Market Wrap-Up
- SET วันที่ 5 ม.ค.69 ปิด +20.38 จุด อยู่ที่ 1,280.05 จุด มูลค่าการซื้อขาย 45,727 ลบ. ลบ. พอร์ตโบรกซื้อ 1,201 ลบ. ต่างชาติซื้อ 2,371 ลบ. สถาบันขาย 422 ลบ. และรายย่อยขาย 3,150 ลบ. NVDR มียอดซื้อสุทธิ 2,059 ลบ. โดยยอดซื้อ TTB,ADVANC,TRUE,TOP,AOT และขาย DELTA,SCB,TLI,AMATA,TFG มูลค่า Short Sales อยู่ที่ 2,562 ลบ. โดยหลักทรัพย์ที่ % Short Sales คือ CNSEMI23,META01,BCH ส่วนตลาด Futures นักลงทุนต่างประเทศมีสถานะ Long ใน Index Futures จำนวน 24,135 สัญญา และต่างชาติซื้อสุทธิในตลาดพันธบัตรไทย 928 ลบ
Market View
- DJIA +1.23%, S&P500 +0.64%, Nasdaq +0.69% นำโดยกลุ่มพลังงาน +2.67% หลังการจับคุม ปธน.มาดูโร ส่งผลบวกต่อ Exxon Mobile +2.2%,Chevron +5.1% จากโอกาสที่จะเข้าไปทำธุรกิจขุดเจาะน้ำมันในเวเนซุเอลา ส่วนกลุ่มผู้ผลิตอาวุธก็ปรับขึ้นนำโดย Lockheed Martin +2.9% และกลุ่มการเงิน +2.2% จากคาดการณ์กำไรในงวด Q4/68 +6.7% ส่งผลให้ Goldman Sachs +3.7%, JP Morgan +2.6% ขณะที่หุ้นที่เกี่ยวกับสกุลเงินดิจิทัลปรับขึ้น นำโดย Strategy +5%,Coinbase +7.8% ฟื้นตัวตาม BitCoin +1.43% อยู่ที่ $93,689 สัปดาห์นี้วันศุกร์ติดตามตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรสหรัฐ ธ.ค.คาดเพิ่มขึ้น 57,000 & พ.ย. 64,000 ราย และอัตราว่างงานสหรัฐ ธ.ค. คาด 4.5% & พ.ย. 4.6%
- Stoxx600 ยุโรป +0.94% ทำจุดสูงสุดใหม่ นำโดย DAX เยอรมัน +1.3% ได้แรงหนุนจากหุ้นกลุ่มกลาโหม +4.1% หลังปัจจัยเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์สูงขึ้น ส่วนกลุ่มพลังงาน +0.8% ปรับขึ้นตามราคาน้ำมันดิบ และกลุ่มทรัพยากรพื้นฐาน +2.3% ได้ปัจจัยหนุนจากราคาทองแดง +4.23% อยู่ที่ $13,044 จากความกังวลต่อภาวะขาดแคลนของอุปทาน ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจค่ำวันนี้ติดตาม CPI ฝรั่งเศส ธ.ค. และ PMI ภาคผลิต & บริการยูโรโซน ธ.ค.คาดที่ 51.9 & พ.ย. 52.8
- ตลาดหุ้นเอเชียวานนี้ ดัชนีนิเกอิ +2.97% ได้แรงหนุนจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี เช่น Advantest, Tokyo Electron กอปรกับหุ้นกลุ่มส่งออกก็ได้ปัจจัยหนุนจากค่าเงินเยนอ่อนค่า เช่นเดียวกับ Kospi เกาหลีใต้ +3.43% ได้แรงหนุนจากกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ เช่น Samsung Electronics, SK Hynix ส่วนดัชนีเซี่ยงไฮ้ +1.38% ก็ได้แรงหนุนจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี แม้ว่า Rating Dog เผย PMI ภาคบริการจีน ธ.ค. อยู่ที่ 0 & พ.ย. 52.1 ซึ่งเป็นการขยายตัวต่ำสุดในรอบ 6 เดือน
- SET วานนี้ +1.62% ปริมาณการซื้อขาย 57 หมื่น ลบ.พอร์ตโบรกซื้อ 1,201 ลบ. ต่างชาติซื้อ 2,371 ลบ. สถาบันขาย 422 ลบ. และรายย่อยขาย 3,150 ลบ. โดยดัชนีได้ปัจจัยหนุนจากการปรับขึ้นของกลุ่มเทคโนโลยีในตลาดเอเชียเหนือ ส่งผลให้ DELTA ซึ่งเป็นหุ้นตัวแทนกลุ่มเทค ฯ ของไทย +7.2% และมีผลบวกต่อดัชนี +12.25 จุด กอปรนักลงทุนยังทยอยซื้อสะสมหุ้นกลุ่มไอซีที เช่น ADVANC, TRUE ที่คาดกำไรในงวด Q4/68 ยังขยายตัวได้ดี และยังได้ Theme การลงทุนด้าน Data Center ช่วยหนุน ส่วนหุ้นกลุ่มธนาคาร +1.27% ซึ่งถือว่าเป็นหุ้นกลุ่มปลอดภัย และได้ปัจจัยหนุนจากอัตราจ่ายเงินปันผลเฉลี่ยปีที่ผ่านมาคาดสูงกว่า 6% โดยนักลงทุนรออยู่ระหว่างรอการรายงานกำไร Q4/68 ของกลุ่มธนาคารซึ่ง Bloomberg คาด +2.8%YoY, -17%QoQ สาเหตุที่กำไรลดลง QoQ มาจาก NIM ที่หดตัวลง, กำไรจากเงินลงทุนเริ่มชะลอตัว และค่าใช้จ่ายดำเนินที่สูงขึ้นตามฤดูกาล ซึ่งตลาดก็ได้รับรู้ต่อปัจจัยดังกล่าวไปบ้างแล้ว ส่วนประเด็นสำคัญใน ม.ค. นักลงทุนยังรอประเมินแนวโน้มผลการเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ. ซึ่งหากจัดตั้งรัฐบาลได้เร็ว จากสถิติ 3 เดือนหลังทราบผลการเลือกตั้ง SET มีโอกาสปรับขึ้นเฉลี่ย +5.6%
