Today’s NEWS FEED

News Feed

Krungthai COMPASS ส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร Q2/2568 ขยายตัวต่อเนื่อง มองครึ่งปีหลังผลจากการปรับขึ้นภาษีสหรัฐฯจะยิ่งกระทบกลุ่มสินค้าที่มี Margin ต่ำ

88


สำนักข่าวหุ้นอินไซด์(29 สิงหาคม 2568)----------Key Highlights:

• มูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรในไตรมาสที่ 2 ปี 2568 อยู่ที่ 15,272 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ราว 5.1 แสนล้านบาท) ขยายตัว 4.2%YoY หลังจากไตรมาสก่อนที่ขยายตัว 0.2%YoY โดยสินค้าสำคัญที่ขยายตัวดีต่อเนื่อง ได้แก่ ยางพารา ไก่ อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป อาหารสัตว์เลี้ยง และสิ่งปรุงรสอาหาร ส่วนสินค้าสำคัญที่หดตัวแรง ได้แก่ ข้าว


• สำหรับสินค้าที่ขยายตัวดี ได้แก่ ไก่ (11.2%YoY) จากความต้องการนำเข้าของสหภาพยุโรปที่เพิ่มขึ้น ส่วนยางพารา (4.3%YoY) และอาหารสัตว์เลี้ยง (9.1%YoY) ขยายตัวจากการเร่งนำเข้าก่อนที่มาตรการ
ภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ จะมีผลบังคับใช้ ขณะที่อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป (2.8%YoY) ได้รับผลบวกจากเร่งกักตุนจากความกังวลต่อสงครามการค้า เนื่องจากเป็นสินค้าโปรตีนราคาถูกที่เก็บได้นาน

• Krungthai COMPASS มองว่า ในช่วงที่เหลือของปี 2568 จนถึงปี 2569การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรของไทยจะเผชิญ 4 ปัจจัยกดดันที่สำคัญ ได้แก่ 1. มาตรการภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ จะยิ่งกระทบกับผู้ประกอบการที่มี Margin ต่ำ และพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ สูง ได้แก่ กุ้งสดแช่เย็น แช่แข็งและ แปรรูป ปลาสดแช่เย็นแช่แข็ง และข้าว 2. ต้นทุนค่าจ้างแรงงานที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น 3. มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศคู่ค้าที่เข้มงวดอาจทำให้ต้นทุนของผู้ประกอบการสูงขึ้น และ 4. การแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงขึ้น เนื่องจากอุปทานสินค้าเกษตรโลกที่เพิ่มขึ้นจากสภาพอากาศที่เอื้ออำนวย

---------------------------------

การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรในไตรมาส 2 ปี 2568 ขยายตัวต่อเนื่อง

ภาพรวมการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรในไตรมาสที่ 2 ปี 2568 ขยายตัว 4.2%YoY เทียบกับไตรมาสก่อนที่ขยายตัว 0.2%YoY โดยการส่งออกไปตลาดสำคัญส่วนใหญ่ขยายตัว จากการเร่งส่งออกก่อนที่มาตรการภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 7 ส.ค. 2568 โดยเฉพาะตลาดสหรัฐฯ และตลาดสหภาพยุโรป ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 10% และ 8% ของมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรขยายตัวต่อเนื่องที่ 18.1%YoY และ 13.3%YoY ตามลำดับ ส่วนการส่งออกไปตลาดจีน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 24% ของมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรขยายตัว 2.0%YoY จากการที่จีนเร่งนำเข้าก่อนที่สหรัฐฯ จัดเก็บภาษีตอบโต้ โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าที่เป็นห่วงโซ่การผลิตของจีน เช่น ยางพารา ขณะที่การส่งออกไปตลาดอาเซียน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 23% ของมูลค่า การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรพลิกกลับมาขยายตัว 3.8%YoY ส่วนหนึ่งจากฐานที่ต่ำในปีก่อนในกลุ่มสินค้าหลักอย่างน้ำตาลทราย


