Today’s NEWS FEED

News Feed

บล.เอเซีย พลัส : Market Talk

247

 

ผ่านฤดูกาล Earning มาด้วยความบอบช้ำ
ถือว่า ฤดูกาลประกาศงบการเงินงวดปี 2566 สิ้นสุดลงซึ่งในช่วงที่ผ่านมาพบว่าหลายบริษัทแสดงผลประกอบการที่ต่ำกว่าคาด นำมาซึ่งการปรับลดประมาณการ และแรงกดดันต่อ SET Index ทั้งนี้ในส่วนของ Bloomberg Consensusล่าสุดแสดง EPS ปี 2567 ไว้ที่ 95.3 บาท/หุ้น ลดลงจากช่วงปลายปี 2566 ซึ่งแสดงตัวเลขราว 105 บาท/หุ้น สำหรับ ASPS Research อยู่ระหว่างการปรับลดโดยอาจเห็นตัวเลขจบที่บริเวณ 92-93 บาท/หุ้น ทั้งนี้จากนี้ไปเชื่อว่าอิทธิพลจากการประกาศกำไรน่าจะเบาบางลง ส่วนประเด็นที่จะให้ความสนใจมากขึ้นน่าจะเป็นทิศทางดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งในส่วนของ Fed ชัดเจนมากขึ้นว่าจะเห็นการปรับลดดอกเบี้ยในช่วง มิ.ย.67 ขณะที่บ้านเรา มีความคาดหวั้งว่าอาจเห็นการปรับลดในการประชุม 10 เม.ย.67 อย่างไรก็ตามท่าที่ของผู้ว่า ธปท. ที่ให้สัมภาษณ์สื่อ ยังเห็นว่าการลดดอกเบี้ยไม่น่าจะมีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในสถานการณ์ปัจจุบันแรงกดดันจากตัวเลขกำไรที่ออกมาต่ำกว่าคาด น่าจะลดน้ำหนักลง ทำให้ระดับความผันผวนของ SET Index ลดลงไปด้วย วันนี้ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวช่วง 1367 –1382 จุด หุ้น Top Pick เลือก ADVANC, MAJOR และ PTTGC


Trend เงินเฟ้อชะลอลง กลางปีนี้คงเห็นการลดดอกเบี้ย
วานนี้มีรายงานตัวเลขสำคัญทางเศรษฐกิจสหรัฐฯ ซึ่งส่วนใหญ่ออกมาทิศทางเดียวกันในการสะท้อนภาคการบริโภคที่มีแนวโน้มชะลอตัวลง ไม่ว่าจะเป็น
• ตัวเลขผู้ขอสวัสดิการว่างงานล่าสุดอยู่ที่ 215,000 ตำแหน่ง มากกว่าตลาดคาดที่ 209,000 ตำแหน่งและเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือน พ.ย. 66 สะท้อน
การว่างงานเพิ่มขึ้น ซึ่งน่าจะกดดันให้กำลังซื้อลดลง
• ดัชนีเงินเฟ้อ PCE เดือน ม.ค. +2.4%YoY ตามคาด ชะลอตัวลงจากเดือนก่อนที่ +2.6%YoY ถือเป็นสัญญาณที่ดีในการหนุนให้ Fed ลดดอกเบี้ย
• การบริโภคที่แท้จริงรายบุคคลเดือน ม.ค. -0.1%MoM หดตัวครั้งแรกในรอบ 11 เดือน สะท้อนการจับจ่ายใช้สอยที่ลดลงแรงกระตุ้นเงินเฟ้อลดลง เชื่อว่าจะเป็นปัจจัยสำคัญที่หนุนให้ Fed พิจารณาเริ่มปรับลดดอเบี้ยในปี 2567 โดยผลการสำรวจของ Fed Watch Tool เผยโอกาสคงดอกเบี้ยในเดือน พ.ค. 67 เพิ่มขึ้นเป็น 84%และให้น้ำหนักราว 60% ที่จะเห็นการลดดอกเบี้ยในการประชุมรอบเดือน มิ.ย. 67 น