Daily Strategy
- ประเมินแนวรับดัชนี SET ที่ 1,270 แนวต้าน 1,290 ซึ่งคาดดัชนียังได้แรงหนุนจากแรงซื้อหุ้น Big Cap.กลุ่มอิเล็ก, ไอซีที, ขนส่ง และธนาคาร ซึ่งคาดมีโอกาสปรับขึ้นในช่วง Election Rally แนะนำทยอยซื้อกลุ่มปลอดภัย & ปันผลสูง เช่น ADVANC, SCB, TTB, AP / ท่องเที่ยว AOT, CENTEL, MINT, SHR ได้ปัจจัยหนุนในช่วง High Season
- BAM* (ซื้อเก็งกำไร / ราคาเป้าหมายIAA Consensus 7.95 บาท) แนวโน้มผลประกอบการ 4Q68 เติบโต QoQ, YoY มีปัจจัยหนุนจากยอดจัดเก็บหนี้ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นตามฤดูกาล บวกกับการขาย NPA ที่ดีขึ้นตามการออกโปรโมชั่นกระตุ้นยอดขาย เน้นปล่อยสินเชื่อให้ลูกค้าเองมากขึ้น ส่วนค่าใช้จ่ายในการสำรองหนี้จะลดลงสอดคล้องกับการชำระหนี้ของลูกค้า สำหรับปี 68 ตลาดคาดกำไร 2 พันล้านบาท โตราว +40%YoY มีความน่าสนใจจากอัตราผลตอบแทนเงินปันผลที่ดีราว 7% และมี upside จากการซื้อหนี้ของ JVAMC และ Ari- AMC ที่ร่วมทุนกับออมสิน ตามมาตรการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนของรัฐบาลในโครงการ "ปิดหนี้ไว ไปต่อได้"
- AP* (ซื้อ / ราคาเป้าหมาย IAA Consensus 10.10บาท) คาดกำไร 4Q68 จะเติบโตโดดเด่นทั้ง YoY และ QoQ จากยอดโอน Aspire วิภา-วิคตอรี่ 3 พันลบ. และ gross margin ที่คาดว่าจะดีขึ้นจากยอดขายคอนโดใหม่นอกจากนี้ใน 4Q68 จะมีการเปิดตัว 22 โครงการกว่า 2.4 หมื่นลบ.consensus คาดกำไรปี 68 ที่ 4,458ลบ. -14%YoYและคาดว่าปี 69 จะกลับมาฟื้นตัวที่4,999ลบ.ขยายตัว +12%YoY หลังผลกระทบแผ่นดินไหวผ่อนคลายลง กลับมาเติบโตจากฐานที่ต่ำในปี 68
Daily Key Factors
Oil Update(+) WTI ก.พ. +$1.0 อยู่ที่ $58.32 / บาร์เรล, Brent มี.ค. +$1.01 อยู่ที่ $61.76/บาร์เรล อยู่ระหว่างรอการประเมินผลกระทบจากปฏิบัติการทางทหารกับเวเนซุเอลา ว่าจะส่งผลกระทบต่อการผลิตน้ำมันอย่างไร
ส่วนผลการประชุม Opec พลัสมีมติคงกำลังการผลิตใน Q1/69
Gold Update(+) Comex Gold ก.พ.+$121.90 อยู่ที่ $4,451.50/ออนซ์ โดยทองคำยังเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย จากปัจจัยเสี่ยงของสถานการณ์ในเวเนซุเอลา และวันศุกร์ติดตามตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรสหรัฐ ธ.ค. ซึ่งมีผลต่อนโยบายการเงินของเฟด
Fund Flow(+) Fund Flow ต่างชาติในตลาด TIP วานนี้ ซื้อสุทธิ +83.64 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซื้อหุ้นไทย +75.73 ล.ดอลลาร์สหรัฐ ซื้อหุ้นอินโด +2.32 ล.ดอลลาร์สหรัฐ และซื้อหุ้นฟิลิปปินส์ +5.59 ล.ดอลลาร์สหรัฐ
(0) ค่าเงินบาทเช้านี้แข็งค่าอยู่ที่ 31.28 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
(0) ผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ 10 ปี ลดลงอยู่ที่ 4.173 %
(-) ดัชนี BDI ปิด -31 จุด อยู่ที่ 1,851
(+) BitCoin เช้านี้ +1.08% อยู่ที่ 93,952 ดอลลาร์สหรัฐ
Economic Calendar
ในประเทศ
สัปดาห์ที่2 ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของไทย
(ม.ค.)
