Today’s NEWS FEED

News Feed

บล.เอเซีย พลัส : Market Talk

153

 

Fed Minutesไม่สร้างความประหลาดใจ
Top Pick เลือก BEM, STEC และ TFG
Fed Minutes ที่ออกมาดูไม่สร้างความแปลกใจ โดย Fed มีแนวโน้มที่จะขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในอัตรา 0.5% ในการประชุมรองเดือน มิ.ย. และ ก.ค.65หลังจากนั้นน่าจะกลับมาปรับขึ้นครั้งละ 0.25% ทั้งนี้บนความเชื่อที่ตรงกันว่าภาพรวมเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังแข็งแกร่ง ขณะที่เงินเฟ้อสูง อย่างไรก็ตามในมุมของฝ่ายวิจัย ยังคงกังวลเกี่ยวกับการลดขนาด Balance Sheet ของธนาคารกลางสำคัญของโลกเฉพาะอย่างยิ่ง Fed และ ECB เนื่องจากในช่วงระบาดของ Covid-19 Fed ได้เพิ่มขนาดงบดุลขึ้นมาถึง 4.77 ล้านล้านUSD (เพิ่ม114.39%) ขณะที่ ECB เพิ่มขึ้น 4.02 ล้านล้านEuro(เพิ่ม 76.57%) ซึ่งในที่สุดก็จะต้องปรับลดลงมา สร้างแรงกดดันต่อสินทรัพย์ทางการเงินคาดว่า SET Index ยังอยู่ในกรอบแคบช่วง 1615 – 1640 จุด พอร์ตจำลองวันนี้ไม่มีการปรับเปลี่ยน โดยยังคงให้ถือ เงินสดสำรอง 20% เพื่อรอจังหวะซื้อในอนาคต Top Pick เลือก BEM, STEC และ TFG


FOMC Minutes ตามคาด ขณะที่ Market Earning Yield Gap ของเราดูดีกว่าการเปิดเผย FOMC Minutes มีผลออกมาตามที่ตลาดคาด โดยที่ประชุมส่วนใหญ่เห็นพ้องต้องกันว่าจำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ย +0.5% ในการประชุม 2 ครั้งหน้า (14 – 15มิ.ย. และ 26-27 ก.ค. 65) เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้น ทั้งนี้คณะกรรมการ Fed เชื่อว่าเศรษฐกิจสหรัฐมีความแข็งแกร่งมากพอที่จะทำให้Fedสามารถใช้นโยบายการเงินเชิงรุกต่อไปได้โดยไม่ทำให้เศรษฐกิจเข้าสู่ Recession ทำให้ตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวขึ้นทุกดัชนีโดย Dowjones +0.6%, S&P500 +1%,Nasdaq +1.5%


และหากพิจารณา Fed Fund Futures ณ ปัจจุบันเทียบกับ 2 เดือนที่ผ่านมา จะเห็นการเคลื่อนไหวที่ Shift ขึ้นทั้งเส้น โดยล่าสุดคาดดอกเบี้ยปลายปีอยู่ที่ 2.75% โดยการประชุม 2 ครั้งหน้าคาดขึ้นครั้งละ 0.5% และอีก 3 ครั้งที่เหลือคาดขึ้นครั้งละ 0.25%

 

ตามกลไกการลดสภาพคล่องหรือเร่งขึ้นดอกเบี้ย ถือว่ากดดัน Valuation พอสมควร โดยหากประเมินจาก Forward MEYG ของสหรัฐฯ และโลก (ตลาดคาดดอกเบี้ยสหรัฐขยับขึ้นอีก 1.75% ในช่วงที่เหลือของปีมาอยู่ที่ 2.75%) อยู่ที่ 3.0% และ 3.6% ตามลำดับส่วนตลาดหุ้นไทยถือว่าได้เปรียบกว่ามาก โดยแม้คาดว่าจะขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้งในช่วงท้ายปีมาอยู่ที่ 0.75% แต่ก็มีแรงกดดันต่อ Forward MEYG เพียงเล็กน้อย โดยยังยืนระดับสูงอยู่ที่ 4.7% และสูงกว่าประเทศพัฒนาแล้วมาก