ในรายละเอียด หมวดสินค้าเกษตรหดตัวต่อเนื่องที่ -1.2%YoY (สัดส่วนราว 55% ของมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร) โดยกลุ่มสินค้าสำคัญที่หดตัว ได้แก่ ข้าว (-34.1%YoY) จากการกลับมาส่งออกข้าวของอินเดีย ส่วนกลุ่มสินค้าสำคัญที่ขยายตัวได้แก่ ไก่ (11.2%YoY) จากความต้องการนำเข้าของสหภาพยุโรปที่เพิ่มขึ้น มันสำปะหลัง (4.9%YoY) จากฐานที่ต่ำในปีก่อน อีกทั้งคู่ค้าจีนกลับมานำเข้ามันเส้นและมันอัดเม็ดจากไทยอีกครั้งหลังจากราคาส่งออกมีเสถียรภาพมากขึ้น และยางพารา (4.3%YoY) จากการที่จีนเร่งนำเข้าเพื่อเป็นวัตถุดิบในการผลิตสินค้าส่งออกไปสหรัฐฯ ก่อนมาตรการภาษีตอบโต้กับจีนจะมีผลบังคับใช้
ด้านหมวดสินค้าอุตสาหกรรมเกษตรขยายตัวต่อเนื่องที่ 12.1%YoY (สัดส่วนราว 45%) โดยกลุ่มสินค้าสำคัญที่ขยายตัว ได้แก่ น้ำตาลทราย (22.7%YoY) จากปริมาณผลผลิตอ้อยที่เพิ่มขึ้นจากสภาพอากาศที่เอื้ออำนวย อาหาร สัตว์เลี้ยง (9.1%YoY) จากความต้องการนำเข้าที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องในตลาดสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป (2.8%YoY) เนื่องจากได้รับอานิสงส์จากความกังวลต่อสงครามการค้า


สถานการณ์การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรในกลุ่มสินค้าสำคัญ


การส่งออกข้าวไตรมาส 2 หดตัวต่อเนื่อง

มูลค่าการส่งออกข้าวไตรมาสที่ 2 ปี 2568 หดตัว -34.1%YoY จากปริมาณการส่งออกข้าวโดยรวม
ที่หดตัว -26.6%YoY และราคาส่งออกข้าวเฉลี่ยโดยรวมที่ลดลง -10.2%YoY โดยมูลค่าการส่งออกข้าวขาว 5% หดตัวถึง -58.0%YoY จากปริมาณการส่งออกที่หดตัว -41.2%YoY และราคาส่งออกที่ปรับลดลง -31.7%YoY จากการยกเลิกนโยบายจำกัดการส่งออกข้าวของอินเดีย ขณะที่มูลค่าการส่งออกข้าวหอมมะลิยังสามารถขยายตัวได้ที่ 25.2%YoY จากราคาส่งออกข้าวหอมมะลิที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น 11.3%YoY ประกอบกับปริมาณการส่งออกขยายตัว 12.3%YoY จากฐานที่ต่ำในปี 2567 และการเร่งนำเข้าของผู้นำเข้าสหรัฐฯ จากความกังวลด้านนโยบายการเรียกเก็บภาษีของสหรัฐฯ

การส่งออกยางพาราไตรมาส 2 ขยายตัว


มูลค่าการส่งออกยางแผ่นและยางแท่งไตรมาสที่ 2 ปี 2568 ขยายตัว 3.3%YoY จากราคาส่งออกที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น 18.1%YoY แต่ปริมาณการส่งออกหดตัว -12.6%YoY เนื่องจากการส่งออกไปจีนซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 32% ของการส่งออกยางแผ่นและยางแท่งทั้งหมดของไทยหดตัว -26.9%YoY จากการชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ และมาตรการปรับขึ้นภาษีนำเข้ารถยนต์และชิ้นส่วนรถยนต์ของสหรัฐฯ ในอัตรา 25% ที่มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 2 เม.ย. 2568 ทำให้ความต้องการยางล้อในสหรัฐฯ ลดลง ส่งผลกระทบต่อความต้องการนำเข้ายางแผ่นยางแท่งของจีนจากไทยเพื่อเป็นวัตถุดิบในการผลิตยางล้อส่งออกไปสหรัฐฯ

 

 


มูลค่าการส่งออกน้ำยางข้นไตรมาสที่ 2 ปี 2568 ขยายตัว 9.3%YoY จากราคาส่งออกที่ปรับตัวลดลง -0.9%YoY เนื่องจากปริมาณผลผลิตยางพาราเพิ่มขึ้นจากสภาพอากาศที่เอื้ออำนวย แต่ปริมาณการส่งออกขยายตัว 10.2%YoY จากการส่งออกไปจีนซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 25% ของการส่งออกน้ำยางข้นทั้งหมดของไทยขยายตัวถึง 109.5%YoY จากการที่จีนเร่งนำเข้าน้ำยางข้นเพื่อเป็นวัตถุดิบในการผลิตถุงมือยางส่งออกไปสหรัฐฯ ก่อนที่มาตรการภาษีตอบโต้กับจีนจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 12 ส.ค. 2568

 

