Today’s NEWS FEED

News Feed

บล.เอเซีย พลัส : Market Talk

157


Sentimentจากตลาดต่างประเทศ กดดันต่อ
Top Pick เลือก AOT, BH และ TFG

ตลาดหุ้นสหรัฐที่ปรับตัวลดลงมาแรง จากความกังวลเรื่องเงินเฟ้อระดับสูง ที่นอกจากจะทำให้Fed ต้องใช้นโยบายการเงินเชิงรุก แล้วยังสร้างแรงกดดันมายังผลประกอบการในบางกลุ่มอุตสาหกรรมอย่างค้าปลีก เชื่อว่าน่าจะส่งSentiment เชิงลบมายังตลาดหุ้นบ้านเรา ทั้งนี้ฝ่ายวิจัยยังยืนยันว่า ช่วงเวลาการปรับฐานของ SET Index ยังไม่จบ เนื่องจากปัจจัยหลักที่สร้างความกังวลอันได้แก่ สถานการณ์ รัสเซีย-ยูเครน ทั้งส่วนของการสู้รบและการคว่ำบาตรการค้า ยังคงอยู่ และถือเป็นต้นตอสำคัญของตัวเลขเงินเฟ้อที่จะอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องทั้งปี 2565 โดยตัวเลขเดือน เม.ย. ที่ผ่านมาหลายประเทศยังสร้างตัวเลขสูงสุดในรอบหลาย 10 ปี ภาพรวมคาดว่า SET Index ยังปรับฐานต่อSET Index ยังปรับฐานต่อ กรอบการเคลื่อนไหว 1590 – 1620 จุด พอร์ตจำลองไม่มีการปรับเปลี่ยน โดยให้ถือครองเงินสด 20% และให้ยกจุด StopProfit ให้สูงขึ้น หุ้น Top Pick เลือก AOT, BH และ TFG

 

สงครามยืดเยื้อ = เงินเฟ้อสูงยืดเยื้อ กดดันตลาดหุ้นปรับฐานอีกครั้ง
สงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ยังดูยืดเยื้อ หลังสวีเดนและฟินแลนด์ยื่นใบสมัคร เข้าเป็นสมาชิกองค์การนาโตแล้ว โดยนายกฯ ของสวีเดน กล่าวว่า การยื่นใบสมัครร่วมกับฟินแลนด์เป็นสัญญาณว่า เราจะเป็นหนึ่งเดียวกันในอนาคต และการเป็นสมาชิกนาโตจะเพิ่มความแข็งแกร่งด้านความมั่นคงให้สวีเดน ทางด้านรัสเซีย ตอบโต้ว่า การตัดสินใจของสวีเดนและฟินแลนด์เข้าร่วมนาโต เป็นความผิดพลาดอย่างมหันต์ โดยเตือนทั้ง 2 ประเทศว่าจะสูญเสียอธิปไตยไปบางส่วนจากการเข้าร่วมนาโต และรัสเซียจำเป็นต้องมีมาตรการตอบโต้เพื่อรักษาสมดุล

สถานการณ์ รัสเซีย-ยูเครน ที่ร้อนแรง และยืดเยื้อ เชื่อว่าจะส่งผลต่อเนื่องทำให้ภาวะเงินเฟ้อยังคงสูงในช่วงเวลาที่เหลือของปี โดยเดือน เม.ย.65 ที่ผ่านมาพบว่าเงินเฟ้อหลายประเทศยังน่ากังวล เริ่มจากสหรัฐฯที่ตัวเลขเงินเฟ้อเดือน เม.ย. อยู่ที่ 8.3%YoY ต่อมาด้วยอังกฤษอยู่ที่ 9%YoY และล่าสุดเงินเฟ้อยุโรปประกาศออกมาอยู่ที่ 7.4%YoY ขณะที่ประเทศไทยอยู่ที่ 4.65%YoY ดังรูปด้านล่าง ซึ่งสถานการณ์เงินเฟ้อดังกล่าว กดดันให้ธนาคารกลางของแต่ละประเทศจำเป็นต้องใช้นโยบายการเงินตึงตัวเพื่อลดความร้อนแรงของตัวเลขเงินเฟ้อ โดยเฉพาะอยางยิ่งประเทศในกลุ่มพัฒนาแล้ว ซึ่งล่าสุด ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ยืนยันว่า เฟดไม่ลังเลที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสูงสุดเท่าที่จำเป็นเพื่อสกัดเงินเฟ้อ โดยตลาดคาดว่าเป้าหมายอัตราดอกเบี้ยนโยบายปลายปีว่าจะอยู่ในช่วง 2.5 – 3.5% ขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละค่าย


เหตุปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้วานนี้ตลาดหุ้นปรับฐานแรงโดยสหรัฐฯปรับตัวลง 3.5-5%โดยนักลงทุนกังวลว่าภาวะเงินเฟ้อในสหรัฐขยายวงกว้างมากระทบต่อผลประกอบการของบริษัทค้าปลีก หลังบริษัท Target Corp เปิดเผย EPS 1Q65 ออกมา 2.19 ดอลลาร์/หุ้น ซึ่งต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดที่ 3.07 ดอลลาร์/หุ้น เนื่องจากผลกระทบของปัญหาห่วงโซ่อุปทาน รวมทั้งต้นทุนเชื้อเพลิงและค่าขนส่งที่สูงขึ้น กดดันราคาหุ้นปรับตัวลงกว่า24.9%


โดยรวมทั้ง 2 ปัจจัยความเสี่ยงยังเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด และกดดันสินทรัพย์เสี่ยงผันผวน ส่วนวันนี้คาดกรอบการเคลื่อนไหวของ SET Index อยู่ที่1590-1620 จุด

วันนี้หุ้นค้าปลีกไทย มีโอกาสผันผวนจากความกังวลเงินเฟ้อตามสหรัฐฯฝ่ายวิจัยมองว่าการปรับตัวลงดัชนีS&P500 วันนี้ ซึ่งนำโดยหุ้นกลุ่มค้าปลีก จากความกังวลเรื่องเศรษฐกิจ เงินเฟ้อที่สูงขึ้น และการเพิ่มขึ้นของค่าขนส่ง อาจมี sentimentของเชิงลบต่อราคาหุ้นกลุ่มค้าปลีกในไทยในวันนี้

 

ทั้งนี้แม้ในเชิงปัจจัยพื้นฐานจะยังเชื่อว่าหุ้นกลุ่มค้าปลีกที่เราศึกษา คือ CPALL, MAKRO,CRC, HMPRO อาจได้ผลกระทบจากเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้า เงินเฟ้อ รวมทั้งค่าขนส่งที่สูงขึ้นอยู่บ้าง แต่อย่างไรก็ตามเชื่อว่าแต่ละบริษัทยังมีพื้นฐานที่แข็งแกร่ง โดยมีกำไรในงวด1Q65 รวมกัน 8.2 พันล้านบาท ยังเติบโต 34% YoY และกำไรในช่วงที่เหลือของปี2565 ยังมีแนวโน้มที่ดีเพราะคาดว่าจะได้แรงหนุนจาก 1) ปัจจัยบวกจากเรื่องการเปิดเมือง การเปิดโรงเรียน และการกลับเข้าทำงานในออฟฟิสตามปกติ สนับสนุนให้มีการจับจ่ายมากขึ้น, 2) แต่ละบริษัท ต่างมีนโยบายปรับตัวรับมือกับปัจจัยลบดังกล่าวข้างต้นเพื่อกระตุ้นยอดขายและรักษาอัตรากำไรขั้นต้น (Gross margin) โดย CPALL และHMPRO ได้ทยอยปรับราคาสินค้าขึ้นบ้างแล้ว ตั้งแต่งวด 1Q65 และมีแนวทางอื่นๆเพิ่มเติม เช่น CPALL ลดการจัดโปรโมชั่นลงจากที่ช่วงโควิดระบาด เพิ่มสินค้า Personalcare ชิ้นเล็ก (มาร์จิ้นสูง) , MAKRO ก็ลดการจัดโปรโมชั่นลงเช่นกัน, CRC ซึ่เริ่มปรับราคาสินค้าตั้งแต่ เม.ย 65 ที่ผ่านมา และสินค้าแฟชั่นที่มีมาร์จิ้นสูงยังมีการเติบโตที่ดีส่วน HMPRO ยังพยายามเพิ่มสินค้า Private brand (มาร์จิ้นสูง) ให้มีสัดส่วนมากขึ้นและ 3) ค่าขนส่ง/ยอดขาย ของแต่ละบริษัทยังมีสัดส่วนน้อย ในระดับ 1% - 3% เท่านั้นเบื้องต้นหุ้นกลุ่มค้าปลีกอาจมีความผันผวนจากปัจจัยภายนอก แต่ในทางปัจจัยพื้นฐานยังคงแนะนำซื้อ CPALL, CRC, MAKRO, HMPRO โดยมี CPALL และCRC เป็น top pick โดยช่วงเวลาที่เกิด Panic Sell อาจเป็นโอกาสในการสะสมหุ้นเพื่อถือลงทุนระยะยาว

 

กำไร 1Q65 2.74 แสนล้านบาท อยู่ในระดับที่ดี... ส่วน 2Q65 ติดตามผลกระทบจากเงินเฟ้ออย่างใกล้ชิดล่าสุดบริษัทจดทะเบียนรายงานกำไรงวด 1Q65 ออกมา 618 บริษัท คิดเป็นสัดส่วนMarket Cap. 95% ของบริษัททั้งหมดในตลาด มีกำไรรวมกันอยู่ที่ 2.74 แสนล้านบาท(คิดเป็นสัดส่วน 26% ของประมาณการทั้งปี) และเมื่อเทียบกับกำไรทุกบริษัทในช่วงเดียวกันของปีก่อนเพิ่มขึ้น 9.5%yoy ลดลงเล็กน้อยเล็กน้อยเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน -1.2%qoq


