Today’s NEWS FEED

News Feed

ฟิทช์ปรับลดอันดับเครดิต SCC เป็น ‘A(tha)’; แนวโน้มเครดิตมีเสถียรภาพ

235

 


สำนักข่าวหุ้นอินไซด์(29 พฤศจิกายน 2566)--- บริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศปรับลดอันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาว (National Long-term Rating) และอันดับเครดิตภายในประเทศของหุ้นกู้ไม่มีหลักประกันและไม่ด้อยสิทธิ รวมถึงอันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาวของโครงการหุ้นกู้ระยะกลาง (Medium-Term Note Program) มูลค่ารวมไม่เกินสามแสนล้านบาทของ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ  SCC เป็น ‘A(tha)’ จาก ‘A+(tha)’   แนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพ  ในขณะเดียวกัน ฟิทช์ประกาศคงอันดับเครดิตภายในประเทศระยะสั้น (National Short-term Rating) ที่ ‘F1(tha)’

 

การปรับลดอันดับเครดิตของ SCC สะท้อนถึงการคาดการณ์ของฟิทช์ว่าอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อกำไรจากการดำเนินงานก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (หลังรวมเงินปันผลรับจากบริษัทร่วมและหักเงินปันผลจ่ายแก่ผู้ถือหุ้นส่วนน้อย) หรือ EBITDA net leverage ของ SCC จะยังคงอยู่ในระดับที่เกินกว่า 3.5 เท่า ในช่วงอีกสามปีข้างหน้า ซึ่งเป็นระดับที่สูงเกินกว่าระดับที่สอดคล้องสำหรับอันดับเครดิตที่‘A+(tha)’   อัตราส่วนหนี้สินที่สูงนี้เกิดจากการฟื้นตัวของ กำไรจากการดำเนินงานก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อม และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ที่ช้ากว่าที่ฟิทช์คาด เนื่องจากความท้าทายอย่างต่อเนื่องในธุรกิจเคมิคอลส์ และธุรกิจบรรจุภัณฑ์ของ SCC

 

อันดับเครดิตของ SCC สะท้อนถึงสถานะความเป็นผู้นำตลาดในธุรกิจหลักของบริษัทฯ ได้แก่ กลุ่มสินค้าปูนซีเมนต์ กระเบื้องเซรามิก ผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีขั้นปลาย (โพลีโอเลฟินส์และพีวีซี) และกระดาษบรรจุภัณฑ์ ในประเทศไทยและหลายประเทศในอาเซียน     สถานะผู้นำตลาดในแต่ละผลิตภัณฑ์และประโยชน์ที่ได้รับจากการกระจายความเสี่ยงทางธุรกิจ มีส่วนช่วยลดความเสี่ยงเฉพาะที่อาจเกิดขึ้นในอุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่ง

 

ปัจจัยที่มีผลต่ออันดับเครดิต

 

การลดลงของอัตราส่วนหนี้สินที่ช้า – ฟิทช์คาดว่า EBITDA ของ SCC จะฟื้นตัวไปอยู่ที่ระดับ 3.9 หมื่นล้านบาทในปี 2566 และ 5.8 หมื่นล้านบาทในปี 2567 จากระดับ 3.6 หมื่นล้านบาทในปี 2565 โดย EBITDA net leverage จะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 5.9 เท่าในปี 2566 ก่อนที่จะลดลงไปอยู่ที่ประมาณ 4.3 เท่าในปี 2567 (ปี 2565 อยู่ที่ 5.7 เท่า)   ฟิทช์คาดการณ์ว่าอัตราส่วนหนี้สินดังกล่าวจะลดลงไปอยู่ที่ระดับ 3.5 เท่าในปี 2568 แต่ยังคงมีปัจจัยเสี่ยงด้านลบ ซึ่งรวมถึงการเติบโตของเศรษฐกิจของประเทศจีนที่อาจจะช้ากว่าที่คาด ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์กับวัตถุดิบของผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี และความต้องการของบรรจุภัณฑ์

 

ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์กับวัตถุดิบของผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมียังคงอ่อนตัว – ฟิทช์คาดว่าส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์กับวัตถุดิบของผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีจะยังคงอ่อนแอในปี 2567 แม้ว่าจะฟื้นตัวบ้างเล็กน้อยจากในปี 2566 เนื่องจากการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของกำลังการผลิตใหม่ในอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกำลังการผลิตโพลิโพรพิลีน ประกอบกับในช่วงเวลานี้ความต้องการของผู้บริโภคในภูมิภาคมีแนวโน้มลดลง โดยเฉพาะเมื่อฟิทช์คาดการว่าการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศจีน จะยังอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าช่วงก่อนการเกิดการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา อย่างน้อยจนกระทั่งถึงปี 2569 ด้วยเหตุนี้ฟิทช์คาดว่าอัตราส่วน EBITDA ต่อรายได้  (EBITDA  Margin) ของธุรกิจเคมิคอลส์จะฟื้นตัวไปอยู่ที่ระดับร้อยละ 3.1 ในปี 2566 และร้อยละ 7.5 ในปี 2567 เมื่อเทียบกับ EBITDA  Margin ของช่วงกลางวัฎจักรก่อนเกิดสถานการณ์โรคระบาดที่ระดับประมาณร้อยละ 14

