Today’s NEWS FEED

News Feed

บล.คิงส์ฟอร์ด : บทวิเคราะห์ภาวะตลาดหุ้นรายวัน

248

  • SET วันที่18พ.ค.65 ปิด +5.84จุด อยู่ที่ 1,620.33 จุด มูลค่าการซื้อขาย73,889ลบ.ต่างชาติซื้อ3,496ลบ.สถาบันซื้อ 843ลบ.พอร์ตโบรกขาย171ลบ. NVDR มียอดซื้อสุทธิอยู่ที่2,162 ลบ. มียอดซื้อสุทธิในหุ้นAOT,BDMS,KBANK,BBL,PTTGCและมียอดขายสุทธิSCB,PTT,JMT,BANPU,BEMมูลค่า Short Sales อยู่ที่ระดับ7,733ลบ. หุ้นที่มีปริมาณ Short สูงคือIRPC,ITEL,S-R โดยนักลงทุนต่างประเทศมีสถานะ Long ใน Index Futures จำนวน 12,598สัญญา ยอดสะสมตั้งแต่ต้นปีต่างชาติ Short สุทธิรวม 29,359สัญญา นักลงทุนต่างชาติซื้อพันธบัตรจำนวน899ลบ.
  • ตลาดหุ้นสหรัฐ DJIA -3.57%, S&P500 -4.04%, Nasdaq -4.73%กลุ่มค้าปลีกปรับลดลงนำโดย Target -24.93% หลังรายกำไร Q1/65 ต่ำคาดจากปัญหาห่วงโซ่อุปทาน, ต้นทุนขนส่งสูงขึ้น และลดราคาเพื่อแข่งขัน เช่นเดียวกับ Walmart -6.79% จากความกังวลเงินเฟ้อส่งผลให้กำลังซื้อผู้บริโภคลดลงกลุ่มเทคโนโลยีปรับลดลงจากแนวโน้มเฟดเร่งขึ้นดอกเบี้ย ตลาดหุ้นยุโรป Stoxx600 -1.14% กลุ่มเทคโนโลยี -2.70%, กลุ่มวัสดุพื้นฐานลดลงตามราคาทองแดง หลังรายงาน CPI ยูโรโซน เม.ย. +7.4% YoY และกังวล ECB จะเริ่มขึ้นดอกเบี้ยใน Q3 นี้ ขณะที่ CPI อังกฤษ เม.ย. +9% YoYโดย BOE คาดเงินเฟ้ออังกฤษปีนี้สูงกว่า 10%

Market View

  • ตลาดหุ้นสหรัฐวานนี้ปรับลดลงจากถ้อยแถลงของเจอโรม พาวเวลในงาน Future of Everything Festival ชี้เฟดใช้นโยบายคุมเข้มต่อ จนกว่าเงินเฟ้อจะชะลอตัวลง โดย CME Fed Watch ชี้โอกาส 8% เฟดจะขึ้นดอกเบี้ย 0.50% ในการประชุม 15 มิ.ย. และมีโอกาส 83.2% จะขึ้นอีก 0.50% ในการประชุม 27ก.ค. ส่งผลให้ดอกเบี้ยสหรัฐสิ้นปีนี้มีโอกาสปรับขึ้นไปที่ระดับ 2.75 – 3.00% เพื่อคุมเงินเฟ้อสหรัฐ เม.ย.+8.3% YoY จากราคาพลังงาน +30.3% และราคาอาหาร +9.4% จากวิกฤตรัสเซีย – ยูเครน, จีนล็อกดาวน์ รวมถึงปัญหาห่วงโซ่อุปทานการผลิต โดยนักลงทุนกังวลเฟดจะเร่งปรับขึ้นดอกเบี้ย จนส่งผลให้เศรษฐกิจสหรัฐชะลอตัว กอปรเฟดกำลังจะเริ่มลดขนาดงบดุลจำนวน 4.75 หมื่น ล.ดอลลาร์/เดือน ใน มิ.ย. เป็นอีกปัจจัยอาจส่งผลให้สภาพคล่องตึงตัว วานนี้VIX Index ของ S&P500 ปรับขึ้นอยู่ที่ระดับ 30.96 ส่วนตลาดหุ้นยุโรปปรับลดลง หลังรายงาน CPI ยูโรโซน เม.ย. +7.4% YoY ซึ่งคาดการณ์ ECB มีโอกาสเริ่มปรับขึ้นดอกเบี้ยใน Q3 นี้ และคาดปีนี้ปรับขึ้น 1%ทางฝั่งเอเชียเช้านี้ดัชนีนิเกอิ -2.40% จาก Sentiment ลบของดัชนีหุ้นสหรัฐ และส่งออกญี่ปุ่น เม.ย.ชะลอตัว +12.5% &มี.ค. +14.7% YoY สำหรับดัชนี SET วานนี้ +0.36% ปริมาณการซื้อขายทรงตัว 7.3 หมื่น ลบ. ต่างชาติซื้อ 3.4 พัน ลบ. สถาบันซื้อ 843 ลบ. รายย่อยขาย 4.1 พัน ลบ. โดยได้แรงหนุนจากกลุ่มเปิดเมือง เช่น ค้าปลีก MAKRO, BJC, OR / ขนส่ง AOT,BEM และกลุ่มพลังงาน PTTEP, TOP สะท้อนมุมบวกต่อการฟื้นตัวของกำไรกลุ่มเหล่านี้หลังคลาย ม.ล็อกดาวน์ แต่ระยะสั้นคาดดัชนี SET ถูกกระทบจากความผันผวนตลาดหุ้นโลก และกังวลกำไร บจ.ในครึ่งปีหลังอาจชะลอตัวจากภาวะต้นทุนผลิตและบริการสูงขึ้นตามเงินเฟ้อ

