Today’s NEWS FEED

News Feed

4 เซียนหุ้น ประสานเสียงซื้อ SCGP ดีบีเอสฯ ใจถึง อัพเป้าใหม่เป็น 52.50 บาท -เคทีบีเอสที คงเป้า 56 บาท

335



สำนักข่าวหุ้นอินไซด์ (27 มกราคม 2564)—บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ออกบทวิเคราะห์ เปิดเผยว่า บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) SCGP ผลประกอบการปกติ 4Q63 และ 2563 เติบโตดีขึ้น จากการขยายธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ และ กลยุทธ์โซลูชันบรรจุภัณฑ์ครบวงจร และ การบรูณาการภายในห่วงโซ่คุณค่า แนวโน้มปี 2564 ผู้บริหารตั้งเป้าหมายจะเติบโต 2 หลัก และ ตั้งงบลงทุน 2 หมื่นล้านบาท เพื่อสนับสนุนการเติบโต เพื่อให้สอดคล้องกับประมาณการของผู้บริหารเราปรับประมาณการเพิ่มขึ้น ทำให้ราคาเป้าหมายเพิ่มขึ้นเป็น 51 บาท (จาก 48 บาท) อิงเป้าหมาย PE ปี 2564 ที่ 25.6 เท่า โดยถ่วงน้ำหนักด้วย Forward PE เฉลี่ย 5 ปี ของกลุ่มพาณิชย์ (69%) และบรรจุภัณฑ์ (31%) ถ้าหากใช้วิธี DCF เพื่อสะท้อนแนวโน้มระยะยาว บนสมมิตฐาน WACC 8% และ L-T terminal growth 2% จะได้ราคาเป้าหมาย 54.7 บาท จ่ายเงินปันผลกำไรปี 2563 เท่ากับ 0.45 บาท เราคงแนะนำ ซื้อ

SCGP ประกาศผลประกอบการ 4Q63 มีกำไรปกติที่ดีขึ้น 1,630 ล้านบาท (+13%QoQ, +38%YoY) ถ้าหากรวมค่าใช้จ่ายพิเศษจะมีกำไรสุทธิที่ดีขึ้นเช่นกัน 1,486 ล้านบาท (+11%QoQ, +24%YoY) ด้านความสามารถทำกำไร EBITDA margin ปรับตัวดีขึ้น 18% จาก 17% ในไตรมาสก่อน และ ปีก่อน แรงหนุนยอดขายที่ปรับตัวดีขึ้น 23,596 ล้านบาท (+1%QoQ, +2%YoY) แม้ว่าจะเผชิญกับภาวะการระบาดของ Covid-19 และ ปัญหาตู้คอนเทนเนอร์ขาดแคลน และผลประกอบการได้แรงหนุนจาก จากการขยายธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ และ กลยุทธ์โซลูชันบรรจุภัณฑ์ครบวงจร และ การบรูณาการภายในห่วงโซ่คุณค่า


จากการประชุมนักวิเคราะห์ ผู้บริหารตั้งเป้าหมายจะเติบโต 2 หลัก โดยตั้งงบลงทุนรวม 2 หมื่นล้านบาท ประกอบด้วยเข้าซื้อ Go-Pak 4.4-5.4 พันล้านบาท เงินลงทุนสำหรับซ่อมบำรุงปรับปรุงประสิทธิภาพ 5 พันล้านบาท โครงการก่อสร้างต่อเนื่องอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ 3 พันล้านบาท และ เราคาดจะมีการเข้าซื้อกิจการ M&P (Mergers & Partnerships) เพิ่มอีก 7 พันล้านบาท จะช่วยหนุนการเติบโต เพื่อให้สอดคล้องกับประมาณการของผู้บริหาร เราปรับประมาณการยอดขาย และ กำไร ปี 2564 เพิ่มขึ้น 6%/7% โดยยอดขายปีนี้จะเติบโต 15.6% สู่ระดับ 107,304 ล้านบาท และ มีกำไรท่ากับ 8,584 ล้านบาท เติบโต 29%

ปัจจัยความเสี่ยงสามารถบริหารจัดการได้ การผลิตภาคอุตสาหกรรมมีการฟื้นตัวดีขึ้น แต่ก็มีความเปราะบางจากการแพร่ระบาด Covid-19 ในขณะที่จะมีกำลังการผลิตใหม่ 2 ล้านตันเข้ามาในภูมิภาค แต่การเติบโตของ อาเซียน และ จีน จะช่วยดูดชับอุปทาน และ SCGP เน้น HVA และ กลยุทธ์โซลูชั่นบรรจุภัณฑ์ครบจร ช่วยลดผลกระทบ ต้นทุนเศษกระดาษนำเข้าปรับขึ้น แต่การบริหารจัดการเศษกระดาษจากภายในประเทศซึ่งมีสัดส่วนถึง 55% ได้ดี

