 คะแนนสู่ 41 คะแนน
US MARKET SENTIMENT TRACKER:
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้น 1.1% จากสัปดาห์ก่อนหน้า ขณะที่เครื่องมือชี้วัด Sentiment ส่งสัญญาณมิกซ์ โดย CNN Fear & Greed Index ยังคงทรงตัวในโซน Fear ที่คะแนน 44 จุด จากองค์ประกอบย่อยที่ผสมผสาน โดยองค์ประกอบที่ดีขึ้น ได้แก่ Market Momentum ที่ปรับตัวดีขึ้น สวนทางกับ Market Breadth ที่แย่ลง หลังจากที่ฟื้นตัวต่อเนื่องมาตั้งแต่ปลายเดือนพฤศจิกายน ขณะที่ความผันผวนของตลาดเพิ่มสูงขึ้น
ส่วนผลสำรวจความเชื่อมั่นนักลงทุนของ AAII สะท้อนถึงมุมมองเชิงลบต่อตลาดในช่วง 6 เดือนข้างหน้าที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อย โดยแม้ว่านักลงทุนมีมุมมองฝั่ง Bullish เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 42.0% เป็น 42.5% (สูงกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 37.5%) แต่มุมมองฝั่ง Bearish เพิ่มขึ้นมากกว่า จาก 27.0% เป็น 30.0% (ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 31.0%) ส่งผลให้ Bull-Bear Spread ปรับตัวลดลงจาก 15.0% สู่ระดับ 12.5%
THAI MARKET SENTIMENT TRACKER:
ในส่วนของตลาดหุ้นไทย ดัชนี SET แกว่งตัวในกรอบในช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยดัชนียังคงได้รับอิทธิพลจากความผันผวนของหุ้น DELTA ขณะที่มาตรวัด BLS Greed & Fear Barometer ปรับตัวดีขึ้น แต่ยังคงอยู่ในโซน Fear ต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่เก้า คะแนนปรับเพิ่มขึ้นจาก 35 คะแนนสู่ 41 คะแนน หนุนจากการปรับดีขึ้นขององค์ประกอบหลายมิติ ได้แก่ ดัชนี Volume Index ที่กลับมาฟื้นตัวขึ้นได้เป็นครั้งแรกในรอบ 4 สัปดาห์ ดัชนี Momentum Strength ปรับตัวขึ้น ความผันผวนที่ปรับลดลง และ Market Breadth ที่ฟื้นตัวได้ดีอย่างต่อเนื่อง
IMPLICATION:
การที่ Sentiment ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ส่งสัญญาณมิกซ์ สะท้อนว่าตลาดยังคงอยู่ในโหมด Cautious Optimism เห็นได้จาก ค่า Put/Call Ratio ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับต่ำสุดในกลางเดือนธันวาคมที่ 0.60 สู่ระดับ 0.69 ในปัจจุบัน สะท้อนกว่านักลงทุนเริ่มมีการ Hedging หรือซื้อประกันความเสี่ยงในบางส่วน
สำหรับตลาดหุ้นไทย แม้ดัชนี SET จะยังคงแกว่งตัวผันผวนและถูกกดดันจากหุ้น Big Cap อย่าง DELTA แต่การที่ BLS Greed & Fear Barometer สามารถปรับตัวขึ้นได้นั้นสะท้อนถึงการฟื้นตัวของ Sentiment ตลาด โดยได้รับแรงขับเคลื่อนอย่างพร้อมเพรียงขององค์ประกอบย่อยหลายส่วน ซึ่งถือเป็นสถานการณ์ที่ดีขึ้นเมื่อเทียบกับแรงกดดันที่เกิดขึ้นในเดือนพฤศจิกายน