ต่างประเทศ
05 ม.ค. US ดัชนี PMI ภาคการผลิตจากสถาบันไอเอสเอ็ม (ISM) (ธ.ค.)
06 ม.ค. US ดัชนี PMI ภาคการบริการจากสถาบันไอเอสเอ็ม (ISM) (ธ.ค.)
07 ม.ค. EU ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) (ปีต่อปี) (ธ.ค.)
US การเปลี่ยนแปลงการจ้างงานภาคนอกภาคเกษตรกรรม(ADP)(ธ.ค.)
US ตำแหน่งงานว่างเปิดใหม่จาก JOLTS (พ.ย.)
09 ม.ค. US อัตราการว่างงาน (ธ.ค.)
US รายได้เฉลี่ยต่อชั่วโมง (เดือนต่อเดือน) (ธ.ค.)
Theme Strategy
เลือกหุ้นวงจรดอกเบี้ยโลกเป็นขาลง/ มี Earning momentum/ Seasonal 4Q68-1Q69/ หุ้น High Dividend Yield รวมถึงหุ้นที่จะได้ประโยชน์ในช่วงเลือกตั้งและหลังเลือกตั้ง
(1) กลุ่มค้าปลีก / บริโภค รับเงินสะพัดในช่วงเลือกตั้ง/ High Season/ กลุ่มผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เช่น CPAXT*, BJC, TNP*, KK*, MOTHER*, ICHI*, MOSHI*
(2) กลุ่มหุ้น High Dividend Yield ป้องกันความผันผวน เช่น อสังหาฯ, REIT และ ธนาคาร เช่น AP*,SPALI*,CPN*,CPNREIT*,DIF*, SCB, TTB*, KTB
(3) กลุ่มการเงิน / นอนแบงค์ ตามวงจรดอกเบี้ยขาลง เช่น SAWAD*, TIDLOR*, KTC*, NCAP*, SGC*
(4) กลุ่มรับเหมาก่อสร้างรับหลังเลือกตั้ง รวมถึงกลุ่มวัสดุก่อสร้างซ่อมแซม/น้ำท่วม เช่น STECON, CK, SEAFCO*, PYLON*,HMPRO*,GLOBAL*,TASCO*, TOA*
(5) กลุ่มท่องเที่ยว รับ High Season และ มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ เช่น AOT, CENTEL*, ERW*,SHR*,AWC*, DUSIT*, MBK*
(6) กลุ่มไอซีที / ดิจิทัล ปราบปรามภัยไซเบอร์, การลงทุนด้าน Digital, Cyber Security, Data Center เช่น ADVANC, TRUE, DELTA*, GULF*, BGRIM*, SECURE*,NETBAY*,VCOM*
(7) กลุ่มปิโตรเคมี/ บรรจุภัณฑ์ คาดหวังการฟื้นตัวของ Demand ในปี69 เช่น IVL*,PTTGC*,SFLEX*
**หุ้นแนะนำเชิงกลยุทธ์ที่ยังไม่อยู่ใน Coverage ของฝ่ายวิจัย
Asset Allocation: Equity 50% Fixed Income 35% Alternative Investment etc. Gold 10% Cash 5%
Today Fundamental Research: -
Monthly Portfolio January 2026: PYLON*, BDMS, ADVANC, AMATA, SHR*
Analysts
Apichai Raomanachai
Fundamental and Technical Investment Analysis ID No. 002939
Tel 02-829-6999 Ext 2200
Email : apichai.ra@kfsec.co.th
Nopporn Chaykaew
Fundamental Analysis ID No. 043964
Tel 02-829-6999 Ext 2203
Email : noppoen.ch@kfsec.co.th
Nattawat Poosunthornsri
Fundamental Analysis ID No. 087077
Tel 02-829-6999 Ext 2204
Email : nattawat.po@kfsec.co.th