สำนักข่าวหุ้นอินไซด์( 6 มกราคม 2569)-----------นายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน เปิดเผยว่า แถลงผลการสำรวจความเห็นของนักวิเคราะห์และผู้จัดการกองทุนต่อมุมมอง ในด้านการลงทุนและคาดการณ์ทิศทางดัชนีราคาหุ้นไทย (SET Index) โดยครั้งนี้มีผู้ตอบแบบสำรวจทั้งหมด 24 บริษัท แบ่งเป็นบริษัทหลักทรัพย์ จำนวน 21 บริษัท บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนจำนวน 1 บริษัท และบริษัทโกลด์ฟิวเจอร์ส 2 บริษัท
คาดการณ์ค่าเฉลี่ยดัชนีหุ้นไทยสิ้นไตรมาสที่ 1 ทั้งนี้นักวิเคราะห์ และผู้จัดการกองทุนคาดว่าการฟื้นตัวของดัชนีหุ้นไทยจะต่อเนื่องไปในไตรมาส 1 ของปี 2569 โดยคาดว่า ณ สิ้นไตรมาสที่ 1 ดัชนีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 1,322 จุด
เมื่อให้มองยาวไปจนถึงสิ้นปี 2569 ปัจจัยที่มีผลบวกต่อดัชนีราคาหุ้นไทยในปี 2569 ได้แก่ ทิศทางอัตราดอกเบี้ยในประเทศ ผู้ตอบแบบสำรวจ 91.3% เทคะแนนให้อย่างชัดเจนว่าเป็นผลบวก และรองลงมาผู้ตอบ 82.6% โหวตให้ทิศทางอัตราดอกเบี้ยสหรัฐอเมริกา ตามมาด้วยปัจจัยด้านการเมืองในประเทศ ผู้ตอบ 60.9% ตามลำดับ
ส่วนปัจจัยที่จะส่งผลในด้านลบต่อตลาดทุนไทยในขณะนี้จนถึงสิ้นปี 2569 ได้แก่ เศรษฐกิจภายในประเทศ ผู้ตอบ 60.9% มองว่าเป็นผลลบ รองลงมาปัจจัยด้านการเมืองในต่างประเทศ มีผู้ตอบ 56.5% ถัดมาปัจจัยด้านเศรษฐกิจโลก มีผู้ตอบ 50% และปัจจัยที่มีผลโหวตต่ำกว่า 50% ของจำนวนผู้โหวต เช่น ผลประกอบการของบจ.ปี69 ปัจจัยด้าน Fund Flows จากต่างประเทศออกจากตลาดหุ้นไทย และ การลดหรือยุติมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ของประเทศสำคัญทั่วโลก ตามลำดับ
สมาคมนักวิเคราะห์ฯ ได้สอบถามความเห็นของนักวิเคราะห์และผู้จัดการกองทุนเกี่ยวกับ ข้อเสนอแนะว่ารัฐบาลควรมีนโยบายเรื่องใดที่มีผลบวกต่อภาวะเศรษฐกิจ คุ้มค่ากับผลกระทบทางงบประมาณ ส่วนใหญ่เสนอให้มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งในระยะสั้นและระยะยาว แยกเป็น ร้อยละ 45.83 ของผู้ตอบ เสนอนโยบายช่วยเหลือภาคประชนได้แก่ เร่งแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนเชิงโครงสร้าง ผ่านการปรับโครงสร้างหนี้แบบเฉพาะกลุ่ม ออกเกณฑ์ TISA ที่ชัดเจนแยกจากกองทุนเพื่อการเกษียณ มาตรการลดหย่อนภาษี เพิ่มกำลังซื้อการบริโภคผ่านโครงการคนละครึ่ง พัฒนาการศึกษา และการปฏิรูปแรงงาน ถัดมาจำนวนร้อยละ 33.33 ของผู้ตอบ เสนอด้านการช่วยเหลือภาคธุรกิจ ได้แก่ การกระตุ้นการลงทุนภาคเอกชน ผ่านมาตรการจูงใจที่มีเงื่อนไขชัดเจน อาทิ สิทธิประโยชน์ทางภาษี การส่งเสริมอุตสาหกรรมเป้าหมาย การใช้กลไกการร่วมลงทุนภาครัฐและเอกชน เพื่อให้เงินงบประมาณทำหน้าที่เป็นตัวเร่ง ในการดึงเงินลงทุนจากภาคเอกชน และสร้างผลคูณทางเศรษฐกิจที่สูงกว่าการอัดฉีดโดยตรง เรียกความเชื่อมั่นภาคการท่องเที่ยว และร้อยละ 20.83 ของผู้ตอบ เสนอให้เร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะระบบขนส่งมวลชนและบริหารจัดการน้ำ สนับสนุนอุตสาหกรรม New S-Curve ใหม่ ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานในต่างจังหวัด และส่งเสริมด้านนวัตกรรมเทคโนโลยี