 

ธุรกิจบรรจุภัณฑ์ฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป – ฟิทช์คาดว่า EBITDA  Margin ของธุรกิจบรรจุภัณฑ์จะยังคงถูกกดดันในช่วง 12 เดือนข้างหน้า เนื่องจากสภาวะอุปทานส่วนเกินในตลาดอินโดนีเซีย ซึ่งถูกกระทบจากการลดลงอย่างมากของการส่งออกไปยังประเทศจีนตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปี 2565 และส่งผลกระทบต่อราคาขาย   ฟิทช์เชื่อว่าราคาขายของผลิตภัณฑ์ที่ส่งออกไปยังประเทศจีนจะค่อยๆ ฟื้นตัวตามการเติบโตของเศรษฐกิจของประเทศจีน ซึ่งจะทำให้ EBITDA  Margin ของธุรกิจบรรจุภัณฑ์ปรับตัวดีขึ้น ในช่วงสองปีข้างหน้า   นอกจากนี้ ฟิทช์ยังคาดว่าภาวะเงินเฟ้อที่ลดลงในประเทศไทย และการบริโภคในประเทศที่ฟื้นตัว รวมถึงจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น และการเติบโตของอุตสาหกรรมอีคอมเมิร์ซ จะช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวเช่นเดียวกัน

 

อัตราการใช้กำลังการผลิตของ LSP ที่เพิ่มขึ้น – โครงการ Long Son Petrochemicals (LSP) ในประเทศเวียดนามเริ่มดำเนินการผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีขั้นปลาย(โพลีโอเลฟินส์) ตั้งแต่ช่วงกลางปี 2566 และ SCC กำลังเริ่มทดสอบระบบการผลิตปิโตรเคมีขั้นต้น (โอเลฟินส์) ในช่วงเดือน พฤศจิกายน ถึง ธันวาคม 2566 และตั้งเป้าที่จะเริ่มดำเนินการผลิตเต็มรูปแบบหลังจากนั้น   ฟิทช์คาดว่า LSP จะเพิ่มอัตราการใช้กำลังการผลิตให้อยู่ที่ระดับร้อยละ 80-90 ภายในช่วงครึ่งหลังของปี 2567 เนื่องจากความได้เปรียบเชิงต้นทุนในตลาดภายในประเทศ เมื่อเทียบกับสินค้าโพลิเมอร์นำเข้า และความยืดหยุ่นของโครงการที่สามารถใช้ได้ทั้ง โพรเพนและแนฟทาเป็นวัตถุดิบตั้งต้นในการผลิต     ในปัจจุบัน ประเทศเวียดนามมีการนำเข้าสินค้าโพลิเมอร์เกือบทั้งหมดสำหรับความต้องการใช้ในประเทศ   อย่างไรก็ตาม EBITDA จาก LSP น่าจะเพิ่มขึ้นช้ากว่าการเพิ่มขึ้นของปริมาณการขาย เนื่องจากจะถูกลดทอนด้วยส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์กับวัตถุดิบของผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีที่ยังคงอ่อนแออยู่

 

สิทธิในการขายหุ้น Fajar ในธุรกิจแพคเกจจิ้ง - บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ (SCGP, A(tha)’, แนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพ) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่สำคัญของ SCC มีความเป็นไปได้ที่จะซื้อหุ้นในสัดส่วน 44.48% ของ PT Fajar Surya Wisesa Tbk (Fajar) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ SCGP ในประเทศอินโดนีเซีย ด้วยเงินลงทุนมูลค่าประมาณ 2.3 หมื่นล้านบาท โดย SCGP คาดว่าผู้ถือหุ้น Fajar ที่เป็นพันธมิตรในการดำเนินธุรกิจในปัจจุบัน มีโอกาสสูงที่จะใช้สิทธิในการขายหุ้น (put option) ในช่วงกลางปี 2567   ซึ่งการลงทุนนี้จะทำให้การลดลงของอัตราส่วนหนี้สินของ SCC ล่าช้าออกไปในระยะสั้น

 

