Today’s NEWS FEED

News Feed

บล.คิงส์ฟอร์ด : บทวิเคราะห์ภาวะตลาดหุ้นรายวัน

139

Market Wrap-Up

  • SET วันที่ 6 ม.ค.69 ปิด -5.30 จุด อยู่ที่ 1,274.75 จุด มูลค่าการซื้อขาย 37,483 ลบ. ลบ. พอร์ตโบรกขาย 177 ลบ. ต่างชาติขาย 2,218 ลบ. สถาบันซื้อ 303 ลบ. และรายย่อยซื้อ 2,091 ลบ. NVDR มียอดขายสุทธิ 2,253 ลบ. โดยยอดซื้อ TOP,GULF,BCP,CPALL,TTB และขาย DELTA,AOT,ADVANC,SCB,KBANK มูลค่า Short Sales อยู่ที่ 1,758 ลบ. ส่วนตลาด Futures นักลงทุนต่างประเทศมีสถานะ Short ใน Index Futures จำนวน 27,312 สัญญา และต่างชาติขายสุทธิในตลาดพันธบัตรไทย 1,043 ลบ

 Market View

  • DJIA +0.99%, S&P500 +0.62%, Nasdaq +0.65% ได้แรงหนุนจากกลุ่มวัตถุดิบ +2.04%, บริการสุขภาพ +1.96% ส่วนดัชนีเซมิคอนดักเตอร์ในตลาดฟิลาเดลเฟีย +2.75% นำโดย San Disk +27.5%, Western Digital +17% ขณะที่ Nvidia -0.47% หลัง CEO แถลงในงาน CES 2026 เผย Rubin AI แพลตฟอร์มอยู่ในกระบวนการผลิต ซึ่งจะช่วยให้แชตบอตสามารถตอบคำถามที่ยาว และสนทนาได้อย่างต่อเนื่อง ส่วนกลุ่มพลังงาน -2.81% หลังได้รู้ข่าวบวกเกี่ยวกับแผนฟื้นฟูธุรกิจน้ำมันในเวเนซุเอลาไปบ้างแล้ว ทางด้านข้อมูลเศรษฐกิจวันศุกร์ติดตามตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรสหรัฐ ธ.ค.คาดเพิ่มขึ้น 57,000 & พ.ย. 64,000 ราย และอัตราว่างงานสหรัฐ ธ.ค. คาด 4.5% & พ.ย. 4.6%
  • Stoxx600 ยุโรป +0.58% ทำ New High ได้แรงหนุนจากกลุ่มบริการสุขภาพ +3% นำโดย Novo Nordisk +5% หลังการเปิดตัวยา Wegovy แบบเม็ดในตลาดสหรัฐ และกลุ่มทรัพยากรพื้นฐาน +2% ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจวานนี้ CPI เยอรมัน ธ.ค.อยู่ที่ 2.0% & พ.ย. 2.6% YoY , CPI ฝรั่งเศส ธ.ค.อยู่ที่ 0.7% & พ.ย. 0.8% YoY และ CPI สเปน ธ.ค. อยู่ที่ 3.0% & พ.ย. 3.2% YoY บ่งชี้เงินเฟ้อยูโรโซนมีแนวโน้มลดลง
  • ตลาดหุ้นเอเชียวานนี้ ดัชนีนิเกอิ +1.32% ทำจุดสูงสุดใหม่ ได้แรงหนุนจากกลุ่มผลิตภัณฑ์น้ำมันและถ่านหิน หลังสหรัฐเตรียมเข้าไปฟื้นฟูภาคพลังงานในเวเนซุเอลา ขณะที่หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ & AI ก็ได้ประโยชน์จากนโยบายการคลังแบบขยายตัวของนายก ฯ ซานาเอะ ส่วน Kospi เกาหลีใต้ +1.52% ได้แรงหนุนจากหุ้นกลุ่มเทค ฯ, ยุทธโธปกรณ์ และอุต ฯ ต่อเรือ ทางด้านดัชนีเซี่ยงไฮ้ +1.5% ได้แรงหนุนจากกลุ่มเทค ฯ และกลุ่มยุทโธปกรณ์ กอปรนักลงทุนยังเชื่อมั่นต่อ ม.กระตุ้นเศรษฐกิจจีนรอบใหม่
  • SET วานนี้ -0.41% ปริมาณการซื้อขาย 74 หมื่น ลบ.พอร์ตโบรกขาย 177 ลบ. ต่างชาติขาย 2,218 ลบ. สถาบันซื้อ 303 ลบ. และรายย่อยซื้อ 2,091 ลบ. โดยดัชนีปรับลดลงจากแรงขายกลุ่มขนส่ง -3.8%, ท่องเที่ยว -1.37% หลังกัมพูชาได้ยิงกระสุนข้ามในยังฝั่งไทยบริเวณช่องบก ส่งผลให้นักลงทุนกลับมากังวลว่าอาจเกิดการปะทะรอบใหม่ระหว่างไทย – กัมพูชา ซึ่งทางฝั่งกัมพูชาได้แถลงต่อเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดจากความประมาทของทหารกัมพูชา ส่วน AOT วานนี้ -5.5% จากความกังวลต่อการปรับขึ้นค่าธรรมเนียม PSC ใน เม.ย. นี้จาก 730 บาท เป็น 1,120 บาท อาจต้องล่าช้าระหว่างรอ รมว.คมนาคมจากรัฐบาลชุดใหม่เข้ามาเซ็นต์อนุมัติ ขณะที่กลุ่มที่ช่วยหนุนดัชนี คือ ค้าปลีก, บรรจุภัณฑ์ ที่ราคาหุ้นอยู่ในโซนต่ำ และคาดการณ์กำไรปีนี้มีโอกาสฟื้นตัว YoY จากฐานต่ำในปีก่อน ส่วนกลุ่มโรงกลั่นก็มีแรงซื้อเก็งกำไร นำโดย TOP +5.3% รับข่าวซื้อคืนหุ้นกู้สกุลดอลลาร์มูลค่า 1.7 หมื่น ลบ.ในช่วง 6 ม.ค. – 4 ก.พ.69 เพื่อเป็นการลดหนี้และบริหารต้นทุนด้านการเงิน โดยภาพรวมดัชนียังทรงตัวในช่วงการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจวันนี้ ก.พาณิชย์จะแถลง CPI ไทย ธ.ค.คาด -0.3% & พ.ย. -0.49% YoY