 


บริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า SCGP มีแนวโน้มเติบโตดีต่อเนื่องกำไรสุทธิ 4Q63 มีกำไรสุทธิ 1.49 พันล้านบาท เติบโต +24%YoY แล +11%QoQ โดยรายได้เติบโต +2%YoY, +1%QoQ ทั้งนี้แม้ว่าถูกกระทบจากโควิดระบาดระลอกใหม่ หลายประเทศมีการ Lockdown ทำให้การขนส่งสะดุดตัว ตู้คอนเทนเนอร์ไม่เพียงพอ ค่าขนส่งทางเรือจึงสูงขึ้นทั่วโลก นอกจากนั้นมีกำไร FX 105 ล้านบาทช่วยหนุนด้วย


สำหรับ Core profit งวด 4Q63 เท่ากับ 1.56 พันล้านบาท (+27%YoY, +7%QoQ) โดยมี EBITDA margin 15.8% เพิ่มจาก 4Q62 ที่ 15.2% แต่ลดลงจาก 3Q63 ที่ 17.1%


สำหรับกำไรสุทธิปี 63 เท่ากับ 6.46 พันล้านบาท เติบโต +23%YoY ทั้งนี้บริษัทมีรายได้จากการขายปี 63 เท่ากับ 9.3 หมื่นล้านบาท เติบโตได้ +4%YoY โดยหลักมาจากบรรจุภัณฑ์อาหารและสินค้าดูแลสุขภาพ อนามัย รวมถึง E-commerce ที่เติบโตสูงก็ช่วยหนุนด้วย ด้าน EBITDA ปี 63 เพิ่มขึ้นดี +11%YoY และมี EBITDA margin 18% จากการทำธุรกิจโซลูชั่น, ออกผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีมาร์จิ้นสูง, บริหารต้นทุนได้ดีขึ้น และมี Economy of scale


Outlook : การขยายกำลังการผลิตหนุนกำไรปี 64 บริษัทขยายกำลังการผลิตในอินโดนีเซีย 0.4 ล้านตัน/ปี คาดจะ COD ใน 1Q64 และขยายกำลังการผลิตในฟิลิปปินส์ 0.22 ล้านตัน/ปี จะเริ่ม COD ใน 2Q64 และขยายกำลังการผลิตฟิล์มโพลิเมอร์ในไทย 53 ล้านตรม./ปี ใช้เงินลงทุน 600 ล้านบาท คาดจะ COD ใน 3Q64 ทางฝ่ายวิจัยฯ DBS ประมาณการว่า Core profit ปี 64-65 จะเติบโต +16% และ +17% ตามลำดับ

ธุรกิจไปได้ดีในระยะยาว ซึ่งเป็นผลจากการทำธุรกิจครบวงจร ให้บริการแบบโซลูชั่น และอุปสงค์บรรจุภัณฑ์มีแนวโน้มขยายตัวสูงตามการเติบโตของธุรกิจ E-commerce, การใช้บรรจุภัณฑ์ในตลาดอาเซียนยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตามการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค การเพิ่มขึ้นของชนชั้นกลาง และการขยายตัวของเศรษฐกิจ รวมถึงบริษัทเล็งหาโอกาสซื้อกิจการเข้ามาเพิ่มต่อเนื่อง (บริษัทเพิ่งควบรวมกับ Bien Hoa Packaging Joint Stock Company : SOVI ประเทศเวียดนามแล้วเมื่อธ.ค.63 ซึ่งทาง SCGP ใช้เงินลงทุนซื้อกิจการ 2.7 พันล้านบาท) ทั้งนี้ SCGP ตั้งงบประมาณลงทุนในปี 64 ไว้ที่ 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งเงินลงทุนส่วนหนึ่งมาจาก IPO

Recommendation : แนะนำซื้อ ปรับเพิ่มราคาพื้นฐานขึ้นเป็น 52.50 บาท (เดิม 44 บาท) โดยใช้วิธี DCF เรายังชอบ SCGP สำหรับการลงทุนระยาว เพราะมีหลายปัจจัยเกื้อหนุนดังกล่าวข้างต้น บริษัทประกาศจ่ายปันผลปี 63 เท่ากับ 0.45 บาท/หุ้น ขึ้นเครื่องหมาย XD 7 เม.ย.64 ชำระเงิน 22 เม.ย.64