 

สรุป การขึ้นดอกเบี้ยเชิงรุกของสหรัฐฯ เพื่อสกัดเงินเฟ้อ ส่งผลให้ Forward MEYGของสหรัฐฯ และไทยต่ำลง แต่ในมุม Valuation ตลาดหุ้นไทยยังได้เปรียบและน่าสนใจอยู่ในเชิงเปรียบเทียบหลายประเทศกังวลปัญหาอาหารขาดแคลน…หนุนราคาสินค้าเกษตรสูงขึ้นปัจจุบันโลกเผชิญกับปัญญาเงินเฟ้อ (สินค้าราคาแพง) ทั้งจากการฟื้นของเศรษฐกิจหลังเกิดโควิดมานาน รวมถึงสงครามรัสเซียยูเครนที่ยืดเยื้อ แต่ในมุมกลับกันยังมีกลุ่มหุ้นที่ได้ประโยชน์จากประเด็นนี้ โดยฝ่ายวิจัยทำการวิเคราะห์แบ่งออกตามกลุ่ม Soft -Commodity ต่างๆ ที่ผลดีบริษัทใดบ้าง ดังนี้


1.ราคาไก่เป็นล่าสุดอยู่ที่ 43 บาท/กก. ปรับเพิ่มขึ้น 2.4% จากสัปดาห์ก่อน ถือว่าอยู่ในระดับสูงสุดในรอบ 6 ปี โดยล่าสุดประเทศมาเลเซียประกาศจะระงับการส่งออกไก่ 3.6ล้านตัว/เดือน (9 พันตัน/เดือน) ตั้งแต่ 1 มิ.ย. 65 หรือคิดเป็นปริมาณราว 6.3 หมื่นตันในปี 2565 คิดเป็น 10% ของปริมาณการส่งออกไก่ของไทย เพื่อป้องกันปัญหาอาหารขาดแคลนและราคาไก่ในประเทศมาเลเซียที่ปรับสูงขึ้นมาก ถือเป็นผลบวกต่อผู้ประกอบการไก่ไทย ได้แก่ GFPT (FV@B17) TFG (FV@B6) และ CPF (FV@B32) ที่จะได้ลูกค้าใหม่ เช่น สิงคโปร์ หันมาสั่งซื้อไก่จากไทยมากขึ้น

2.ราคาสุกรหน้าฟาร์มก็ปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จนล่าสุดอยู่ที่ 113 บาท/กก. เพิ่มขึ้นถึง8.7% จากสัปดาห์ก่อน ทำจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ จากปัญหาสุกรขาดแคลน ถือเป็นผลบวกต่อผู้ประกอบการสุกรในไทย ได้แก่ TFG (FV@B6) และ CPF (FV@B32)


3.ราคาวัตถุดิบกากถั่วเหลืองโลกล่าสุดอยู่ที่ 423.3 ดอลลาร์สหรัฐฯ/ตัน ทรงตัวจากสัปดาห์ก่อน แต่ก็ลดลง 10% ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา หลังจากที่ราคาปรับสูงขึ้นไปมากในช่วงต้นปี 2565 ถือเป็นผลบวกต่อผู้ประกอบการฟาร์มเลี้ยงสัตว์ที่จะมีต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์ลดลง บวกต่อ TFG (FV@B6) CPF (FV@B32) และ GFPT (FV@B17)


4.ราคาน้ำมันปาล์มดิบโลกล่าสุดอยู่ที่ 6.93 พันริงกิต/ตัน เพิ่มขึ้น 4.4% wow จากความกังวลภัยแล้ง ทำให้แนวโน้มผลผลิตปาล์มออกสู่ตลาดลดลง โดยก่อนหน้านี้อินโดนีเซีย (ผู้ผลิตน้ำมันปาล์มดิบรายใหญ่สุดของโลก ราว 60% ผลผลิตทั้งหมด) ได้ประกาศระงับส่งออกน้ำมันปาล์มชั่วคราวตั้งแต่ 28 เม.ย. 65 แต่ก็ได้ยกเลิกประกาศดังกล่าวไปแล้วตั้งแต่วันที่ 23 พ.ค. 65 โดยราคาน้ำมันปาล์มปัจจุบันอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง ถือเป็นผลบวกต่อผู้ประกอบการน้ำมันปาล์มดิบ UVAN UPOIC และ VPO และผู้ประกอบการน้ำมันปาล์มครบวงจร CPI และ LST