การส่งออกมันสำปะหลังไตรมาส 2 กลับมาขยายตัวได้ครั้งแรกนับตั้งแต่ Q2/2566

มูลค่าส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังทั้งหมดในไตรมาสที่ 2 ปี 2568 อยู่ที่ 824 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัว 5%YoY โดยมูลค่าส่งออกมันเส้นและมันอัดเม็ดอยู่ที่ 303 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ราว 10,028 ล้านบาท) ขยายตัว 87%YoY ในแง่ปริมาณขยายตัวถึง 128%YoY เพราะฐานที่ต่ำในปีก่อน อีกทั้งคู่ค้าจีนกลับมานำเข้ามันเส้นและมันอัดเม็ดจากไทยอีกครั้งหลังจากราคาส่งออกมีเสถียรภาพมากขึ้นตั้งแต่ไตรมาสก่อน สะท้อนจากราคาส่งออกในช่วงไตรมาส 1-2 ปี 2568 ที่อยู่ในกรอบแคบราว 180-190 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน ขณะที่ไตรมาส 4 ปี 2567 ราคาส่งออกลดลงต่อเนื่องจาก 235 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน ในเดือน ต.ค. 2567 เป็น 190 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน ในเดือน ธ.ค. 2567 ด้านราคาส่งออกมันเส้นและมันอัดเม็ดหดตัว -18%YoY ตามทิศทางราคาข้าวโพดจีน (สินค้าทดแทน) ที่ปรับตัวลดลง ส่วนมูลค่าส่งออกแป้งมันสำปะหลังอยู่ที่ 508 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ราว 16,802 ล้านบาท) หดตัว -16%YoY โดยในแง่ปริมาณขยายตัว 6%YoY แต่ราคาส่งออกแป้งมันสำปะหลังหดตัว -20%YoY จากการแข่งขันกับราคาแป้งข้าวโพดจีนที่ถูกกว่า

 

 

 

 


การส่งออกผลไม้สดแช่เย็นแช่แข็งและแห้งไตรมาส 2 กลับมาขยายตัว

มูลค่าการส่งออกผลไม้สดแช่เย็นแช่แข็งและแห้งไตรมาสที่ 2 ปี 2568 กลับมาขยายตัวที่ 2.2%YoY จากการส่งออกไปจีนซึ่งเป็นตลาดหลักขยายตัว 0.7%YoY1 โดยมูลค่าการส่งออกมังคุด2 ขยายตัวถึง 36.8%YoY เนื่องจากผลผลิตมังคุดออกสู่ตลาดมาก ประกอบกับความต้องการบริโภคผลไม้เมืองร้อนของชาวจีนยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดี มูลค่าการส่งออกทุเรียนยังหดตัวที่ -6.5%YoY เนื่องจากได้รับผลกระทบจากทางการจีนเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบคุณภาพและมาตรฐานด้านความปลอดภัยของอาหารของจีน อาทิ ปัญหาทุเรียนอ่อนและมาตรฐานควบคุมการปนเปื้อนสารห้ามใช้ในทุเรียนสด

1 มูลค่าการส่งออกผลไม้สดแช่เย็นแช่แข็งและแห้งไปจีนเฉลี่ย 3 ปี (2565-2567) คิดเป็นสัดส่วน 88% ของการส่งออกผลไม้สดแช่เย็นแช่แข็งและแห้งของไทย
2 มูลค่าการส่งออกทุเรียนเฉลี่ย 3 ปี (2565-2567) มีสัดส่วน 67% ของการส่งออกผลไม้สดแช่เย็นแช่แข็งและแห้งทั้งหมดของไทย รองลงมา ได้แก่ ลำไย และมังคุด คิดเป็นสัดส่วน 11% และ 7% ของการส่งออกผลไม้สดแช่เย็นแช่แข็งและแห้งของไทย ตามลำดับ

 

การส่งออกไก่สดแช่เย็นแช่แข็งและแปรรูปไตรมาส 2 ขยายตัวต่อเนื่อง จากความต้องการนำเข้าของตลาดส่งออกหลักที่เพิ่มขึ้น

ภาพรวมมูลค่าการส่งออกไก่สดแช่เย็นแช่แข็งและแปรรูปไตรมาสที่ 2 ปี 2568 ขยายตัว 11.2%YoYโดยเฉพาะไก่แปรรูปขยายตัว 7.0%YoY3 จากตลาดส่งออกหลักอย่างสหภาพยุโรปที่ขยายตัว 14.9%YoY เพราะความต้องการนำเข้าไก่แปรรูปที่เพิ่มขึ้นตามการเติบโตของการท่องเที่ยวและธุรกิจร้านอาหารเช่นเดียวกับการส่งออกไก่สด แช่เย็นแช่แข็งที่ยังขยายตัว 21.1%YoY จากการส่งออกไปจีนเพิ่มขึ้น 18.9%YoY เพื่อทดแทนไก่เนื้อในจีนจากการระบาดของโรคไข้หวัดนก

3 สัดส่วนมูลค่าการส่งออกไก่สดแช่เย็นแช่แข็งและไก่แปรรูป เฉลี่ย 3 ปี (2565-2567) มีสัดส่วน 31% และ 69% ของมูลค่าส่งออกไก่ทั้งหมดของไทย ตามลำดับ