 


บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบีเอสที จำกัด (มหาชน) คงคำแนะนำ ซื้อ SCGP ด้วยราคาเป้าหมาย 56.00 บาท อิง 2021E PER 30x เทียบเท่า 5-year average PER ของกลุ่ม Commerce บริษัทรายงานกำไรสุทธิ 4Q20 ที่ 1.49 พันล้านบาท +24% YoY, +11% QoQ โดยหากไม่รวมรายการ FX loss กำไรปกติอยู่ที่ 1.6 พันล้านบาท ใกล้เคียงตลาดคาด เป็นไปตามรายได้ธุรกิจ Integrated packaging chain ที่ปรับตัวขึ้น +6% YoY ตามช่วงไฮซีซั่นและอานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในภูมิภาค รวมถึงดอกเบี้ยจ่ายที่ลดลงจากการชำระหนี้คืนบางส่วนหลัง IPO ทั้งนี้ กำไรปกติปี 2020 อยู่ที่ 6.6 พันล้านบาท +31% YoY

ยังคงประมาณการกำไรปกติปี 2021E ที่ 7.9 พันล้านบาท +20% YoY หนุนโดยรายได้รวมเพิ่มขึ้น +14% YoY จากการควบรวม SOVI และ Go-Pak, การขยายกำลังการผลิตใน Fajar, UPPC, และ Prepack ที่ทยอยเสร็จสิ้นใน 2Q-3Q21E และ GPM เพิ่มขึ้นเป็น 21.5% จากปี 2020 ที่ 21%

ราคาหุ้นปรับตัวขึ้น และ outperform SET +7% ในช่วง 3 เดือน จากข่าวความคืบหน้าการเข้าซื้อกิจการ SOVI และ Go-Pak ที่เสร็จสิ้นแล้ว โดยเรามองว่าหุ้น SCGP มีโอกาสที่จะ outperform ต่อจากแนวโน้มกำไรที่จะขยายตัวต่อเนื่อง +17% CAGR (2020-22E) และยังมี upside จากดีลการทำ M&P อื่น ๆ ในอนาคต


กำไร 4Q20 ใกล้เคียงคาด SCGP รายงานกำไรสุทธิ 4Q20 ที่ 1.49 พันล้านบาท +24% YoY, +11% QoQ โดยหากไม่รวมรายการ FX loss กำไรปกติอยู่ที่ 1.6 พันล้านบาท ใกล้เคียงตลาดคาด จาก 1) รายได้ธุรกิจ Integrated packaging chain ปรับตัวขึ้น +6% YoY ตามช่วงไฮซีซั่นของการจับจ่ายใช้สอย การฟื้นตัวของสินค้าคงทน รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในภูมิภาค ขณะที่รายได้ธุรกิจ Fibrous chain (คิดเป็นสัดส่วน 15% ของรายได้ทั้งหมด) ปรับตัวลง -12% YoY ตามคาดจากมาตรการ Work from Home และ E-learning ทำให้ความต้องการใช้เยื่อกระดาษและกระดาษพิมพ์เขียนลดลง, 2) GPM ปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็น 19.1% จาก 4Q19 ที่ 18.5% จากการจัดการต้นทุนและการพัฒนา solution ต่าง ๆ เพื่อเพิ่มมาร์จิ้น, และ 3) ดอกเบี้ยจ่ายลดลงจากการชำระคืนหนี้บางส่วนหลัง IPO ทั้งนี้ กำไรปกติปี 2020 อยู่ที่ 6.6 พันล้านบาท +31% YoY

หลากหลายปัจจัยท้าทายใน 2021E แต่มองว่าทุกอย่างยัง on track ปี 2021E เป็นอีกปีที่บริษัทยังต้องเผชิญหลากหลายปัจจัยท้าทาย โดยเฉพาะในช่วง 1H21E เช่น ปัญหาตู้คอนเทนเนอร์ขาดแคลน ซึ่งส่งผลให้ราคาขนส่งสินค้าเพิ่มสูงขึ้น และปัญหาอุปสงค์การบริโภคที่อาจฟื้นตัวช้า อย่างไรก็ตาม คาดว่าสถานการณ์ต่าง ๆ จะดีขึ้นในช่วง 2H21E ตามปัจจัย COVID-19 ที่ทยอยคลี่คลายหลังการฉีดวัคซีน ขณะที่บริษัทเผยว่าแผนอื่น ๆ ยัง on track ทั้งดีล M&P, แผนธุรกิจหลังการควบรวม SOVI และ Go-Pak, และการขยายกำลังการผลิต โดยบริษัทยังคงคาดการณ์รายได้ปี 2021E จะเติบโต double-digit

