Today’s NEWS FEED

News Feed

ทริสเรทติ้ง คงอันดับเครดิตองค์กร HMPRO ที่ AA- แนวโน้ม Stable

152

 

สำนักข่าวหุ้นอินไซด์(20กันยายน 2564)---------ทริสเรทติ้ง คงอันดับเครดิตองค์กรของ บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) ที่ระดับ AA- ด้วยแนวโน้มอันดับเครดิต Stable หรือ คงที่ โดยอันดับเครดิตสะท้อนถึงสถานะผู้นำในการแข่งขันในธุรกิจค้าปลีกสินค้าเกี่ยวกับบ้านในประเทศไทยของบริษัท ตลอดจนสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง และเงินทุนหมุนเวียนที่มีการบริหารจัดการเป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม ความแข็งแกร่งดังกล่าวถูกลดทอนลงจากวงจรที่ขึ้นลงของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่อาศัยและอุปสงค์สินค้าเกี่ยวกับบ้านที่อ่อนตัวลงอันเนื่องมาจากผลกระทบที่ยาวนานจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โรคโควิด 19)

ประเด็นสำคัญที่กำหนดอันดับเครดิต
ผลกระทบจากการปิดเมืองเพื่อลดการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19
ทริสเรทติ้งคาดว่ารายได้จากการดำเนินงานของบริษัทในช่วงครึ่งหลังของปี 2564 จะได้รับแรงกดดันจากผลกระทบที่เกิดจากมาตรการปิดเมือง (Lockdown) เพื่อลดการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ในการนี้ ทริสเรทติ้งคาดว่ารายได้จากการดำเนินงานรวมของบริษัทจะลดลงที่ระดับ 11% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้วมาอยู่ที่ระดับ 2.8 หมื่นล้านบาท ซึ่งเกิดจากยอดขายจากสาขาเดิมของบริษัทที่ลดลงในช่วงครึ่งหลังของปี 2564 บริษัทได้มีการปิดสาขาของห้างสรรพสินค้า โฮมโปร เป็นการชั่วคราวจำนวน 29 แห่ง (คิดเป็น 31% ของจำนวนสาขาทั้งหมด) รวมทั้งได้ปิดสาขาของห้าง เมกาโฮม จำนวน 2 แห่ง (21% ของจำนวนสาขาทั้งหมด) และปิดสาขาทั้งหมดของห้างโฮมโปรในประเทศมาเลเซียตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกรกฎาคมไปจนถึงสิ้นเดือนสิงหาคม 2564 อย่างไรก็ตาม รายได้จากการจำหน่ายภายในห้างที่ลดลงก็ได้รับการชดเชยบางส่วนจากการจำหน่ายในช่องทางออนไลน์ที่เพิ่มขึ้น

ทริสเรทติ้งยังคาดด้วยว่ารายได้จากค่าเช่าของบริษัทจะลดลงประมาณ 35% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้วโดยจะอยู่ที่จำนวน 600 ล้านบาทในช่วงครึ่งหลังของปี 2564 และคาดว่าจะฟื้นตัวกลับมาเติบโตที่ระดับ 62% ในปี 2565 และหลังจากนั้นจะเติบโตในระดับคงที่ในปี 2566

ผลกระทบจากโรคโควิด 19 ที่ยาวนานได้ส่งผลกระทบทำให้อุปสงค์ของสินค้าเกี่ยวกับบ้านภายในประเทศในปี 2564 ยังคงอ่อนตัว ทริสเรทติ้งคาดว่ารายได้รวมจากการดำเนินงานของบริษัทจะลดลง 1% ในปี 2564 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนและจะเติบโตที่ระดับ 6%-7% ต่อปีในระหว่างปี 2565-2566

ผลการดำเนินงานปรับตัวดีขึ้น
อัตรากำไรขั้นต้นของบริษัทเพิ่มขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ระดับ 25.9% ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2564 จากระดับ 25.4% ในช่วงเดียวกันของปีก่อนซึ่งเกิดจากการมีสัดส่วนการผสมผสานของผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจยิ่งขึ้นโดยสินค้าที่มีอัตรากำไรสูงเป็นกลุ่มที่ขายดีที่สุด ทริสเรทติ้งคาดว่าอัตรากำไรขั้นต้นของบริษัทจะปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อยในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี 2564 จากผลของการที่ภาครัฐค่อย ๆ ยกเลิกมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19