ด้านอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ ธปท. ณ สิ้นปี 2569 มีนักวิเคราะห์ถึง 72.73% ที่คาดว่าลดลงจากเดิมมาอยู่ที่ 1.00% รองลงมาผู้ตอบ13.64% เท่ากัน มองว่าอาจลดลงมาที่ 0.75% และมองว่าคงที่ที่ 1.25% (ณ ปัจจุบัน 6 มกราคม อัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 1.25%)
คาดการณ์กำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) ของปี 2568 เฉลี่ยอยู่ที่ 86.13 บาท แยกตามกลุ่มผู้ตอบดังนี้
• 80 – 89.99 บาท มีผู้ตอบร้อยละ 90
• 90 – 99.99 บาท มีผู้ตอบร้อยละ 10
ส่วนคาดการณ์กำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) ของปี 2569 เฉลี่ยอยู่ที่ 91.17 บาท แยกตามกลุ่มผู้ตอบดังนี้
• 80 – 89.99 บาท มีผู้ตอบร้อยละ 20
• 90 – 99.99 บาท มีผู้ตอบร้อยละ 80
EPS Growth ของปี 2569 คาดว่า EPS Growth เฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 6.38 เมื่อแยกตามช่วงระดับการเติบโต จะอยู่ระหว่างร้อยละ
• - 1 ถึง -9.99 มีผู้ตอบร้อยละ 5
• 1 ถึง 9.99 มีผู้ตอบร้อยละ 85
• 10 ถึง 19.99 มีผู้ตอบร้อยละ 10
สำหรับจุดสูงสุดของ SET Index ช่วง ม.ค. - ธ.ค. 69 เฉลี่ยที่ระดับ 1,427 จุด ทั้งนี้มีผู้ตอบแบบสอบถามร้อยละ 50 เท่ากัน คาดว่าดัชนีจะทำจุดสูงสุดที่ 1,301 – 1,400 จุด และคาดว่าอยู่ในช่วง 1,401 – 1,500
เมื่อมองจุดต่ำสุดของปี 2569 นักวิเคราะห์และผู้จัดการกองทุนส่วนใหญ่ 65% คาดการณ์จุดต่ำสุดของดัชนีราคาหุ้นไทย (SET Index) ช่วง ม.ค. - ธ.ค. 69 อยู่ในช่วง 1,101 – 1,200 จุด โดยมีค่าเฉลี่ยจุดต่ำสุดที่ 1,187 จุด
ทั้งนี้นักวิเคราะห์ และผู้จัดการกองทุนคาดเป้าหมายดัชนี ณ วันสิ้นปี 2569 ส่วนใหญ่ 75% มองอยู่ในช่วง 1,301 – 1,400 จุด โดยมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 1,389 จุด
ความเห็นของนักวิเคราะห์และผู้จัดการกองทุนเกี่ยวกับการจัดพอร์ตการลงทุน แนะนำ ให้มีเงินสด / เงินฝากระยะสั้นร้อยละ 9.17 ของพอร์ต และมีกองทุนตราสารหนี้ร้อยละ 21.75
ส่วนการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงนั้น แนะนำให้แบ่งเงินลงทุนไว้ในหุ้นต่างประเทศหรือกองทุนหุ้นต่างประเทศ ร้อยละ 30.63 รองลงมาหุ้นไทยหรือกองทุนหุ้นไทย ร้อยละ 19.92 ตามมาด้วยการแบ่งเงินลงทุนไว้ในทองคำ/ กองทุนทองคำ ร้อยละ 10.46 และกองทุนอสังหา/REIT ร้อยละ 7.63 และสินทรัพย์อื่นๆ เช่น Bitcoin/ Digital asset ร้อยละ 0.46
โดยความเห็นต่อการลงทุนหุ้นต่างประเทศ / กองทุนหุ้นต่างประเทศ แนะนำกองทุนตราสารหนี้สหรัฐ หรือกลุ่ม AI-Technology / Healthcare และ Selective Asia เช่น จีน ฮ่องกง อินเดีย ญี่ปุ่น
หมวดธุรกิจที่แนะนำเพิ่ม- ลดน้ำหนักการลงทุนในไตรมาส 1
สำหรับในการลงทุนหุ้นไทยนั้น แนะนำให้เพิ่มน้ำหนักการลงทุน ในหมวดค้าปลีก อาหารและเครื่องดื่ม ธนาคาร ธุรกิจท่องเที่ยว การแพทย์ เทคโนโลยีและการสื่อสาร ในขณะที่ให้ลดน้ำหนักการลงทุนใน หมวดพลังงานและปิโตรเคมี และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์