สรุปภาพตลาดวานนี้
DELTA รับจบกดดัชนีไป 24 จุด (จากที่ลง 27 จุด) หลังมีข่าว Big lot เมื่อคืนนี้ ซึ่งหมายถึงกลุ่มหุ้นอื่นๆ หมุนเวียนกัน ยืนๆ (SET-DELTA) โดยกลุ่มบวกนำโดยธนาคาร ไอซีที ที่สลับกับการทำกำไรกลุ่มพลังงาน และการขายกลุ่มคอมเมิร์ช ส่วนหุ้นไฟแนนซ์ ดิ่งเกือบยกแผง หลังงบ AEONTS ออกมาไม่ดี
แนวโน้มตลาดวันนี้
หุ้นที่ได้ไปต่อ...และไม่ได้ไปต่อ รอบนี้
หุ้นไทยที่ได้ไปต่อเมื่อวานนี้ ยังคงเป็นกลุ่มธนาคารที่มีแรงรับทุกครั้งที่มีการปรับฐาน (แต่เราไม่แนะนำให้ไปไล่ราคาซื้อ) ขณะที่ดัชนีไม่รวม DELTA ติดลบจริงแค่ 3.22 จุด และเราแนะนำ ให้เพิ่มน้ำหนัก กลุ่มพลังงาน น้ำมัน โรงกลั่น ส่งออกอาหาร ทั้งประเภท Hard และ Soft commodity ต่อเนื่อง รวมถึงหุ้นภาคบริการ...
นอกจากกลุ่มที่ควรเพิ่มน้ำหนัก เราเห็นว่า หุ้นกลุ่มไฟแนนซ์ที่ ราคาร่วงลงอย่างต่อเนื่อง SAWAD MTC TIDLOR ซึ่งมีโมเมนตั้มแย่กว่าตลาดมาซักพักใหญ่ๆ น่าจะกระทบไปถึงหุ้นเชื่อมโยงการบริโภคเศรษฐกิจฐานราก ที่น่าจะรายงานงบแย่เกินคาด เมื่อเห็น NPL รายย่อยที่ส่ออาการแย่เกินคาดของ หุ้น AEONTS
เราเห็นว่าไม่ควรรีบเก็บหุ้นกลุ่มสินเชื่อและหุ้นเชื่อมโยงเศรษฐกิจฐานราก แนะปล่อยให้ราคาหุ้นอ่อนกว่าตลาดต่อไป จนกว่าจะสะท้อนงบการเงินที่แย่ลงจบลงไปเสียก่อน
ด้านปัจจัยอื่นๆที่น่าติดตาม เรามองไปที่ประเด็นมาตรการแก้ไขค่าเงินบาทแข็งค่า เพราะมีผลต่อ หุ้นภาคการเกษตร ส่งออก บริการ “ซึ่งควรเริ่มเห็นพัฒนาการที่ดีขึ้นของค่าเงินบาท” หุ้นเชื่อมโยงที่ควรจะบวกจากประเด็นนี้ เราแนะนำ สะสม CENTEL CPN TU ตามพอร์ตลงทุนกลยุทธ์ เป็นต้น
ปัจจัยต่างประเทศ อาจสร้างความผันผวน ต่อภาวะตลาดหุ้นโลก (แต่คาดกระทบไทยจำกัด) คือ การแทรกแซงนานาประเทศ ของอมเริกา เช่น ล่าสุด ปธน.ทรัมป์ ยืนยันกรีนแลนด์ มีความสำคัญต่อ ความมั่นคงในสหัฐฯ พร้อมทั้งแสดงท่าที ต้องการครอบครอง และอาจสร้างความกังวลต่อ อียู และสมาชิก NATO, ศาลฎีกาสหรัฐฯนัดวันนี้ฟังคำตัดสินคดีที่มีการไต่สวนไปแล้วซึ่งรวมถึงภาษีศุลลากรที่ ปธน.ทรัมป์บังคับใช้
กลยุทธ์รอบนี้ เรายังคงเน้นไปที่การ ซื้อแล้วถือ และคอยเฝ้าพฤติกรรมราคาหุ้นที่เราแนะนำอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งติดตามประเด็นที่มีผลบวกหรือลบ ต่อราคาหุ้นที่เราแนะนำ เพื่อตัดสินใจที่จะถือต่อ หรือ ขายตัดขาดทุน โดยจะรอดูจังหวะหาหุ้นเพิ่มเข้าพอร์ตเมื่อมั่นใจว่า ตลาดหุ้นไทยตั้งรับกับสถานการณ์ได้แล้ว และ เห็นโมเมนตั้มทำงานผลักดันราคาขึ้น