สำหรับทิศทางดอกเบี้ยในบ้านเรา ผู้ว่า ธปท. มีมุมมองเศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะที่ฟื้นตัวอย่างช้าๆ เนื่องจากเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับปัญหาเชิงโครงสร้าง ซึ่งการปรับลดดอกเบี้ยไม่ช่วยให้การบริโภคเพิ่มขึ้น และยังอาจสร้างแรงจูงใจให้หนี้ภาคครัวเรื่องสูงขึ้นด้วย นอกจากนี้การปรับลดดอกเบี้ยก่อนเวลาอันควร อาจเป็นการส่งสัญญาณที่ผิดปกติ และอาจเป็นการแก้ปัญหาผิดจุด อย่างไรก็ตามฝ่ายวิจัยฯ มองว่าน่าจะเห็นการปรับลดดอกเบี้ยในบ้านเราปีนี้อย่างน้อย 1 ครั้ง โดยการประชุม กนง.รอบต่อไปจะเกิดขึ้น ในวันที่ 10 เม.ย. นี้ขณะที่ช่วงการเริ่มต้นลดดอกเบี้ย มักจะเป็นจุดเริ่มต้นการขึ้นรอบใหญ่ของ FIN เสมออาจจะหาโอกาสเข้าเก็งกำไร KTC, AEONTS, TIDLOR, MTC, SINGER ได้

สรุป อัตราเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มชะลอตัวลงในสหรัฐ ถือว่าเป็นสัญญาณที่ดีในการหนุนให้ Fed เดินหน้าโยบายการเงินแบบผ่อนคลายมากขึ้น ขณะที่ทิศทางดอกเบี้ยในบ้านเราน่าจะเห็นการปรับลดดอกเบี้ยในบ้านเราปีนี้อย่างน้อย 1 ครั้ง รอลุ้นการประชุมกนง. ในวันที่ 10 เม.ย. นี้

เปิดฟรีวีซ่า ไทย – จีน วันแรก ดีต่อหุ้นตัวไหนบ้าง
วันนี้เป็นวันแรกของการเปิด วีซ่า ไทย – จีน ถาวรวันแรก ช่วยจูงใจและอำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยวจีนเดินทางมาไทยมากขึ้น หลังเริ่มเข้าสู่ช่วงปลายของ Highseason ท่องเที่ยวไทย จึงคาดหวังการฟื้นตัวเชิง YOY ของนักท่องเที่ยวจีนในช่วงที่เหลือของปี ขณะที่การสนับสนุนของภาครัฐในระยะยาว เพื่อพยายามผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางการบินในภูมิภาคเอเซีย ซึ่ง AOT ในฐานะประตูสู่ประเทศไทย อีกทั้งการเปิดอาคาร SAT-1 ช่วง ก.ย. 66 พร้อมรับเที่ยวบินที่มาเปลี่ยนเครื่องที่ไทยมากขึ้นสำหรับแนวโน้มกำไรปกติกลุ่มฯ ช่วง ม.ค. – มี.ค. 67 ของหุ้นที่อิงกับการท่องเที่ยวไทยมีโมเมนตัมที่ดีเชิง QoQ (ยกเว้น 1Q เป็น Low season ใน EU) แรงหนุนจากฤดูกาลท่องเที่ยวไทย โดยตัวเลือกในกลุ่มฯ เรียงตามความชอบ ดังนี้ AOT (Outperform :FV@B74) > MINT (Neutral : FV@B35) จาก event ใหญ่อย่างฟุตบอลแห่งชาติยุโรปที่เยอรมันและโอลิมปิกที่ปารีสช่วงกลางปี 2567 > ERW (Neutral : FV@B5.5) ราคาหุ้น YTD ปรับตัวขึ้นช้ากว่ากลุ่มฯ > CENTEL (Neutral : FV@B48) ที่ PER ซื้อขายสูงสุดในกลุ่มโรงแรม / ROE ต่ำสุดในกลุ่มฯ และ Upside เทียบ FV ไม่สูง