   Daily Strategy

  • ประเมินแนวรับดัชนี SET ที่ 1,260 - 1,270 แนวต้าน 1,280 - 1,290 ซึ่งคาดดัชนีมีโอกาสทรงตัวตามดัชนีภูมิภาค และอยู่ระหว่างการหาเสียงเลือกตั้งใน ก.พ. แนะนำทยอยซื้อกลุ่มปลอดภัย & ปันผลสูง เช่น ADVANC, SCB, TTB, AP, LH , 3BBIF, DIF/ กลุ่มโรงไฟฟ้า GULF, GSPC ได้แรงหนุนจากต้นทุนก๊าซเริ่มปรับลดลง / เก็งกำไร MEGA, GLOBAL, PTG มีสัญญาณบวกทางเทคนิค       
  • TOA* (ซื้อเก็งกำไร / ราคาเป้าหมาย IAA Consensus 17.70 บาท)บริษัทรายงานกำไรสุทธิ 3Q68 ที่ 688 ล้านบาท +6%QoQ, +266%YoY หนุนจากยอดขายที่กลับมาเติบโต YoY จากตลาดต่างประเทศ ขณะที่ GPM อยู่ในระดับ 38% หนุนจากต้นทุน TiO2 และ Oil link ที่ปรับลดลง แนวโน้ม 4Q68 คาดว่าจะยังได้รับประโยชน์จากต้นทุนที่ลดลงอยู่ ส่วนรายได้คาดเติบโตได้ QoQ, YoY จากตลาดเมียนมาและเวียดนาม ส่วนประเทศไทยคาดมี demand ซ่อมแซมบ้านหลังน้ำท่วม สำหรับแนวโน้มปี 69 บริษัทตั้งเป้ารายได้ในไทย +2%ToT และต่างประเทศ +10%YoY ทั้งนี้ตลาดคาดกำไรปี 68-69 ที่7 พันล้านบาท +39%YoY และ 2.9 พันล้านบาท +9%YoY
  • KLINIQ (ซื้อสะสม / ราคาเป้าหมาย 33.00 บาท)แม้กำไรสุทธิ 3Q68 จะต่ำกว่าคาดอยู่ที่ 79 ลบ. (+6%YoY, -12%QoQ ) กดดันจากการเร่งขยายสาขาและค่าใช้จ่ายในการปิด 2 สาขาที่ underperformed อย่างไรก็ตาม ยังคงมุมมองว่า 4Q68 จะเป็นจุดสูงสุดการดำเนินงานของปี และ +YoY +QoQ โดยแม้จะมีการเปิดสาขาใหม่อีกราว3 แห่ง แต่การเปิดสาขายังน้อยกว่าใน 2Q68-3Q68 ขณะที่คาดว่ารายได้ของสาขาที่เปิดใหม่ในช่วงก่อนหน้าจะเริ่มเร่งตัวขึ้นปัจจุบัน ประมาณการณ์กำไรสุทธิ ปี68 และ ปี69 อยู่ที่ 361 ลบ.( +12%YoY)  และ 428ลบ.(+19%YoY)

 

Daily Key Factors

Oil Update(-) WTI ก.พ. -$1.19 อยู่ที่ $57.13 / บาร์เรล, Brent มี.ค. -$1.06 อยู่ที่ $60.70/บาร์เรล จากความกังวลอปุทานน้ำมันอาจอยู่ในภาวะล้นตลาดในปี 69 อาจสูงถึง 3 ล.บาร์เรล/วัน ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 69

 

Gold Update(+) Comex Gold ก.พ.+$44.60 อยู่ที่ $4,496.10/ออนซ์ โดยทองคำยังเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย จากปัจจัยเสี่ยงของสถานการณ์ในเวเนซุเอลา และวันศุกร์ติดตามตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรสหรัฐ ธ.ค. ซึ่งมีผลต่อนโยบายการเงินของเฟด