การลดค่าใช้จ่ายลงทุน - ฟิทช์เชื่อว่า SCC จะยังไม่มีแผนการลงทุนขนาดใหญ่ ในช่วงที่สภาวะตลาดยังอ่อนแอและอัตราส่วนหนี้สินยังคงสูง  ดังนั้นฟิทช์ประมาณการค่าใช้จ่ายเพื่อการลงทุนที่ไม่รวมแผนการลงทุนเพิ่มเติมใน Fajar ที่ประมาณ 2.5 หมื่นล้านบาทในปี 2567 และประมาณ 3.0 หมื่นล้านในปี 2568 ซึ่งลดลงจาก 4.0 หมื่นล้านในปี 2566  โดยส่วนใหญ่คาดว่าจะใช้ในการบำรุงรักษาและการปรับปรุงประสิทธิภาพ

 

 

การกำหนดอันดับเครดิตโดยสรุป

SCC มีสถานะทางธุรกิจที่แข็งแกร่งกว่า บริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน) (SCCC, ‘A(tha)’/แนวโน้มเครดิตมีเสถียรภาพ) ซึ่งอยู่ในธุรกิจผลิตภัณฑ์ก่อสร้างเช่นเดียวกัน โดย SCC มีส่วนแบ่งทางการตลาดของปูนซีเมนต์ในประเทศที่สูงกว่า มีขนาดธุรกิจที่ใหญ่กว่า รวมถึงมีการกระจายความเสี่ยงทางภูมิศาสตร์และการกระจายความเสี่ยงของกระแสเงินสดจากหลากหลายธุรกิจกว่า อย่างไรก็ตาม ความแข็งแกร่งทางสถานะทางธุรกิจที่สูงกว่า ได้ถูกลดทอนจากอัตราส่วนหนี้สินของ SCC ที่สูงกว่า SCCC ทำให้อันดับเครดิตของ SCC และ SCCC อยู่ในระดับเดียวกัน

 

เมื่อเปรียบเทียบกับ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (PTTGC, อันดับเครดิต ‘AA(tha)’ แนวโน้มเครดิตเป็นลบ, สถานะเครดิตโดยลำพัง ‘a+(tha)’) ซึ่งเป็นผู้ประกอบการธุรกิจปิโตรเคมีและโรงกลั่นน้ำมันครบวงจรที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย   SCC มีขนาดธุรกิจปิโตรเคมีที่เล็กกว่า แต่มีการกระจายความเสี่ยงในธุรกิจอื่นที่หลากหลายกว่า ซึ่งทำให้ SCC มีความเสี่ยงต่อความผันผวนของธุรกิจปิโตรเคมีที่น้อยกว่า   PTTGC มีสถานะเครดิตโดยลำพังที่สูงกว่าอันดับเครดิตของ SCC อยู่หนึ่งอันดับ เนื่องจาก PTTGC มีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่งกว่า   อย่างไรก็ตาม แนวโน้มเครดิตเป็นลบของ PTTGC สะท้อนถึงความเสี่ยงที่อัตราส่วนหนี้สินของบริษัทฯ มีแนวโน้มที่จะอยู่สูงเกินกว่าที่คาด

 

SCC มีอันดับเครดิตสูงกว่าสถานะเครดิตโดยลำพังของบริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) (TOP, อันดับเครดิต ‘A+(tha)’ แนวโน้มเครดิตมีเสถียรภาพ, สถานะเครดิตโดยลำพัง ‘a-(tha)’) ซึ่งเป็นผู้ดำเนินธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันที่มีกระบวนการกลั่นน้ำมันแบบคอมเพล็กซ์และเป็นรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย อยู่หนึ่งอันดับ ซึ่งสะท้อนถึงสถานะทางธุรกิจของ SCC ที่ดีกว่า   SCC มีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่แข็งแกร่งกว่า และมีการกระจายความเสี่ยงของกระแสเงินสดจากหลากหลายธุรกิจกว่า โดยทั้งสองบริษัทมีฐานะทางการเงินที่ใกล้เคียงกัน

 

สมมุติฐานที่สำคัญ

สมมุติฐานที่สำคัญของฟิทช์ที่ใช้ในการประมาณการ

-               รายได้รวมลดลงในอัตราประมาณร้อยละ 15 ในปี 2566 (ปี 2565 มีอัตราการเติบโตร้อยละ 7.5) และเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 15 ในปี 2567 ส่วนใหญ่เป็นผลจากดำเนินการผลิตอย่างเต็มรูปแบบของโครงการ LSP

-               EBITDA  Margin ยังคงอ่อนแออยู่ ที่ระดับร้อยละ 8 ในปี 2566 และเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 10-12 ต่อปี ในปี 2567-2568 จากการฟื้นตัวของส่วนต่างระหว่างราคาผลิตภัณฑ์กับวัตถุดิบของผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี และการฟื้นตัวของราคาขายบรรจุภัณฑ์