กำไร4Q66 ออกมาแย่กว่าคาด กดดันประมาณการกำไรปี 2567
ในเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา บริษัทจดทะเบียนทยอยรายงานกำไรงวด 4Q66 ออกมาแล้ว391 บริษัท (คิดเป็นสัดส่วน 80% ของ MARKET CAP) อยู่ที่ 1.66 แสนล้านบาท (ลดลง-36.6%QOQ, +23.3%YOY) ซึ่งหากพิจารณาข้อมูลจาก BLOOMBERGCONSENSUS จะเห็นได้ว่ากำไร 4Q66 ที่ออกมานั้นต่ำกว่าที่คาดถึง 30%


กำไรบริษัทจดทะเบียนงวด 4Q66 ที่ต่ำคาด จึงทำให้ EPS66 ล่าสุดอยู่ที่ 82.6 บาท/หุ้น(เติบโตเพียง 1.3%YoY) ขณะที่ประมาณการ EPS67F ล่าสุดอยู่ที่ 93.0 บาท/หุ้น(เติบโต 12.6%YOY)

ด้วยประเด็นดังกล่าว จึงกดดัน SET ย่อตัว -15.2% ปีที่แล้ว และ -3.2%ytd ซึ่งหลังจากนี้คาดว่าประเด็นนี้จะกดดัน SET Index น้อยลง เนื่องจากผ่านพ้นฤดูกาลประกาศงบไปเรียบร้อยแล้ว ขณะที่ประมาณการกำไรปี 2567 ก็ดูดีเติบโตสูงถึง12.6%YoY

ขณะที่หากพิจารณาเป็นรายอุตสาหกรรม จะเห็นได้ว่ากลุ่มหุ้นที่มีกำไรเติบโตโดดเด่นกว่า SET คือ PETRO, TRANS, FOOD, PERSON, TOURISM, CONS, AGRI,COMM, ETRON, AUTO คาดจะเป็นตัวพยุง SET Index ให้ขยับขึ้น และราคาดัชนีสามารถ Outperform SET ได้นับจากนี้

สรุป กำไรบริษัทจดทะเบียน 2566 เพิ่มขึ้นเพียง +1.3% กดดันให้ดัชนี SET ปี 2566ลดลง -15% และปี 2567(YTD) ลดลงอีก -1.5% จนต่ำกว่า 1400 จุด แต่ปี 2567 คาดกำไรมีโอกาสฟื้นกลับมาได้ 2 หลัก หนุนให้ SET INDEX น่าจะค่อยๆ ฟื้นตัวต่อได้ ฝ่ายวิจัยฯ ชื่นชอบหุ้นกลุ่มที่กำไรเติบโตเด่นกว่าตลาดฯ อาทิ PETRO, TRANS, FOOD,PERSON, TOURISM, CONS, AGRI, COMM, ETRON, AUTO