ทิศทางการส่งออกสินค้าเกษตรสำคัญ ในปี 2568-2569


ข้าว
• แม้ว่าไทยจะโดนเรียกเก็บภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯในอัตรา 19% ซึ่งต่ำกว่าประเทศคู่แข่งอย่างอินเดียและเวียดนามที่โดนเรียกเก็บที่อัตรา 50% และ 20% ตามลำดับ แต่ข้าวไทยยังคงแข่งขันได้ลำบาก โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิ ที่ราคาส่งออกหลังโดนเก็บภาษีแล้วยังสูงกว่าคู่แข่งอย่างเวียดนาม ทั้งนี้ สหรัฐฯ เป็นตลาดหลักของข้าวหอมมะลิไทย โดยในปี 2567 ไทยส่งออกข้าวหอมมะลิไปยังสหรัฐฯ ประมาณ 0.63 ล้านตัน หรือคิดเป็น 44% ของการส่งออกข้าวหอมมะลิทั้งหมด ซึ่งการแข่งขันที่รุนแรงจะส่งผลต่อปริมาณการส่งออกข้าวของไทย โดยคาดการณ์ปริมาณและมูลค่าการส่งออกข้าวในปี 2568-2569 ดังนี้

 

 


• ในปี 2568 คาดว่า ภาพรวมมูลค่าส่งออกข้าวไทยจะอยู่ที่ราว 3.2 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือลดลง -48%YoY จากปริมาณการส่งออกข้าวที่ลดลงมาอยู่ที่ราว 7.2 ล้านตัน หรือลดลง -28%YoY จากสภาพอากาศที่เอื้ออำนวยทำให้ผลผลิตข้าวโลกเพิ่มขึ้น ส่งผลให้หลายประเทศมีนโยบายด้านความมั่นคงทางอาหารผ่อนคลายลง เช่น การยกเลิกนโยบายควบคุมการส่งออกข้าวของอินเดีย และการชะลอการนำเข้าข้าวของอินโดนีเซียซึ่งส่งผลให้ราคาข้าวตลาดโลกปรับลดลง โดยคาดว่าราคาส่งออกข้าวขาว 5% เฉลี่ยของไทยจะอยู่ที่ 410-430 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน หรือลดลงราว 26-30%YoY ทำให้ผู้ประกอบการมีความเสี่ยงขาดทุนสต็อก

• ส่วนในปี 2569 คาดว่า มูลค่าส่งออกข้าวไทยจะอยู่ที่ราว 3.0 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือลดลงต่อเนื่องที่ -3%YoY โดยในแง่ปริมาณการส่งออกข้าวอยู่ที่ราว 7.0 ล้านตัน หรือลดลง -3%YoY จากแรงกดดันจากการแข่งขันด้านราคาที่ต่ำกว่าของประเทศคู่แข่งซึ่งโดยรวมปริมาณการส่งออกข้าวทั้ง 2 ปีนับว่าอยู่ในระดับต่ำหากเทียบกับในช่วงปี 2557-2561 หรือปี 2567 ที่เคยส่งออกได้เฉลี่ยปีละ 9-10 ล้านตัน


ยางพารา

• แม้ว่าในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 มูลค่าการส่งออกยางแผ่นยางแท่ง และน้ำยางข้นของไทยขยายตัวสูงถึง 17.4%YoY และ 25.3%YoY ตามลำดับ จากการเร่งส่งออกก่อนที่มาตรการภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ จะมีผลบังคับใช้ อย่างไรก็ดี ในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 และภาพรวมปี 2569 การส่งออกยางพาราของไทยคาดจะได้รับผลกระทบทางอ้อมจากมาตรการปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าของสหรัฐฯ เนื่องจากไทยเป็นห่วงโซ่การผลิตของจีน โดยไทยส่งออกยางแผ่นยางแท่ง และน้ำยางข้นไปจีนสูงถึง 32% และ 25% ของมูลค่าการส่งออกไปยังตลาดโลก ตามลำดับ


• นอกจากนี้ การส่งออกน้ำยางข้นของไทยมีความเสี่ยงได้รับผลกระทบ หากจีนถูกสหรัฐฯ ปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าสูงถึง 145% อาจทำให้ความต้องการนำเข้าน้ำยางข้นจากไทยเพื่อเป็นวัตถุดิบในการผลิตถุงมือยางของจีนส่งออกไปสหรัฐฯ มีแนวโน้มลดลง แต่ไทยอาจได้รับอานิสงส์ในการส่งออกน้ำยางข้นไปมาเลเซีย ซึ่งถูกเก็บภาษีตอบโต้ในระดับเดียวกับไทยที่ 19%