คงประมาณการกำไรปกติปี 2021E เราคงประมาณการกำไรปกติปี 2021E ที่ 7.9 พันล้านบาท 20% YoY โดยคงสมมติฐาน 1) รายได้รวมเพิ่มขึ้น +14% YoY หนุนโดยการควบรวม SOVI และ Go-Pak คาดเพิ่มกำไรปี 2021E ราว +8%-+9%, การขยายกำลังการผลิตใน Fajar, UPPC, และ Prepack ที่ทยอยเสร็จสิ้นใน 2-3Q21E และการบริโภคภาคครัวเรือนและการขยายตัวของ E-Commerce ที่ฟื้นตัว และ 2) GPM เพิ่มขึ้นเป็น 21.5% จากปี 2020 ที่ 21%

เราคงคำแนะนำ ซื้อ ด้วยราคาเป้าหมาย 56.00 บาท อิง 2021E PER 30x เทียบเท่า 5-year average PER ของกลุ่ม Commerce โดยเราคงมุมมองบวกต่อ SCGP จาก 1) ทิศทางกำไรที่จะขยายตัวต่อเนื่อง +17% CAGR (2020-22E), 2) position ใน ASEAN ที่แข็งแกร่งมาก, และ 3) มี upside จากดีล M&P ต่อเนื่องนับจากนี้

 


บริษัทหลักทรัพย์ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) แนะนำ "ซื้อเมื่ออ่อนตัว" ราคาเป้าหมาย 49 บาท/หุ้น กำไร 4Q63 เติบโตดี SCGP รายงานกำไรสุทธิ 4Q63 1.5 พันลบ. (+11%QoQ, +24%YoY) ใกล้เคียงกับตลาดคาด รายได้จากการขายเติบโตเล็กน้อย +1%QoQ, +2%YoY เป็น 2.4 หมื่นลบ. โดยรายได้จากสายธุรกิจเยื่อและกระดาษ (สัดส่วน 14%) หดตัว -15%YoY, แต่ +3%QoQ เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้รายได้รวมโตไม่มาก จากผลกระทบ COVID-19 ทำให้ความต้องการใช้เยื่อกระดาษและกระดาษพิมพ์เขียนลดลงจากการทำงานที่บ้านและการปิดสถานศึกษา ทางด้านรายได้หลักจากสายธุรกิจบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจร (สัดส่วน 86%) เติบโต +1%QoQ, +6%YoY จากความต้องการสินค้าอุปโภคบริโภคแข็งแกร่ง โดยเฉพาะอาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงความต้องการสินค้าคงทนช่วงปลายปี สำหรับ EBITDA margin พบว่าดีขึ้น +60 bps YoY แต่หดตัว -130 bps QoQ เป็น 15.8% โดยการเติบโต YoY เกิดจากรายได้เติบโต+การบริหารจัดการต้นทุนที่ดี ขณะที่การหดตัว QoQ เกิดจาก SG&A ที่เพิ่มขึ้นมากเนื่องจากมีค่าใช้จ่ายที่ปรึกษา M&A (ดีล SOVI และ Go-Pak) ทั้งนี้ กำไรทั้งปี 63 ทำได้ 6.5 พันลบ. (+23%YoY) แม้รายได้เติบโตไม่มาก +4%YoY เป็น 9.3 หมื่นลบ. จากการหดตัวของยอดขายกระดาษพิมพ์เขียน แต่อัตรากำไรดีขึ้นมากตามต้นทุนวัตถุดิบและต้นทุนพลังงานที่ลดลง รวมถึงได้ประโยชน์จากต้นทุนการเงินลดลง