พายุเริ่มสงบ หวังตลาดหุ้นไทยเดือน มี.ค. ค่อยๆ ทยอยฟื้น
วานนี้ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลง -0.82% หรือ -11.38 จุด มาอยู่ที่ 1370 จุด ด้วยมูลค่าซื้อขายที่สูงสุดของปีนี้ 7.3 หมื่นล้านบาท ส่วนหนึ่งเกิดจากกองทุนต่างประเทศปรับพอร์ตตามดัชนี MSCI ส่งผลให้มูลค่าซื้อขายเข้ามาช่วง ATC เกินกว่า 2 หมื่นล้านบาท รวมถึงมีการซื้อขายผ่าน Program Trading ที่สูงถึง 51.4% อีกทั้งยังเป็นช่วงโค้งสุดท้ายในการรายงานงบ 4Q66 ของบริษัทจดทะเบียนส่วนเดือน มี.ค. คาดพายุความผันผวนของ SET Index ค่อยๆสงบลง และน่าจะทยอยฟื้นขึ้นได้ในช่วงครึ่งหลังของเดือน มี.ค. เพราะเป็นช่วงรอการเปลี่ยนผ่านที่สำคัญในเดือน เม.ย. 3 ส่วนหลักๆ คือ
• คาดหวังการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านนโยบายการเงินเร็วขึ้น สะท้อนได้จากBond Yield ไทยระยะ 1 ปี ถึง 5 ปี ลงมาต่ำกว่าดอกเบี้ยนโยบายที่ 2.5%ทั้งสิ้น
• คาดหวังการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านนโยบายการคลังเร็วขึ้น หลังจากครม. เร่งเบิกจ่ายงบประมาณปี 2567 เร็วขึ้น คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ และทำให้มีเม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจในช่วงต้นไตรมาสที่ 2 ของปีนี้
• คาดหวังความเชื่อมั่นของนักลงทุน และปริมาณการซื้อขายค่อยกลับมา หลังทางการมีมาตรการที่ชัดเจน ในการกำกับดูแลตรวจสอบ SHORTSELLING และ PROGRAM TRADING รวมถึงอาจเพิ่มชั่วโมงซื้อขายจาก 4ชั่วโมงครึ่งต่อวัน เป็น 5 ชั่วโมงต่อวัน คาดเริ่มมีผลบังคับใช้ช่วง 2Q67 หนุนTURNOVER ของ SET มีโอกาสกลับมาสูงกว่า 70% ต่อปี

สรุป แม้จุอยู่ในช่วงทยอยปรับ EPS67F ลง ล่าสุดจะถูกปรับลงบริเวณ 92 ถึง 94บาท/หุ้น กดดันตลาดหุ้นในช่วงที่ผ่านมา แต่ดัชนีปัจจุบันยังห่างจากกรอบดัชนีเป้าหมายปี 2567 ที่ 1580 – 1620 จุด พอสมควร แนะนำทยอยซื้อสะสมหุ้นไทยในเดือน มี.ค. และ BUY AND HOLD เพื่อก้าวข้ามความผันผวนในช่วงสั้นๆ เลือกหุ้น 3ธีม คือ หุ้นรับมาตการภาครัฐ AOT BDMS CPN SCCC หุ้นเตรียมรับวัฏจักรดอกเบี้ยขาลง SPALI MTC หุ้นหวังเศรษฐกิจจีนฟื้น PTTGC(รายละเอียดอื่นๆ สามารถติดตามอ่านเพิ่มเติมได้ในบทวิเคราะห์ Invest+ประจำเดือน มี.ค. 67)

 

RESEARCH DIVISION
บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส

เทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม, CISA
นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน และทางเทคนิค
เลขทะเบียนนักวิเคราะห์: 004132
ภราดร เตียรณปราโมทย์
นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์
เลขทะเบียนนักวิเคราะห์: 075365
ภวัต ภัทราพงศ์
นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์
เลขทะเบียนนักวิเคราะห์: 117985
สิริลักษณ์ พันธ์วงค์
ผู้ช่วยนักวิเคราะห์

 

 

 

อณุภา ศิริรวง

: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

บทความล่าสุด

พลังแบงก์ By: แม่มดน้อย

แม่มดน้อย ขี่ไม้กวาดวิเศษ เห็นแรงซื้อ แรงเก็งกำไรเข้ามาหุ้นแบงก์หลายตัวหนาแน่น ทำให้ ดัชนีตลาด ยืน1,400 จุด ได้...

มัลติมีเดีย

APO มาเหนือเฆม - สายตรงอินไซด์ - 2 เม.ย.67

APO มาเหนือเฆม - สายตรงอินไซด์ - 2 เม.ย.67

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้