• ในปี 2568-2569 คาดว่า มูลค่าการส่งออกยางแผ่นและยางแท่งจะอยู่ที่ 3.59 และ 3.34 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือหดตัว -10.5%YoY และ -7.0%YoY ตามลำดับ จากปริมาณการส่งออกยางแผ่นและ
ยางแท่งคาดว่าจะหดตัว -6.4%YoY และ -6.3%YoY ตามลำดับ จากการชะลอตัวของเศรษฐกิจคู่ค้าหลักอย่างจีน และผลกระทบของสงครามการค้า ซึ่งจะทำให้ความต้องการใช้ยางแผ่นและยางแท่งเพื่อเป็นวัตถุดิบในการผลิตยางล้อส่งออกไปสหรัฐฯ มีแนวโน้มลดลง ส่วนราคาส่งออกยางแผ่นและยางแท่งมีแนวโน้มลดลง -4.4%YoY และ -0.8%YoY ตามลำดับ จากปริมาณผลผลิตยางพาราโลกที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากสภาพอากาศแปรปรวนที่คลี่คลาย ประกอบกับราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มลดลง


• ในปี 2568-2569 คาดว่า มูลค่าการส่งออกน้ำยางข้นจะอยู่ที่ 0.90 และ 0.88 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือหดตัว -4.3%YoY และ -2.1%YoY ตามลำดับ จากปริมาณการส่งออกน้ำยางข้นคาดว่าจะหดตัว
-1.1%YoY และ -0.9%YoY ตามลำดับ ส่วนราคาส่งออกน้ำยางข้นมีแนวโน้มลดลง -3.2%YoY และ -1.2%YoY ตามลำดับ

 

 

มันสำปะหลัง

• มาตรการภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ คาดว่าจะกระทบทางตรงต่อธุรกิจมันสำปะหลังจำกัด เนื่องจากไทยพึ่งพาตลาดส่งออกมันสำปะหลังไปสหรัฐฯ เพียง 3-4% แต่ยังต้องติดตามผลกระทบทางอ้อมจากภาวะเศรษฐกิจจีนที่มีแนวโน้มชะลอตัว โดยเฉพาะในกรณีที่จีนและสหรัฐฯ ไม่สามารถบรรลุข้อตกลงทางการค้า จนทำให้สหรัฐฯ ใช้มาตรการภาษีตอบโต้ในอัตราที่สูงต่อสินค้าจีน ซึ่งอาจส่งผลให้ความต้องการใช้มันสำปะหลังในภาคอุตสาหกรรมของจีนลดลง และกระทบต่อปริมาณการส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของไทยไปยังจีนให้อยู่ในระดับต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้

• ในปี 2568-2569 ผลผลิตมันสำปะหลังคาดว่าจะกลับมาขยายตัวได้ จากสภาพอากาศที่เอื้ออำนวยต่อการเพาะปลูก แต่ยังต้องติดตามการระบาดของโรคใบด่างในบางพื้นที่ ส่วนการส่งออกแม้ว่าราคาส่งออกมันสำปะหลังไทยจะแข่งขันได้มากขึ้น จากต้นทุนวัตถุดิบหัวมันที่ต่ำกว่าในช่วงปี 2565-2567แต่ยังต้องแข่งขันด้านราคากับราคาข้าวโพดในจีน เพราะผลผลิตข้าวโพดในจีนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

• คาดว่าในปี 2568 มูลค่าส่งออกมันเส้นและมันอัดเม็ดจะอยู่ที่ราว 683 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือขยายตัว 42%YoY แม้ราคาส่งออกจะลดลงถึง -31%YoY ตามทิศทางราคาข้าวโพดในตลาดจีนที่ลดลงมาก แต่ปริมาณส่งออกจะขยายตัวถึง 107%YoY (ขยายตัวสูงจากฐานที่ต่ำในปี 2567) ส่วนในปี 2569 คาดว่ามูลค่าส่งออกมันเส้นและมันอัดเม็ดจะอยู่ที่ 672 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือหดตัว -2%YoY เพราะราคาส่งออกจะลดลง -3%YoY แต่ปริมาณส่งออกจะขยายตัวได้ 1%YoY แต่ระดับมูลค่าส่งออกในปี 2568-2569 จะยังเป็นระดับที่ต่ำมาก เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยปี 2563-2567 ซึ่งอยู่ที่ราว 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ


• ส่วนมูลค่าส่งออกแป้งมันสำปะหลังในปี 2568 จะอยู่ที่ราว 2,130 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือหดตัว -22%YoY ซึ่งเป็นผลจากราคาส่งออกที่ลดลงถึง -27%YoY แม้ปริมาณส่งออกจะขยายตัว 6%YoY และในปี 2569 คาดว่ามูลค่าส่งออกแป้งมันสำปะหลังจะอยู่ที่ 2,104 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือหดตัว -1%YoY โดยราคาส่งออกจะลดลง -5%YoY แม้ปริมาณส่งออกจะขยายตัว 4%YoY