5.ราคาน้ำตาลดิบโลกล่าสุดอยู่ที่ 19.68 เซ็นต์/ปอนด์เพิ่มขึ้น 5.7% ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยคาดปริมาณน้ำตาลโลกปี 2564/65 จะอยู่ในภาวะสมดุล อย่างไรก็ตามล่าสุดอินเดีย (ผู้ผลิตน้ำตาลรายใหญ่อันดับ 2 ของโลก) ประกาศจำกัดส่งออกน้ำตาลไม่เกิน 10 ล้านตัน จนถึงต.ค. 65 (หลังจากอินเดียระงับส่งออกข้าสาลีตั้งแต่ 15 พ.ค. 65)

ฝ่ายวิจัยประเมินว่าประเด็นดังกล่าวจะไม่ส่งผลต่อราคาน้ำตาลโลก เพราะปกติอินเดียส่งออกน้ำมันไม่เกิน 10 ล้านตัน/ปี อยู่แล้ว แต่เป็นประด็นที่ต้องติดตามว่าจะมีประเทศอื่นจำกัดการส่งออกน้ำตาลอีกหรือไม่ เช่น บราซิลที่เป็นผู้ผลิตและส่งออกน้ำตาลรายใหญ่สุดของโลก ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยให้น้ำหนักแนวโน้มกำไกลุ่มน้ำตาลจะฟื้นตัวในปี 2565ผลบวกจากแนวโน้มราคาขายน้ำตาลและแนวโน้มผลผลิตน้ำตาลที่สูงขึ้น จึงแนะนำซื้อKSL (FV@B4.50) และเก็งกำไร KTIS KBS และ BRR


6.ราคายางแท่งโลกล่าสุดอยู่ที่ 1.62 พันดอลลาร์สหรัฐฯ/ตัน เพิ่มขึ้น 3.8% ในช่วง 2สัปดาห์ที่ผ่านมา จากความกังวลแนวโน้มผลผลิตยางพาราจะออกสู่ตลาดลดลง เพราะโรคใบร่วงในต้นยางพาราที่อินโดนีเซีย ทั้งนี้ ล่าสุดประเทศจีนมีการลดภาษีสำหรับการซื้อรถยนต์ เพื่อกระตุ้นยอดขายรถยนต์ในจีน ถือเป็นผลบวกต่อแนวโน้มความต้องการใช้ยางพาราในการผลิตยางล้อมากขึ้น จึงแนะนำซื้อ NER (FV@B10.20) และ STA(FV@B28)นักลงทุนยังต้องคอยรับมือ การทยอยลดงบดุลของ Fed และประเทศอื่นๆ ในช่วงที่เหลือของปีในช่วงที่ผ่านมา สภาพคล่องส่วนเกิน (Fund Flow) ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนตลาดหุ้นมากกว่าพื้นฐาน (Fundamental) สะท้อนได้จาก ดัชนีS&P500และ SET Index ในช่วงที่บริษัทจดทะเบียนเผชิญกับ Covid-19 ปรับตัวเพิ่มขึ้น100% และ 58% ตามลำดับ (วัดผลตอบแทนกลางเดือน มี.ค. 63 ถึง ธ.ค. 64) ขณะที่สภาพคล่องส่วนเกินในระบบถูกอัดฉีดเข้ามาจากงบดุลของ Fed ที่เพิ่มขึ้น 4.77 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ, ECB 4.02 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ, BOJ 0.24 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐรวม 9.2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ม.ค 63 - เม.ย. 65) จนปัจจุบัน Fed มีขนาดงบดุล8.94 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ, ECB 9.27 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ, BOJ 5.7 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ รวม 2.39 แสนล้านเหรียญสหรัฐ