-               ค่าใช้จ่ายเพื่อการลงทุน ประมาณ 4.0 หมื่นล้านบาทในปี 2566, ประมาณ 4.8 หมื่นล้านบาทในปี 2567 และประมาณ 3.0 หมื่นล้านบาทในปี 2568

-               อัตราการจ่ายเงินปันผลต่อกำไรสุทธิ (Dividend Payout) ที่ระดับร้อยละ 40 ในปี 2567-2568

 

ปัจจัยที่อาจมีผลกับอันดับเครดิตในอนาคต

ปัจจัยบวก: 

-               อัตราส่วน EBITDA net leverage ลดลงมาอยู่ในระดับต่ำกว่า 3.5 เท่า อย่างต่อเนื่อง

 

ปัจจัยลบ:

-               กระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่ปรับตัวลดลง หรือการลงทุนโดยให้แหล่งเงินทุนมาจากการกู้ยืม ซึ่งส่งผลให้ EBITDA net leverage สูงกว่า 4.5 เท่า อย่างต่อเนื่อง

-               สถานะทางธุรกิจที่อ่อนแอลง ซึ่งสะท้อนโดย EBITDA ที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง

 

สภาพคล่อง

สภาพคล่องอยู่ในเกณฑ์ที่ดี: SCC มีหนี้สินที่ครบกำหนดชำระในอีก 12 เดือนข้างหน้านับจนถึงสิ้นเดือนกันยายน 2567 จำนวนประมาณ 1 แสนล้านบาท ประกอบด้วยเงินกู้ยืมระยะสั้นสำหรับใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนประมาณ 4.3 หมื่นล้านบาท เงินกู้ระยะยาวที่ครบกำหนดชำระประมาณ 1.2 หมื่นล้านบาท และหุ้นกู้ที่ครบกำหนดไถ่ถอนประมาณ 4.5 หมื่นล้านบาท   สภาพคล่องของ SCC ได้รับการสนับสนุนจากเงินสดและเงินลงทุนที่มีสภาพคล่องเทียบเท่าเงินสด (ตามการปรับปรุงตัวเลขของฟิทช์) จำนวนประมาณ 8.4 หมื่นล้านบาท ณ สิ้นเดือนกันยายน 2566 ซึ่งเพียงพอสำหรับการชำระคืนเงินกู้ระยะยาว และหุ้นกู้ที่จะครบกำหนดไถ่ถอน ในขณะที่ฟิทช์เชื่อว่าเงินกู้ยืมระยะสั้นสำหรับใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนจะสามารถเบิกเงินกู้ใหม่หมุนเวียนทดแทนเงินกู้เดิมได้ เนื่องจากบริษัทฯ มีวงจรเงินสด (cash conversion cycle) ที่มั่นคง

 

ฟิทช์คาดว่ากระแสเงินสดจากการดำเนินงานหลังจากหักค่าใช้จ่ายเพื่อการลงทุนและเงินปันผล (Free cash flow) ที่ติดลบประมาณ 1.3หมื่นล้านบาทในปี 2566 จะถูกสนับสนุนจากแหล่งเงินทุนภายนอก อย่างไรก็ตาม Free cash flow จะกลับมาเป็นบวกในปี 2567 จากค่าใช้จ่ายลงทุนที่ลดลง   นอกจากนี้ SCC ยังมีความสามารถที่จะเข้าถึงตลาดตราสารหนี้ในประเทศ และแหล่งเงินกู้จากธนาคารที่เพียงพอ ในฐานะหนึ่งในกลุ่มบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ

 

เกี่ยวกับบริษัท

SCC เป็นหนึ่งในกลุ่มบริษัทที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มี EBITDA อยู่ที่ระดับ 3.6 หมื่นล้านบาทในปี 2565   SCC มีการกระจายความเสี่ยงในสามธุรกิจหลัก ได้แก่ ธุรกิจปูนซีเมนต์และวัสดุก่อสร้าง ธุรกิจเคมิคอลส์ และธุรกิจแพคเกจจิ้ง โดย SCC มีกำลังการผลิตและส่วนแบ่งการตลาดที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยและในหลายประเทศในอาเซียน

 

 

 

 

อณุภา ศิริรวง

: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

บทความล่าสุด

หุ้นถอย By: แม่มดน้อย

แม่มดน้อย ขี่ไม้กวาดวิเศษ เห็นตลาดหุ้น ยังมีแรงขายมากกว่าแรงซื้อ ราคาหุ้นหลายตัว ถอย ถอยแบบมีชั้นเชิง .....

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้