รายได้จากกลุ่มสินค้าภายใต้ตราสินค้าของบริษัทและสินค้านำเข้าซึ่งมีอัตรากำไรขั้นต้นที่สูงกว่านั้นมีสัดส่วนคิดเป็น 17%-19% ของยอดขายรวมของบริษัทในปี 2563 จนถึง 6 เดือนแรกของปี 2564 ทั้งนี้ บริษัทตั้งเป้าหมายที่จะรักษาสัดส่วนของสินค้าในกลุ่มนี้ให้อยู่ที่ระดับ19% ของยอดขายในปี 2564

อัตราส่วนกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายของบริษัทก็ขยายตัวในช่วงครึ่งแรกของปี 2564 ด้วยเช่นกัน โดยเพิ่มขึ้นเป็น 16% จากระดับ 15.3% ในช่วงเวลาเดียวกันของปี 2563

อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารของบริษัทยังคงเพิ่มขึ้นโดยส่วนใหญ่เป็นค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุง ค่าตอบแทนพนักงาน และค่าใช้จ่ายทางการตลาด ในการนี้ ทริสเรทติ้งคาดว่าอัตราส่วนกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายของบริษัทจะอยู่ที่ระดับ 15%-16% ในช่วงปี 2564-2566

ภาระหนี้มีแนวโน้มที่จะดีขึ้น
หนี้สินทางการเงินที่ปรับปรุงแล้วของบริษัทเพิ่มขึ้น 5.2 พันล้านบาทอันเนื่องมาจากสัญญาเช่าดำเนินงานที่เพิ่มขึ้นจากการที่บริษัทนำมาตรฐานการรายงานทางการเงินของไทย (TFRS) ฉบับที่ 16 มาใช้ อย่างไรก็ตาม อัตราส่วนหนี้สินทางการเงินรวมต่อเงินทุนของบริษัทลดลงมาอยู่ที่ระดับ 41.4% ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2564 จากระดับ 41.7% ณ สิ้นปี 2563

บริษัทมีแผนจะเปิดสาขาของห้างสรรพสินค้าในทุกรูปแบบที่จำนวน 2-5 แห่งต่อปีในช่วง 2-3 ปีข้างหน้าโดยไม่เปลี่ยนแปลงไปจากแผนในช่วงระหว่างปี 2562-2563 ทั้งนี้ บริษัทได้ตั้งงบค่าใช้จ่ายลงทุนที่จำนวนทั้งสิ้น 3-5 พันล้านบาทต่อปีในระหว่างปี 2564-2566 อย่างไรก็ตาม ทริสเรทติ้งก็คาดว่าอัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อเงินทุนของบริษัทจะปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 36%-39% ในระหว่างปี 2564-2566 จากเดิมที่ระดับ 41%-44% ในระหว่างปี 2562-2563 อันเนื่องมาจากความต้องการเงินทุนหมุนเวียนที่ลดลงและฐานเงินทุนที่จะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นหลังการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19

ทริสเรทติ้งคาดว่าอัตราส่วนหนี้สินทางการเงินสุทธิต่อกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายของบริษัทจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็นระดับ 1.5 เท่าในปี 2564 อันเนื่องมาจากผลกระทบของโรคโควิด 19 และหลังจากนั้นจะปรับตัวดีขึ้นเป็นระดับ 1.3-1.4 เท่าในระหว่างปี 2565-2566

มีสภาพคล่องที่ดี
ทริสเรทติ้งคาดว่าบริษัทจะยังคงรักษาสภาพคล่องที่ดีได้ต่อไปในช่วงระยะ 12-18 เดือนข้างหน้า ทั้งนี้ บริษัทมีกำหนดการที่จะต้องชำระหนี้ที่จำนวน 2-5 พันล้านบาทต่อปีในระหว่างปี 2564-2566 ทริสเรทติ้งมีสมมติฐานพื้นฐานว่ากำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายของบริษัทจะอยู่ที่ระดับประมาณ 9.4 พันล้านบาทถึง 1.1 หมื่นล้านบาทต่อปี โดยที่ ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2564 บริษัทมีเงินสดในมือและเงินลงทุนระยะสั้นจำนวน 3.2 พันล้านบาท

มีสถานะเป็นผู้นำทางการตลาดในธุรกิจค้าปลีกสินค้าเกี่ยวกับบ้าน
บริษัทเป็นผู้นำในธุรกิจค้าปลีกสินค้าเกี่ยวกับบ้านในประเทศไทยเมื่อพิจารณาจากยอดขายรวมที่อยู่ในอันดับ 1 ของอุตสาหกรรมมายาวนานมากกว่าทศวรรษ ทั้งนี้ ผู้ประกอบการที่เป็นผู้นำในอุตสาหกรรมทั้ง 6 ราย ได้แก่ โฮมโปร ซีอาร์ซี ไทวัสดุ สยามโกลบอลเฮ้าส์ ดูโฮม บุญถาวร และ อินเด็กซ์ ลิฟวิ่ง มอลล์