ผลไม้สดแช่เย็นแช่แข็งและแห้ง


• สำหรับมาตรการภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกผลไม้ของไทยไม่มากนัก เนื่องจากไทยส่งออกผลไม้ไปสหรัฐฯ เพียง 1.7% ของการส่งออกผลไม้ทั้งหมดของไทย อย่างไรก็ดี ตลาดจีน ซึ่งเป็นตลาดส่งออกหลักของไทยคิดเป็น 88% อาจได้รับผลกระทบทางอ้อมจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนที่ถูกสหรัฐฯ เก็บภาษีตอบโต้สูง ซึ่งอาจทำให้ความต้องการนำเข้าผลไม้เพื่อบริโภคมีแนวโน้มลดลง


• ในปี 2568 คาดว่า มูลค่าการส่งออกผลไม้สดแช่เย็นแช่แข็งและแห้งจะอยู่ที่ 6.3 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือหดตัว -2.5%YoY โดยเฉพาะตลาดจีน ซึ่งเป็นตลาดส่งออกหลักได้รับผลกระทบจากทางการจีนเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบคุณภาพและมาตรฐานด้านความปลอดภัยของอาหารของจีน โดยทุเรียนซึ่งเป็นสินค้าหลักที่มีสัดส่วนมูลค่าส่งออกไปจีนสูงสุด คิดเป็น 67% ของการส่งออกผลไม้สดแช่เย็นแช่แข็งและแห้งทั้งหมดของไทยไปจีนได้รับผลกระทบจากปัญหาทุเรียนอ่อนและมาตรฐานควบคุมการปนเปื้อนสารห้ามใช้ในทุเรียนสด โดยทางการจีนกำหนดให้ทุเรียนที่ส่งออกจากไทยไปจีนจะต้องมีเอกสารรับรองการตรวจวิเคราะห์สาร Basic Yellow 2 และแคดเมียม อย่างไรก็ดีความร่วมมือของภาครัฐและผู้ที่เกี่ยวข้องได้เร่งคลี่คลายปัญหาดังกล่าวเพื่อควบคุมและยกระดับคุณภาพของสินค้า ซึ่งจะช่วยให้การส่งออกทุเรียนและผลไม้ของไทยไปจีนในช่วงไตรมาสที่ 3 ปี 2568 กลับมาฟื้นตัวได้บ้าง

 

ส่วนในปี 2569 คาดว่า มูลค่าการส่งออกผลไม้สดแช่เย็นแช่แข็งและแห้งจะอยู่ที่ 6.8 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือขยายตัว 6.8%YoY เนื่องจากปริมาณผลผลิตผักและผลไม้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากสภาพอากาศและปริมาณน้ำที่เอื้ออำนวย ประกอบกับความต้องการบริโภคผักและผลไม้เมืองร้อนของชาวจีนยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี การส่งออกไปจีนเผชิญปัจจัยท้าทายจากการแข่งขันกับคู่แข่งอย่างมาเลเซีย เวียดนามและฟิลิปปินส์ที่เพิ่มขึ้น รวมถึงผลผลิตทุเรียนของจีนที่จะออกสู่ตลาดมากขึ้น ซึ่งอาจเป็นปัจจัยบั่นทอนต่อการส่งออกผลไม้ของไทย ทั้งนี้ ผู้ประกอบการจำเป็นต้องบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งให้ความสำคัญกับคุณภาพและความปลอดภัยของสินค้าเพื่อให้ได้ตามมาตรฐานที่ประเทศคู่ค้ากำหนด เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันระยะยาว

ไก่สดแช่เย็นแช่แข็งและแปรรูป


• สำหรับมาตรการภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ คาดว่าจะกระทบต่อการส่งออกไก่ของไทยไม่มากนัก เนื่องจากไทยส่งออกไก่ไปสหรัฐฯ เพียง 0.002% ของมูลค่าการส่งออกไก่ทั้งหมดของไทย ขณะที่ประเด็นการเปิดตลาดนำเข้าสินค้าเกษตรวัตถุดิบอาหารสัตว์จากสหรัฐฯ อย่างข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และถั่วเหลือง คาดว่าจะส่งผลดีต่อต้นทุนนำเข้าวัตถุดิบของเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่และส่งผลดีต่อต้นทุนการผลิตของธุรกิจปลายน้ำอย่างไก่สดแช่เย็นแช่แข็งและแปรรูป อย่างไรก็ดี ยังต้องติดตามถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้วัตถุดิบอาหารสัตว์นำเข้าจากสหรัฐฯ ที่ส่วนใหญ่เป็นพืชดัดแปรพันธุกรรม (GMO) ซึ่งอาจทำให้ต้องเผชิญกับข้อจำกัดทางการค้า หรือสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในตลาดที่มีความอ่อนไหวต่อประเด็น GMO อย่างตลาดสหภาพยุโรป