Daily Strategy

  • ดัชนี SET เช้านี้คาดปรับลดลงตามดัชนีภูมิภาค แนะนำซื้อเก็งกำไรบริเวณ 1,590+/- ซื้อกลุ่มอาหาร ASIAN, CPF , TFG, CPI, TWPC (+ราคาอาหารมีแนวโน้มสูงขึ้น )/ กลุ่ม Defensive เช่น ADVANC, GULF / กลุ่มขนส่ง AOT, PSL, TTA, JWD, WICE ( +จีนคลายล็อกดาวน์)
  • GLOCON* (ซื้อ / ราคาเป้าหมาย Consensus A. บาท) งวด 1Q65 รายงานกำไรสุทธิ 17 ล้านบาท +394%YoY เนื่องจากปิดกิจการร้านอาหารทั้ง A&W และ Kitchen Plus หยุดการรับรู้ผลขาดทุน ขณะที่รายได้รวมเติบโต +50%YoY อยู่ที่ 616 ล้านบาท ตามการฟื้นตัวของการบริโภคหลังสถานการณ์ COVID-19 คลี่คลาย แนวโน้ม 2Q65 คาดฟื้นตัวขึ้นต่อ หนุนจากธุรกิจอาหารแปรรูป การส่งออกผลไม้อบแห้ง และบรรจุภัณฑ์ ผู้บริการมองรายได้ทั้งปี 65 ที่ 3 พันล้านบาท จากการรับรู้รายได้ลูกชิ้นทิพย์เต็มไตรมาสตั้งแต่ 2Q65 เป็นต้นไป ประกอบกับการผลิตที่จะดีขึ้นเพราะย้ายสายการผลิตผลิตเสร็จ

SABINA* (ซื้อเก็งกำไร / ราคาเป้าหมาย IAA Consensus 27.25 บาท) กำไรสุทธิ 1Q65 อยู่ที่ 101.6 ลบ. (+29.6% YoY, +4.3% QoQ) ฟื้นตัวดีจากการ Reopening ขณะที่ภาพรวมผลการดำเนินงานในปีนี้มีโอกาสฟื้นตัวต่อเนื่องตามกำลังซื้อของผู้บริโภคผ่านการกระตุ้นจากโครงการต่างๆของภาครัฐฯ และสถานการณ์การระบาดของ Covid-19 ที่ดีขึ้นตามลำดับทั้งในไทย และ ต่างประเทศ (โดยเฉพาะเวียดนาม และ ฟิลิปปินส์) โดยตลาดคาด EPS ปี65 ที่ 1.10 บาท/หุ้น(จาก 0.85 บาท/หุ้น ในปีก่อน) ด้าน SABINA* เองวางเป้ายอดขายปีนี้จะเติบโต +20%YoY กลับไปใกล้เคียงกับระดับสูงสุดที่ทำไว้ในปี62 โดยในแง่ของช่องทางการขายทั้ง 3 ช่องทาง คือ 1.ช่องทางการขายแบรนด์ในประเทศ(Retail Business) 2.ช่องทางขายแบบไม่มีหน้าร้าน(Non-Store Retailing;NSR) 3.ช่องทางการรับผลิต (OEM) จะสามารถเติบโตได้ 20%, 20%, และ 10% ตามลำดับ

Analysts

Apichai Raomanachai           No. 002939

Nopporn Chaykaew             No. 043964

Nattawat Poosunthornsri   Assistant Analyst

Kitti Buabueng           No. 038313

 

 

 

 

 

อณุภา ศิริรวง

: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

บทความล่าสุด

HotNews: PTTEP ตั้งงบลงทุน5 ปี(66-70) 29,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ รองรับเติบโตยั่งยืน

ปตท.สผ. เผยแผนการลงทุนปี 2566 และแผนการลงทุน 5 ปี (ปี 2566-2570) โดยให้ความสำคัญกับการลงทุนที่สอดคล้องกับกลยุทธ์การ.....

เคลื่อนไหว By : แม่มดน้อย

แม่มดน้อย ขี่ไม้กวาดวิเศษ มองSET เคลื่อนไหว แถวๆนี้ แม้รายย่อย ประกาศประท้วงหยุดเทรดวันนี้ ค้านเก็บภาษีขายหุ้น .....

“NER ให้การต้อนรับคณะสื่อมวลชน ในโอกาสเข้าเยี่ยมชมกิจการ ”

“NER ให้การต้อนรับคณะสื่อมวลชน ในโอกาสเข้าเยี่ยมชมกิจการ ”

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้