กลยุทธ์การลงทุน
กลยุทธ์การลงทุนช่วงนี้ “รอ” สะสมหุ้นเมื่อราคาย่อลง ไม่ไล่ราคา เน้นไปที่หุ้นผลตอบแทนเงินปันผลสูง, หุ้นที่มีการปรับเพิ่มประมาณการกำไร และ เพิ่มการเล่นหุ้นตามกระแสการเก็งกำไร
วิเคราะห์ทางเทคนิค
DELTA deep impact! ร่วง -24 บ. กด SET -23 จุด ส่งผลให้ดัชนีปรับลงมาที่โซนรับเดิมบริเวณ 1,250 (Consolidate zone) วันนี้ขอนำเสนอกราฟมุมมองรายสัปดาห์ จะปิดแดงหรือเขียว? เนื่องจาก week ก่อนปิดที่ 1,259 หากลุ้นปิดบวก วันนี้ต้องปิด +> 6 จุด ในส่วนของโมเมนตัม MACD week ตัดลง แต่อยู่เหนือเส้น 0 บ่งชี้สัญญาณปรับฐานย่อยแต่อยู่บนทิศทางขาขึ้น สำหรับภาพ Bearish Megaphone (หลุด 1250 แล้วลงมาที่ 1200 จุด) ยังคงให้น้ำหนักโอกาสเกิดน้อย Note: สำหรับหุ้นแนะนำ Technical port เช่น CENTEL, PTTGC, CPN, PTT, TOP, SCB, BA และ อื่นๆ ยืนได้ สู้ไหว แนะลุยกันต่อ
ไฮไลท์หุ้น: BA…..take off สำเร็จ ไปเจอกันที่ความสูงระดับใหม่!/ AEONTS สะดุด NPL พ่นพิษ! สัญญาณเตือนไฟแนนซ์ที่ไม่มีหลักประกัน / SCC “Impulse wave” ขาขึ้นยังไม่จบง่ายๆ / SPRC จุดเปลี่ยน จุดพลิกเกมส์/ "รักหมา รักแมว รัก ITC"/ ความมั่งคั่งไม่มีขอบเขต เมื่อเราเลือกลงทุนใน Global Tech…
What to watch
ทั่วโลกลุ้นระทึกศุกร์นี้! ศาลฎีกาสหรัฐอาจมีคำพิพากษาชี้ชะตา "ภาษีทรัมป์"แพลตฟอร์มเดิมพันออนไลน์ เช่น Kalshi และ Polymarket ประเมินว่าปธน.ทรัมป์มีโอกาสชนะคดีเพียง 30% และ 23% ตามลำดับ ลดลงจากราว 40% ก่อนหน้านี้ หลังจากผู้พิพากษาแสดงท่าทีสงสัยต่อความชอบด้วยกฎหมายของมาตรการภาษีดังกล่าว
นอกจากนี้ ยังไม่ชัดเจนว่าศาลจะสั่งให้รัฐบาลทรัมป์คืนเงินภาษีหรือไม่ หากมีคำวินิจฉัยว่ามาตรการดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือศาลอาจจะปล่อยให้ศาลชั้นล่างหรือรัฐบาลกลางเป็นผู้จัดการประเด็นดังกล่าวต่อไป
ก่อนหน้านี้ ปธน.ทรัมป์ระบุว่า หากศาลมีคำพิพากษาว่าภาษีศุลกากรไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็จะถือเป็นหายนะต่อสหรัฐ หลังจากที่รัฐบาลมีรายได้จากการเรียกเก็บภาษีดังกล่าวถึง 6 แสนล้านดอลลาร์