 

• ในปี 2568-2569 คาดว่า มูลค่าการส่งออกอยู่ที่ 4,528 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และ 4,844 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือขยายตัว 5.0%YoY และ 7.0%YoY ตามลำดับ และปริมาณการส่งออกไก่สดแช่เย็นแช่แข็งและแปรรูปจะอยู่ที่ 1.17 ล้านตัน และ 1.20 ล้านตัน หรือขยายตัว 2.4%YoY และ 2.7%YoY ตามลำดับ เนื่องจากการส่งออกไปยังสหภาพยุโรปมีทิศทางฟื้นตัว ตามการเติบโตของการท่องเที่ยวและธุรกิจร้านอาหาร ส่งผลให้ความต้องการนำเข้าไก่แปรรูปเพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับการส่งออกไก่แปรรูปของไทยไปญี่ปุ่นที่ยังขยายตัวตามพฤติกรรมของผู้บริโภคในญี่ปุ่นที่นิยมบริโภคอาหารพร้อมทาน รวมทั้งการระบาดของไข้หวัดนกในญี่ปุ่นและสหภาพยุโรปจะช่วยหนุนการนำเข้าไก่เนื้อของไทยเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดี ผู้ประกอบการไทยอาจต้องเผชิญการแข่งขันกับบราซิล ซึ่งเป็นผู้ผลิตและส่งออกไก่รายใหญ่ของโลกที่มีความได้เปรียบจากการเป็นผู้ผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และกากถั่วเหลืองรายใหญ่ทำให้มีต้นทุนการผลิตต่ำกว่าไทย

 

ขณะที่การส่งออกไก่สดแช่เย็นแช่แข็งจะยังได้รับผลดีจากการระบาดของโรคไข้หวัดนกในจีน อีกทั้งยังได้รับผลดีจากการระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF) ในจีนและเวียดนาม ทำให้มีการนำเข้าไก่เนื้อเพื่อทดแทนสุกรมากขึ้น อีกทั้งยังได้รับผลดีจากทางการจีนรับรองโรงงานผลิตและแปรรูปไก่แช่แข็งไทยเพิ่มอีก 3 โรง จากเดิมที่ได้รับการรับรองและส่งออกแล้ว 23 โรงงาน รวมเป็น 26 โรงงาน รวมถึงยังต้องติดตามการที่จีนตอบโต้สหรัฐฯ โดยตั้งภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ สูงขึ้น อาจเปิดโอกาสให้ไทยเข้าไปขยายส่วนแบ่งตลาดไก่ในจีน เนื่องจากสหรัฐฯ เป็นผู้ส่งออกไก่ไปยังจีนเป็นอันดับที่ 2 รองจากบราซิล

 

 


มาตรการภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ อาจกดดันอัตรากำไรของผู้ส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรของไทย

เมื่อวันที่ 1 ส.ค. 2568 สหรัฐฯ ประกาศจัดเก็บภาษีตอบโต้กับสินค้าที่นำเข้าจากไทยในอัตรา 19% ซึ่งอยู่ในระดับเดียวกับอินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และกัมพูชา ส่วนเวียดนามถูกเก็บภาษีตอบโต้ในอัตรา 20% ทำให้แรงกดดันด้านความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยกับคู่แข่งในตลาดสหรัฐฯ ลดลง

อย่างไรก็ดี Krungthai COMPASS มองว่า การเก็บภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ อาจกดดันอัตรากำไรของ ผู้ส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร โดยประเมินกลุ่มสินค้าที่มีความเสี่ยงจาก 2 เกณฑ์ ได้แก่ สัดส่วนการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ และความสามารถในการทำกำไร พบว่า กลุ่มสินค้าที่มีความเสี่ยงสูง ได้แก่ กุ้งสดแช่เย็นแช่แข็งและแปรรูป ปลาสดแช่เย็นแช่แข็ง และข้าว เป็นต้น เนื่องจากเป็นกลุ่มสินค้าที่มีสัดส่วนการส่งออกไปสหรัฐฯ สูงถึง 11%-25% ของการส่งออกสินค้าเหล่านี้ทั้งหมด อีกทั้งยังเป็นกลุ่มสินค้าที่มีอัตรากำไรขั้นต้นเฉลี่ยในช่วงปี 2564-2566 ต่ำกว่าค่ากลางที่ 10% จากปัญหาเชิงโครงสร้างด้านต้นทุนการผลิตที่สูง ซึ่งหากผู้นำเข้าในสหรัฐฯ หันไปสั่งซื้อสินค้าจากคู่แข่งที่มีคุณภาพใกล้เคียงกับสินค้าไทยและราคาถูกกว่า อาจทำให้ผู้ส่งออกไทยต้องรับภาระภาษีด้วยการปรับลดราคาสินค้า ซึ่งอาจกดดันอัตรากำไรของผู้ส่งออก