แต่หนึ่งในสิ่งสำคัญที่นักลงทุนต้องเตรียมรับมือต่อจากนี้คือ การเผชิญกับการลดขนาดงบดุลของ Fed 4.75 หมื่นล้านเหรียญต่อเดือน (ในช่วง มิ.ย. - ก.ย. 65) และลดเพิ่มเป็น 9.5 หมื่นล้านเหรียญ (ในช่วง ต.ค. - ธ.ค. 65) รวมช่วงที่เหลือของปี 7 เดือน อาจเห็นการลดงบดุลของ Fed 5.225 แสนล้านเหรียญ (11% ของปริมาณงบดุลที่เพิ่มมาในช่วงโควิด) และ 6% ของปริมาณงบดุลทั้งหมดเบื้องต้นฝ่ายวิจัยฯ ทำการศึกษาหาความสัมพันธ์ตลาดหุ้นไทยกับการลดขนาดงบดุล โดยการประเมินจากสมการ Regression พบว่า การปรับลดขนาดงบดุลของFed ลง -4.75 หมื่นล้านเหรียญ (ราว 0.5% ของงบดุลทั้งหมด) ในเดือน มิ.ย. 65 คาดกดดัน SET Index ลดลงเฉลี่ยราว -9 จุด และในช่วงที่เหลือของปี Fed ลดขนาดงบดุลลง 5.225 แสนล้านเหรียญ คาดกดดัน SET Index ลดลงเฉลี่ย -91 จุด


ประเด็นดังกล่าวถือเป็นความเสี่ยงสำคัญที่นักลงทุนจะต้องเตรียมรับมือตลาดในเดือน มิ.ย. 65 กลยุทธ์แนะนำถือเงินสด 20% - 30% ของพอร์ต รวมถึงพิถีพิถันในการเลือกหุ้นมากขึ้น สำหรับวันนี้ประเมินกรอบการเคลื่อนไหว SET Index 1615 –1640 จุด Toppick วันนี้แนะนำ BEM STEC (หุ้นเปิดเมืองเศรษฐกิจฟื้น) และTFG (ได้ประโยชน์จากปัญหาสุกร-ไก่ขาดแคลน)


RESEARCH DIVISION
บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส
เทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม
นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน และทางเทคนิค
เลขทะเบียนนักวิเคราะห์:004132
ภราดร เตียรณปราโมทย์
นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์
เลขทะเบียนนักวิเคราะห์: 075365
ภวัต ภัทราพงศ์
นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์
เลขทะเบียนนักวิเคราะห์: 11798

 

 

 

อณุภา ศิริรวง

: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

บทความล่าสุด

HotNews: ADVANC กลืน 3BB ซื้อหน่วยลงทุน JASIF มูลค่ารวม 32,420 ลบ.

บอร์ด ADVANC อนุมัติเข้าซื้อกิจการ ทริปเปิลที บรอดแบนด์ -ซื้อหน่วยลงทุน JASIF

หุ้นถดถอย By : แม่มดน้อย

แม่มดน้อย ขี่ไม้กวาดวิเศษ เห็นตลาดหุ้นซึมลง หุ้นถดถอย นักลงทุนห่อเหี่ยว ยิ่งIC ยิ่งเครียด เพราะต้องทำวอลุ่ม เลี้ยงชีพ...

ย่อซื้อ By : เจ๊มดแดง

เจ๊มดแดง ไต่กิ่งมะม่วง ห้วงยังไม่มีตัวแปรเชิงลบใหม่ เกิดขึ้นมา ตลาด ยืนๆได้ แต่ไม่อาจวางใจได้ ด้วยเศรษฐกิจถดถอย

มัลติมีเดีย

กูรูแจกหุ้นเด็ด ประจำเดือน มิถุนายน 2565

ติดตามข่าววงการหุ้น News feed แบบเรียลไทม์ได้แล้วที่ http://www.hooninside.com/ #รู้ลึก​ #รู้จริง​ #คลุกวงในสไตล์กล้

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้