 

Fund Flow(-) Fund Flow ต่างชาติในตลาด TIP วานนี้ ขายสุทธิ -14.49 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขายหุ้นไทย -70.91 ล.ดอลลาร์สหรัฐ ซื้อหุ้นอินโด +35.26 ล.ดอลลาร์สหรัฐ และซื้อหุ้นฟิลิปปินส์ +21.16 ล.ดอลลาร์สหรัฐ

 

(0) ค่าเงินบาทเช้านี้แข็งค่าอยู่ที่ 31.22 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

(0) ผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ 10 ปี ลดลงอยู่ที่ 4.166 %

(-) ดัชนี BDI ปิด -21 จุด อยู่ที่ 1,830

(-) BitCoin เช้านี้ -1.34% อยู่ที่ 92,514 ดอลลาร์สหรัฐ

 

 Economic Calendar

 

ในประเทศ

สัปดาห์ที่2 ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของไทย

(ม.ค.)

 

ต่างประเทศ

05 ม.ค.     US ดัชนี PMI ภาคการผลิตจากสถาบันไอเอสเอ็ม (ISM)  (ธ.ค.)

06 ม.ค.     US ดัชนี PMI ภาคการบริการจากสถาบันไอเอสเอ็ม (ISM)  (ธ.ค.)

07 ม.ค.     EU ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) (ปีต่อปี) (ธ.ค.)

US การเปลี่ยนแปลงการจ้างงานภาคนอกภาคเกษตรกรรม(ADP)(ธ.ค.)

US ตำแหน่งงานว่างเปิดใหม่จาก JOLTS  (พ.ย.)

09 ม.ค.     US อัตราการว่างงาน  (ธ.ค.)

                US รายได้เฉลี่ยต่อชั่วโมง (เดือนต่อเดือน) (ธ.ค.)

 

Theme Strategy

เลือกหุ้นวงจรดอกเบี้ยโลกเป็นขาลง/ มี Earning momentum/ Seasonal 4Q68-1Q69/ หุ้น High Dividend Yield รวมถึงหุ้นที่จะได้ประโยชน์ในช่วงเลือกตั้งและหลังเลือกตั้ง

 

(1) กลุ่มค้าปลีก / บริโภค รับเงินสะพัดในช่วงเลือกตั้ง/ High Season/ กลุ่มผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เช่น CPAXT*, BJC, TNP*, KK*, MOTHER*, ICHI*, MOSHI*

 

(2) กลุ่มหุ้น High Dividend Yield ป้องกันความผันผวน เช่น อสังหาฯ, REIT และ ธนาคาร เช่น AP*,SPALI*,CPN*,CPNREIT*,DIF*, SCB, TTB*, KTB

 

(3) กลุ่มการเงิน / นอนแบงค์ ตามวงจรดอกเบี้ยขาลง เช่น SAWAD*, TIDLOR*, KTC*, NCAP*, SGC*

 

(4) กลุ่มรับเหมาก่อสร้างรับหลังเลือกตั้ง รวมถึงกลุ่มวัสดุก่อสร้างซ่อมแซม/น้ำท่วม เช่น STECON, CK, SEAFCO*, PYLON*,HMPRO*,GLOBAL*,TASCO*, TOA*

 

(5) กลุ่มท่องเที่ยว รับ High Season และ มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ เช่น AOT, CENTEL*, ERW*,SHR*,AWC*, DUSIT*, MBK*

 

(6) กลุ่มไอซีที / ดิจิทัล ปราบปรามภัยไซเบอร์, การลงทุนด้าน Digital, Cyber Security, Data Center เช่น ADVANC, TRUE, DELTA*, GULF*, BGRIM*, SECURE*,NETBAY*,VCOM*

 

(7) กลุ่มปิโตรเคมี/ บรรจุภัณฑ์ คาดหวังการฟื้นตัวของ Demand ในปี69 เช่น IVL*,PTTGC*,SFLEX*

 

**หุ้นแนะนำเชิงกลยุทธ์ที่ยังไม่อยู่ใน Coverage ของฝ่ายวิจัย

 

Asset Allocation: Equity 50% Fixed Income 35% Alternative Investment etc. Gold 10% Cash 5%

 

Today Fundamental Research: -

 

 

Monthly Portfolio January 2026: PYLON*, BDMS, ADVANC, AMATA, SHR*

 

 

Analysts

Apichai Raomanachai  

Fundamental and Technical Investment Analysis ID No.  002939

Tel  02-829-6999  Ext  2200

Email : apichai.ra@kfsec.co.th

Nopporn Chaykaew     

Fundamental Analysis ID No.  043964

Tel  02-829-6999  Ext  2203

Email : noppoen.ch@kfsec.co.th

Nattawat Poosunthornsri  

Fundamental Analysis ID No.  087077

Tel  02-829-6999  Ext  2204

Email : nattawat.po@kfsec.co.th

 

 

อณุภา ศิริรวง

: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้