-------------------

Implication :

Krungthai COMPASS คาดการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรช่วงที่เหลือของปีนี้ จนถึงปี 2569 มีปัจจัยกดดันที่ต้องติดตามใกล้ชิด ดังนี้

1. มาตรการภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ จะยิ่งกระทบกับผู้ประกอบการที่มีอัตรากำไรต่ำ โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs ที่เผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างด้านต้นทุนการผลิตที่สูงอยู่แล้ว ทำให้ผู้ประกอบการต้องแบกรับภาระภาษีเพิ่มเติมด้วยการปรับลดราคาสินค้า ซึ่งจะกดดันอัตรากำไรของผู้ประกอบการ และทำให้แข่งขันได้ยากขึ้น

2. ต้นทุนแรงงานที่มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นจะกดดันต่ออัตรากำไรของผู้ประกอบการสินค้าเกษตรและอาหาร โดยยังต้องติดตามการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำทั่วประเทศเป็น 400 บาทต่อวัน ซึ่งอาจกระทบต่อผู้ประกอบการ โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs ในกลุ่มสินค้าที่ใช้แรงงานเข้มข้นอย่างอาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป ผลไม้สดแช่เย็นแช่แข็งและแห้ง เป็นต้น

3. มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศคู่ค้าอาจทำให้ต้นทุนของผู้ประกอบการสูงขึ้น เช่น กฎหมายว่าด้วยสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่าไม้ของสหภาพยุโรป (EU Deforestation-free products: EUDR) ซึ่งครอบคลุมสินค้าในกลุ่มยางพารา และปาล์มน้ำมัน โดยจะเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่ 30 ธ.ค. 2568 สำหรับบริษัทขนาดใหญ่ และ 30 มิ.ย. 2569 สำหรับบริษัท SMEs ซึ่งแม้ว่าสหภาพยุโรปจัดไทยอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีความเสี่ยงต่ำจะทำให้ผู้นำเข้าสินค้าจากไทยไม่ต้องประเมินและลดความเสี่ยงในกระบวนการตรวจสอบย้อนกลับ (Due Diligence) ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการส่งออกสินค้าของไทยเพื่อทดแทนประเทศที่มีความเสี่ยงปกติ เช่น อินโดนีเซีย และมาเลเซีย

อย่างไรก็ดี ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องลงทุนในการพัฒนาระบบเก็บข้อมูลตลอดห่วงโซ่การผลิต เช่น พิกัดแหล่งผลิตสินค้า และหลักฐานความถูกต้องของการใช้ที่ดิน เป็นต้น รวมทั้งพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่สอดคล้องกับ EUDR และรักษามาตรฐานด้านความโปร่งใสอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจทำให้ต้นทุนของผู้ประกอบการไทยเพิ่มสูงขึ้น


4. ผลผลิตสินค้าเกษตรโลกที่เพิ่มขึ้นจากสภาพอากาศที่เอื้ออำนวย ทำให้การแข่งขันด้านราคามีแนวโน้มรุนแรงขึ้น เช่น อินโดนีเซีย ซึ่งถือเป็นหนึ่งในประเทศผู้นำเข้าข้าวรายใหญ่ได้ปรับนโยบายด้านการนำเข้าอย่างมีนัยสำคัญ โดยชะลอการนำเข้าข้าว หลังจากผลผลิตภายในประเทศฟื้นตัวจากปริมาณฝนที่เอื้ออำนวย และนโยบายสนับสนุนเกษตรกรในประเทศที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่นเดียวกับอินเดียที่ยกเลิกนโยบายจำกัดการส่งออกข้าวหลังประเมินว่าปริมาณผลผลิตมีเพียงพอต่อความต้องการบริโภคภายในประเทศ การเปลี่ยนแปลงนโยบายของประเทศเหล่านี้ ส่งผลให้ความต้องการนำเข้าข้าวในตลาดโลกลดลง ขณะที่อุปทานข้าวในตลาดโลกเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจกลายเป็นปัจจัยที่กดดันราคาข้าวตลาดโลกในอนาคต

 

 

 

อณุภา ศิริรวง

: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

บทความล่าสุด

แย่งอำนาจ By : แม่มดน้อย

แม่มดน้อย ขี่ไม้กวาดวิเศษ มองการเมืองไทย นักการเมืองไทย ยังคงเวียนว่าย ตายเกิด แย่งชิงอำนาจกัน รักชาติ.....

ย่อซื้อ By : เจ๊มดแดง

เจ๊มดแดง ไต่กิ่งมะม่วง วันนี้ นักลงทุน แต่ละกลุ่ม คงจด จด จ้อง จ้อง รอเรื่องเดียว รอ คำตัดสินของศาลฯ กรณีคลิปเสียงฯ ...

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้