นายกเดนมาร์ก กล่าวถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับกลุ่ม NATO หากสหรัฐฯ ใช้กำลังทหารกับชาติสมาชิกของนาโต (NATO) บรรดาผู้นำยุโรปต่างรวมพลังสนับสนุนเดนมาร์ก หลังจากปธน.ทรัมป์ผุดแนวคิดเกี่ยวกับการยึดครองกรีนแลนด์อีกครั้ง ด้านรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศเยอรมนีกล่าวว่า ตามหลักการแล้ว กรีนแลนด์ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเดนมาร์กจะต้องอยู่ภายใต้พันธกรณีการป้องกันร่วมกันของนาโต
ทรัมป์เดินหมากคุมบริษัทน้ำมันรัฐบาลเวเนซุเอลา หวังกดราคาตลาดโลกเหลือ 50 ดอลล์ สหรัฐฯวางแผนจะเข้าไปบริหารจัดการบริษัท PDVSA ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจน้ำมันของเวเนซุเอลา ในบางส่วน โดยเน้นไปที่การเข้าจัดซื้อและทำการตลาดผลผลิตน้ำมันเกือบทั้งหมดของบริษัท นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังหาทางใช้อำนาจบริหาร PDVSA ผ่านข้อตกลงจัดซื้อและกระจายน้ำมัน โดยจะดำเนินการผ่านกิจการร่วมค้าทั้งโครงการเดิมและโครงการใหม่ที่ทำร่วมกับบริษัทยักษ์ใหญ่อย่างเชฟรอน (Chevron)
กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และภาคสถาบันการเงิน ได้ร่วมกันออกกลไกเฉพาะกิจเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ ภายใต้โครงการ "ปิดหนี้ไว ไปต่อได้" ที่ได้เปิดตัวไปเมื่อวันที่ 11 พ.ย.68 ธปท. ระบุว่า โครงการดังกล่าว ได้เปิดให้ประชาชนลงทะเบียนได้แล้ว ตั้งแต่วันนี้ (5 ม.ค.69) เป็นต้นไป โดยลูกหนี้ที่มีภาระหนี้ตามเงื่อนไขข้างต้น สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการได้ผ่านช่องทางดังต่อไปนี้
หุ้นแนะนำวันนี้
CENTEL คาดงบ 4Q25 มีโอกาสดีกว่าคาดจากรับรู้ขาดทุนกิจการมัลดีฟที่ลดลง การรวมงบลัคกี้สุกี้ นอกจากนี้งานยังมี Events หลายงานในปีนี้ที่จะหนุนรายได้ โรงแรม และร้านอาหารในประเทศ
แนวรับ 32 ต้าน 35 Stop loss 30
รายงานพื้นฐานวันนี้
Thai EQ
ตลาดหุ้นไทยปี 2026 ปีม้า “ตีนปลาย”
ตลาดหุ้นไทยปี 2026 เปรียบเสมือน “ม้าตีนปลาย” ที่แม้จะออกตัวช้าในช่วงครึ่งปีแรกจากสุญญากาศทางการเมืองและเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว แต่เรามองเห็นโอกาสเร่งตัวขึ้นในช่วงครึ่งปีหลังหากการจัดตั้งรัฐบาลราบรื่น หนุนโดยการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวและการลงทุน Data Center โดยคงเป้าหมายดัชนีปลายปีที่ 1,440 จุด โดยภาพรวมตลาดมองครึ่งแรกซึมจาก Policy Gap ก่อนได้รัฐบาลใหม่ ก่อนครึ่งหลังคึกคักขึ้น จากมาตรการกระตุ้นต่างๆ กลับมา และนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายและการลงทุนภาคเอกชนที่เร่งตัวขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่ม Data Center