รายได้รวมจากยอดขายของบริษัทเพิ่มขึ้นเป็น 5.8 หมื่นล้านบาทในปี 2563 จาก 2.4 หมื่นล้านบาทในปี 2553 ซึ่งคิดเป็นอัตราการเติบโตโดยเฉลี่ยต่อปีที่ระดับ 9% ทั้งนี้ บริษัทมีความสามารถในการทำกำไรที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรม โดยบริษัทมีอัตรากำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายอยู่ในช่วงระหว่าง 14%-17% ตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมาซึ่งถือว่าสูงกว่าผู้ประกอบการรายใหญ่รายอื่นในอุตสาหกรรมที่มีอัตรากำไรโดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 9%-10%

สมมติฐานกรณีพื้นฐาน (สำหรับปี 2564-2566)
รายได้จากการดำเนินงานรวมของบริษัทจะลดลง 1% ในปี 2564 และจะเติบโตที่ระดับ 6%-7% ในระหว่างปี 2565-2566
อัตรากำไรขั้นต้นและอัตรากำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายจะอยู่ที่ระดับ 26%-27% และ 15%-16% ตามลำดับ
ค่าใช้จ่ายลงทุนรวมจะอยู่ที่ประมาณ 3-5 พันล้านบาทต่อปีในระหว่างปี 2564-2566
สมมติฐานอื่น ๆ เป็นไปตามแนวโน้มในอดีต

แนวโน้มอันดับเครดิต
แนวโน้มอันดับเครดิต Stable หรือ คงที่ สะท้อนถึงการคาดการณ์ของทริสเรทติ้งว่าบริษัทจะสามารถรักษาสถานะผู้นำในธุรกิจค้าปลีกสินค้าเกี่ยวกับบ้านในประเทศไทยได้ต่อไป อีกทั้งยังคาดว่าภาระหนี้ของบริษัทจะยังคงอยู่ในระดับที่ยอมรับได้แม้ว่าบริษัทจะมีการขยายธุรกิจก็ตาม

ปัจจัยที่อาจทำให้อันดับเครดิตเปลี่ยนแปลง
อันดับเครดิตมีโอกาสที่จะได้รับการปรับเพิ่มขึ้นได้หากบริษัทสามารถสร้างกระแสเงินสดเพิ่มขึ้นในขณะที่ยังคงสามารถรักษาความแข็งแกร่งของงบการเงินเอาไว้ได้ ในทางตรงกันข้าม อันดับเครดิตอาจได้รับการปรับลดลงหากบริษัทมีผลการดำเนินงานที่อ่อนแอกว่าคาดหรือหากระดับภาระหนี้ของบริษัทสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญไม่ว่าจะมีสาเหตุมาจากการขยายการลงทุนเชิงรุกหรือการมีผลการดำเนินงานที่ปรับตัวลดลงก็ตาม

เกณฑ์การจัดอันดับเครดิตที่เกี่ยวข้อง
- วิธีการจัดอันดับเครดิตธุรกิจทั่วไป, 26 กรกฎาคม 2562
- อัตราส่วนทางการเงินที่สำคัญและการปรับปรุงตัวเลขทางการเงิน, 5 กันยายน 2561

บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) (HMPRO)
อันดับเครดิตองค์กร: AA-
แนวโน้มอันดับเครดิต: Stable

อณุภา ศิริรวง

: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

บทความล่าสุด

HotNews: WHART ลุยลงทุนเพิ่ม 3 โครงการ มูลค่า 5.55 พันลบ. ดันมูลค่าเพิ่มแตะ 4.8 หมื่นลบ.

กองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่าดับบลิวเอชเอ พรีเมี่ยม โกรท (เพิ่มทุนครั้งที่ 6) ประกาศ......

อินดี้ By : แม่มดน้อย

โอมมะลึกกึ๊กกึ๋ยย์ มะลึกกึ๊กกึ๋ยย์มะลึกกึ๊กกึ๋ยย์......เพี้ยง แม่มดน้อยขี่ไม้กวาดคู่ใจ บินโฉบเฉี่ยวสำรวจตลาดหุ้นไทย....

ฝรั่งซื้อ/ไทยขาย By : เจ๊มดแดง

เจ๊มดแดง ไต่กิ่งมะม่วง ชมเกมหุ้น แย่งชิง ความได้เปรียบ กลยุทธ์คว้ากำไร นั่นคือ เป้าหมายการเล่นหุ้น ฝรั่งซื้อ ทำให้......

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้