หากลงรายละเอียดเป็น Sector พบว่า กลุ่มที่มีกำไรเติบโตเด่น แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลักๆ
1. หุ้นพลังงาน ได้แรงหนุนจากราคาน้ำมันที่ยืนระดับสูงกว่าปกติอาทิ TOP,BANPU, GULF ฯลฯ
2. หุ้นเปิดเมืองต่างๆ คือ กลุ่มธ.พ., กลุ่มค้าปลีก, กลุ่มอสังหาฯ, กลุ่มการแพทย์และกลุ่มขนส่ง ได้แรงหนุนจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ทยอยฟื้นขึ้นตามลำดับอาทิ KTB KKP, CRC CPALL BJC, AP SPALI, BDMS BH, AOT ฯลฯ
3. หุ้นส่งออก อาทิ กลุ่มอาหาร, กลุ่มเกษตร, กลุ่มชิ้นส่วนฯ ได้แรงหนุนจากค่าเงินบาทอ่อนค่า พร้อมกับราคาสินค้าต่างๆ ที่ทยอยปรับขึ้น อาทิ BR SAPPE,GFPT NER , KCE SVI ฯลฯ

 

แม้ปัจจัยแวดล้อมต่างๆ ยังผันผวน แต่ภาพรวมบริษัทจดทะเบียนยังปรับตัว และรับมือได้ หนุนผลประกอบการงวด 1Q65 ออกมาอยู่ในเกณฑ์ที่ดีและหากไปมองดูประมาณการกำไรทั้งปีจาก Bloomberg Consensus ยังไม่เห็นสัญญาณในการปรับประมาณการกำไรลง เช่นเดียวกับฝ่ายวิจัย ASPS ที่ประเมินกำไร 2565F ที่1.04 แสนล้านบาท คิดเป็น EPS65F 88.9 บาท/หุ้น ถือเป็นอีกหนึ่งสัญญาณผ่อนคลายต่อตลาดหุ้นไทย


อย่างไรก็ตามนักลงทุนเริ่มกลับมากังวลต่อการเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อ สะท้อนจากหุ้นค้าปลีกสหรัฐที่ปรับตัวลงแรงในวานนี้ซึ่งไทยเราเองเริ่มเห็นตัวเลขเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องและล่าสุดเงินเฟ้อไทยเดือน เม.ย. เพิ่มขึ้นอยู่ที่ 4.65% หากยืดเยื้ออาจกระทบต่อต้นทุนในการดำเนินธุรกิจของบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะกลุ่มค้าปลีกที่ล่าสุดมีสัดส่วนMarket Cap. 10.5% ของหุ้นทั้งหมดในตลาด มากสุดเป็นอันดับ 2 ของตลาด รวมถึงกำไร 1Q65 มากสุดเป็นอันดับ 4 ของตลาด และอาจนำไปสู่การปรับประมาณการกำไรลง สร้างความผันผวนให้กับตลาดได้ โดยการปรับตัวลดลงของกลุ่ม COMM ทุกๆ 1%จะกดดัน SET Index ปรับตัวลดลงถึง 1.7 จุดได้


ส่วนวันนี้คาดการณ์กรอบการเคลื่อนไหวของ SET 1590 – 1620 จุด กลยุทธ์การลงทุนในยามตลาดหุ้นผันผวน แนะนำปรับจุดล็อคกำไรของหุ้นในพอร์ตสูงขึ้น ส่วนหุ้น Top pick เลือกหุ้นผันผวนต่ำ BH, AOT และ TFG ได้แรงหนุนจากราคาเนื้อสัตว์ยืนระดับสูง

 

 

RESEARCH DIVISION
บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส
เทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม
นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน และทางเทคนิค
เลขทะเบียนนักวิเคราะห์:004132
ภราดร เตียรณปราโมทย์
นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์
เลขทะเบียนนักวิเคราะห์: 075365
ภวัต ภัทราพงศ์
นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์
เลขทะเบียนนักวิเคราะห์: 117985

 

 

 

 

อณุภา ศิริรวง

: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

บทความล่าสุด

บล.พาย ขนทัพ นลท.เยี่ยมชม รง.PIMO-ไพโม่

บล.พาย ขนทัพ นลท.เยี่ยมชม รง.PIMO-ไพโม่

เล่นชุดใหญ่ By : นายกล้วยหอม

นายกล้วยหอม เห็นหุ้นใหญ่ กลุ่มพลังงาน คึกคัก แบบเล่นชุดใหญ่ หุ้นใหญ่หลายตัว กางปีกสีเขียว........

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้