ในด้านการเมือง แม้สถิติในอดีตจะชี้ว่าตลาดหุ้นไทยมักเกิด Pre-election rally ก่อนการเลือกตั้ง แต่สำหรับรอบนี้เรามองว่าบรรยากาศจะเป็นลักษณะ "Wait-and-see" เพื่อรอความชัดเจนมากกว่า นักลงทุนควรจับตาความเสี่ยงกรณีการจัดตั้งรัฐบาลล่าช้า (Delay Case) ซึ่งหากลากยาวไปถึงปลายไตรมาส 3 อาจกระทบต่อการจัดทำงบประมาณปี 2027 และกดดันให้ GDP ปี 2026 เติบโตเพียง 1.2% (จากกรณีฐานที่ 1.6%) และฉุดกำไรบริษัทจดทะเบียน (EPS Growth) ให้เหลือโตเพียง 4%
กลยุทธ์: ภายใต้กรอบดัชนี 1,230–1,300 จุด ในช่วง 1 เดือนข้างหน้า เราแนะนำ “กลยุทธ์ตั้งรับ โดยเน้น Buy on Dips” และ “ใช้จังหวะ Sector Rotation ในการทำกำไร” โดยมีแกนหลักคือ "หุ้นปันผลสูง" เนื่องจากปัจจุบัน Dividend Yield Gap ของตลาดหุ้นไทยเทียบกับพันธบัตรรัฐบาลอยู่ในระดับสูงใกล้เคียงช่วงวิกฤตโควิด หุ้นเด่นในกลุ่มนี้ กลุ่มธนาคารนำโดย SCB, TISCO และ KTB รวมทั้งกลุ่มอื่นๆ ที่น่าสนใจ ได้แก่ WHAUP, CPN และ PTT
ส่วนหุ้น “Trading” เน้นกลุ่มโรงกลั่น จากปัจจัยหนุนเฉพาะตัวเรื่องค่าการกลั่น สำหรับ Top Picks จากลิสต์ข้างต้น ได้แก่ 1) หุ้นที่มีปัจจัยบวกชัดเจน: WHAUP และ CPN, 2) หุ้นที่กำไรไตรมาส 4/25 มีโอกาสดีกว่าคาด: ITC
Finance Sector
โอกาสในการซื้อกลับ
ราคาหุ้นกลุ่ม Retail Finance ปรับฐานลงมาแรงในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ทำให้เรามองเป็นโอกาสในการเข้าลงทุนอีกครั้ง จาก 3 เหตุผล ได้แก่
1) Valuation ถูกมากแล้ว โดย PBV/ROE ratio ของกลุ่ม Retail Finance เฉลี่ยที่ต่ำเพียง 0.077 เท่า มีส่วนลดถึง 1.8 SD จากค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปี และต่ำกว่า PBV/ROE ratio ของกลุ่มธนาคารเฉลี่ยที่ 0.106 เท่าอยู่มาก ทำให้เรามองว่าเป็นโอกาสในการเลือกหุ้นที่มีพื้นฐานแข็งแกร่ง แนวโน้มกำไรยังเติบโตได้ดีในปีนี้ คุณภาพสินทรัพย์ก็ยังอยู่ในเกณฑ์ดี ทำให้เราเลือก TIDLOR และ MTC เป็น top picks
2) คาดแนวโน้มกำไรสุทธิจะเติบโต 8% YoY ในปีนี้ หนุนจากสินเชื่อเติบโต 7% YoY และ NIM ขยายตัว โดยเราคาดว่า TIDLOR จะเป็นหุ้นที่มีกำไรเติบโตสูงสุดในปีนี้ที่ 13% YoY ตามมาด้วย MTC ที่ 11% YoY, SAWAD ที่ 6% YoY และ KTC ที่ 3% YoY และ