มองหาโอกาสลงทุนต่อเนื่อง หลังจากได้เงิน IPO 4.1 หมื่นลบ. SCGP ก็ได้ใช้เงินไปแล้ว 1.7 หมื่นลบ. แบ่งเป็นการคืนหนี้ 1.3 หมื่นลบ. และที่เหลือ 4.0 พันลบ. เป็นงบลงทุน ทำให้มีเงิน IPO คงเหลือ 2.4 หมื่นลบ. เพื่อใช้ลงทุน ทั้งนี้ SCGP ตั้งเป้าลงทุน 2.0 หมื่นลบ. ในปีนี้ ซึ่งสูงขึ้นเท่าตัว โดยส่วนหนึ่งเป็นการลงทุนสำหรับ Maintenance & Efficiency ราว 5 พันลบ. และที่เหลืออีก 1.5 หมื่นลบ. เป็นงบลงทุนเพื่อการเติบโต เราคาดว่า SCGP จะมุ่งเน้นในประเทศที่มีศักยภาพสูงอย่างเวียดนามและในกลุ่มผลิตภัณฑ์บรรจุภัณฑ์สำหรับอาหาร ซึ่งมีศักยภาพเติบโตสูง


1Q64F เป็นไตรมาสที่ท้าทาย ด้วยสถานการณ์ COVID-19 ที่รุนแรงขึ้น รวมถึงมีวันหยุดยาวในช่วงตรุษจีน และสถานการณ์ตู้คอนเทนเนอร์ขาดแคลนทั่วโลกซึ่งจะกระทบต่อภาคการส่งออก ทำให้คาดว่าความต้องการสินค้าบรรจุภัณฑ์จะอ่อนตัวลงใน 1Q64F นอกจากนั้น อัตรากำไรก็จะได้รับผลกระทบจากต้นทุนกระดาษ RCP (Recovered Paper) ที่สูงต่อเนื่อง เนื่องจากค่าขนส่งทางเรือสูงขึ้น และประสิทธิภาพการผลิตกระดาษใช้แล้วลดลง เราคาดว่ามีความเป็นไปได้สูงที่กำไรในไตรมาสหน้าจะหดตัว YoY จากประเด็นลบดังที่กล่าว และฐานกำไรที่สูงมากถึง 1.7 พันลบ. ใน 1Q63A


คำแนะนำ
แนะนำ ซื้อเมื่ออ่อนตัว เรายังไม่ได้จัดทำประมาณการทางการเงินและราคาเป้าหมายสำหรับ SCGP อย่างเป็นทางการ แต่ก็มีมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มธุรกิจระยะยาวจากทั้งฐานธุรกิจเดิมที่ได้ประโยชน์จากความต้องการสินค้าในชีวิตประจำวัน และมีโอกาสเติบโตจากการทำ M&P รวมถึงการเป็นหุ้นที่ได้รับความสนใจจากสถาบันทั้งในประเทศและต่างประเทศ ดังจะเห็นได้จากมียอดซื้อสุทธิผ่าน NVDR +2 พันลบ. และต่างชาติเพิ่มการถือครองหุ้น +1.7% นับตั้งแต่เข้าจดทะเบียน อย่างไรก็ตาม ด้วยราคาหุ้นปรับขึ้นดี +34% จากราคา IPO และทิศทางกำไร 1Q64F น่าจะอ่อนตัวลง ในเชิงกลยุทธ์ จึงแนะนำ ซื้อเมื่ออ่อนตัว เพื่อเปิด Upside ให้สูงขึ้น


ปัจจัยเสี่ยง ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญได้แก่ การแข่งขัน การขาดแคลนวัตถุดิบหรือต้นทุนวัตถุดิบสูงขึ้น การไม่ประสบความสำเร็จในการลงทุนในเชิงกลยุทธ์ ความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน และปัจจัยเศรษฐกิจมหภาคและปัจจัยภายนอกอาจส่งผลกระทบต่อความต้องการผลิตภัณฑ์

 

 

 

 

 

อณุภา ศิริรวง

: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

บทความล่าสุด

HotNews : JWD มั่นใจปั้มรายได้ปีนี้โต 15%

JWD มั่นใจกำไร - รายได้ปี64 ดีกว่าปีก่อน หลังธุรกิจรับฝากและบริหารยานยนต์-บริหารคลังสินค้าอันตรายฟื้นตัว พร้อมวางงบลง...

SETสวนกระแส By : แม่มดน้อย

วันศุกร์แล้ว แม่มดน้อย วันนี้แต่งตัวสวยเป็นพิเศษ ด้วยชุดเขียวทั้งชุด ขี่ไม้กวาดวิเศษ ชมตลาดหุ้นไทย เปล่งประกายลำแส

บาดแผลของนักรบ By : นายกล้วยหอม

หวังชาตินี้ ชาติหน้า ว่ากัน....นายกล้วยหอม เห็นสมรภูมิหุ้นเก็งกำไร หลายตัว เล่นกันแบบ..เจ้าของบ่อน ถอยไป เพราะสุดท้าย

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้