3) ทิศทางคุณภาพสินทรัพย์จะยังอยู่ในเกณฑ์ดี แม้ทิศทาง NPLs/loans ratio ของ AEONTS จะปรับเพิ่มขึ้น QoQ ใน 3Q25/26 แต่เรามองว่าลักษณะธุรกิจและลูกค้าของ AEONTS ต่างจากกลุ่ม Retail Finance ที่เราศึกษา (โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าและสัดส่วน LTV) ทั้งนี้ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐใน 4Q25 และการจัดการเลือกตั้งใน 1Q26 จะหนุนให้ความสามารถในการชำระหนี้ของลูกค้าอยู่ในเกณฑ์ดี
Fundamental view: เราชอบ TIDLOR และ MTC มากสุดในกลุ่ม
Commodity Sector
(Tactical Idea)
รอบการเล่นยังไม่จบ
แม้ราคาหุ้นกลุ่มโรงกลั่นและเคมีจะปรับขึ้นมาแล้วราว +8% และ +11% ตามลำดับในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา แต่เรามองว่ายังมีพื้นที่ให้ปรับขึ้นต่อในระยะสั้น–กลาง จากสภาพแวดล้อมของค่าการกลั่นและสเปรดเคมีที่ยังเอื้ออำนวย จึงยังเปิดโอกาสสำหรับการลงทุนเชิงกลยุทธ์ในหุ้นโรงกลั่น (BCP, IRPC, SPRC, TOP) และกลุ่มเคมี (IVL, PTTGC, SCC)
ฝั่งโรงกลั่น เรามองว่าค่าการกลั่น (GRM) ยังมีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูงในอีก 1–2 เดือนข้างหน้า จากอุปสงค์ตามฤดูกาล ขณะที่ฝั่งอุปทานถูกจำกัดจากฤดูปิดซ่อมโรงกลั่นซึ่งจะ Peak ในเดือนมีนาคม
ส่วนปัจจัยเชิงพื้นฐาน อุปสงค์น้ำมันทั่วโลกยังมีแนวโน้มขยายตัวในปี 2026 จากดีเซลและเบนซิน (นำโดยอินเดีย) รวมถึงความต้องการ jet fuel ที่เพิ่มขึ้นตามการเดินทางทางอากาศ (นำโดยจีน) ขณะที่การเพิ่มกำลังการกลั่นใหม่มีแนวโน้มต่ำกว่าการเติบโตของอุปสงค์ ส่งผลให้ GRM ปี 2026 คาดว่าจะอย่างน้อยทรงตัวที่ราว 5.0–5.5 USD/bbl ใกล้เคียงค่าเฉลี่ยปี 2025
ฝั่งปิโตรเคมี สเปรดมีแนวโน้มขยายตัว QoQ ใน 1Q26 จากต้นทุนที่ลดลง ท่ามกลางอุปสงค์ที่ยังทรงตัว
ส่วนในเชิงพื้นฐาน คาดว่าอุปสงค์จะเริ่มฟื้นตัวตั้งแต่ 2Q26 ตามการฟื้นของเศรษฐกิจโลก ขณะที่การปิดกำลังการผลิตที่ไม่มีประสิทธิภาพยังช่วยลดภาวะ oversupply หนุนการฟื้นตัวของสเปรดเคมีต่อเนื่อง
Momentum Study: ข้อมูลย้อนหลังปี 2015–2025 ชี้ว่า ในปีที่ GRM หรือ chemical spreads ทรงตัวหรือขยายตัว QoQ ในทุกๆ ไตรมาส 1 ปีนั้นๆ ราคาหุ้นกลุ่มโรงกลั่นและเคมีให้ผลตอบแทนเฉลี่ยราว +18% และ +21% ตามลำดับ ซึ่งเป็นการสะท้อนว่าภาพปัจจุบันยังอยู่ในกรอบที่เอื้อต่อการเล่นรอบขาขึ้น
Top Picks: หุ้นเด่นเชิงพื้นฐานของเรายังคงเป็น SPRC, TOP และ PTTGC
วิกิจ ถิรวรรณรัตน์ Tel. (662) 618-1336
นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน/ปัจจัยทางเทคนิค
นภนต์ ใจแสน นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน
ภูวดล ภูสอดเงิน, AISA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน