Today’s NEWS FEED

News Feed

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ชี้ Water Footprint เทรนด์การผลิตสินค้าเกษตรที่ตอบโจทย์การใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

143

 

 


สำนักข่าวหุ้นอินไซด์(28 ตุลาคม 2563)----จากการที่ไทยมีการบริโภคน้ำและใช้น้ำในปริมาณมากเพื่อผลิตสินค้าโดยเฉพาะในภาคเกษตร ขณะที่ปริมาณน้ำก็มีแนวโน้มลดลงจากสภาพภูมิอากาศของโลกที่เปลี่ยนแปลงมากขึ้น ทำให้ Water Footprint จะเป็นเทรนด์การผลิตสินค้าของโลกเรื่องหนึ่งที่มีความเป็นไปได้สูงในการเข้ามามีบทบาทในภาคเกษตรมากขึ้นในระยะข้างหน้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่หลายประเทศต่างให้ความสำคัญและตระหนักมากขึ้นในแง่ของการใช้ทรัพยากรน้ำที่มีอยู่จำกัดอย่างยั่งยืน และประเทศผู้นำเข้าสินค้าเกษตรอาจมีแนวโน้มกดดันให้มีการประกาศนำค่า Water Footprint มาใช้เป็นมาตรฐานบังคับให้ประเทศผู้ผลิตต้องดำเนินการไม่ให้สูงเกินกว่าเกณฑ์มาตรฐานดังกล่าว และอาจหยิบยกมาใช้เป็นอุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่มาตรการทางภาษี (Non-Tariff Barriers: NTB) มากขึ้นในระยะข้างหน้า ดังนั้น จะเป็นแนวทางที่ดีมากขึ้นหากไทยสามารถเตรียมความพร้อมทั้งภาคเอกชนและภาครัฐ เพื่อรับมือกับมาตรฐานดังกล่าวที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

จากปัญหาการขาดแคลนน้ำของโลกที่ส่อแววความรุนแรงมากขึ้นในอนาคต จนอาจเป็นวิกฤติเรื่องน้ำโดยเฉพาะน้ำเพื่อใช้ในภาคการเกษตร ทำให้ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า เทรนด์การผลิตสินค้าเกษตรของโลกที่มีการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพอย่าง Water Footprint กำลังเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่มีความสำคัญและจะเข้ามามีบทบาทในภาคเกษตรมากขึ้นในระยะข้างหน้า เนื่องจากเป็นประเด็นที่หลายประเทศต่างให้ความสำคัญมากขึ้นในแง่ของการใช้ทรัพยากรน้ำเพื่อผลิตสินค้าอย่างยั่งยืน ซึ่ง Water Footprint ในสินค้าเกษตรจะเป็นตัวชี้วัดว่า สินค้าเกษตรที่มีการผลิตขึ้นมาจนกระทั่งเป็นสินค้าไปสู่มือผู้บริโภคนั้น ทั้งกระบวนการผลิตตั้งแต่ปลูก/เลี้ยง ไปจนกระทั่งสินค้าถูกแปรรูปไปถึงมือผู้บริโภค (ตลอดวัฏจักรชีวิตผลิตภัณฑ์) มีการใช้น้ำตลอดกระบวนการผลิตมากน้อยเพียงใด โดยฉลากสินค้าที่ระบุ Water Footprint นี้จะเป็นตัวบ่งบอกถึงกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มีการใช้น้ำอย่างประหยัดและรับผิดชอบต่อสังคมมากน้อยแค่ไหน ซึ่งสินค้าที่มี Water Footprint ต่ำย่อมได้รับความสนใจจากผู้บริโภคที่ตระหนักถึงความยั่งยืนในทรัพยากรน้ำมากกว่าสินค้าที่มี Water Footprint สูง เพราะมีการใช้น้ำอย่างประหยัดในการผลิตสินค้าแบบยั่งยืน จึงทำให้ Water Footprint เป็นกระแสใหม่ที่มาแรงในแง่ของการรักษ์โลกอย่างยั่งยืนที่หลายประเทศได้ตระหนักมากขึ้นในการผลิตสินค้า

 

หากหันกลับมามองที่ประเทศไทย ในด้านของการบริโภคน้ำภายในประเทศของไทย จะพบว่า ไทยมีการบริโภคน้ำภายในประเทศสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก (ไทยเป็นอันดับที่ 3 ของโลกที่ 2,223 ลูกบาศก์เมตรต่อคนต่อปี รองจากอันดับ 1 คือ สหรัฐอเมริกาที่ 2,480 และอันดับ 2 คือ อิตาลีที่ 2,332 ลูกบาศก์เมตรต่อคนต่อปี) โดยเฉพาะคนไทยใช้น้ำไปกับการบริโภคสินค้าในภาคเกษตรคิดเป็นสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 90 ซึ่งนับว่าเป็นสัดส่วนที่อยู่ในระดับสูง เหตุผลเนื่องจากรูปแบบการบริโภค (Consumption Pattern) ของคนไทยที่บริโภคสินค้าจำเป็นอย่างสินค้าเกษตรและอาหารจำนวนมาก ซึ่งเป็นสินค้าที่ไทยสามารถผลิตเพื่อบริโภคเองได้ในประเทศเป็นหลัก จึงเป็นการบริโภคน้ำในประเทศในสัดส่วนที่สูงด้วย (Internal Water Footprint) และจะมีบางส่วนที่ต้องนำเข้าสินค้าเกษตรและอาหารจากต่างประเทศ (เช่น ถั่วเหลือง) ซึ่งจะเป็นความต้องการน้ำที่แฝงมาด้วยผ่านการบริโภคสินค้าเกษตรและอาหารที่ไทยต้องนำเข้าจากต่างประเทศ (Virtual Water Import) โดยจะอยู่ในสัดส่วนที่น้อย ดังนั้น ค่า Water Footprint ของการบริโภคน้ำภาคเกษตรของไทยจึงอยู่ในระดับสูง

สำหรับในด้านของการผลิตสินค้าเกษตรของไทย ที่สะท้อนผ่านการใช้น้ำเพื่อการผลิตสินค้าเกษตรของไทย ซึ่งเป็นด้านสำคัญที่จะใช้เป็นตัวชี้วัดค่า Water Footprint ในการวิเคราะห์ครั้งนี้ โดยพบว่า จากการที่ไทยเป็นประเทศผู้ผลิตสินค้าเกษตรและอาหารที่สำคัญของโลก และด้วยโครงสร้างภาคเกษตรของไทยที่เน้นการส่งออกสินค้าเกษตรมากกว่าการใช้ในประเทศ ผนวกกับไทยอยู่ในฐานะเป็นประเทศผู้ส่งออกสินค้าเกษตรหลักของโลกด้วยเช่นกัน จึงทำให้ทรัพยากรน้ำของไทยที่ถูกนำไปใช้ในการผลิตสินค้าเกษตรที่เกิดขึ้นทั้งหมด จะเป็นผลรวมของปริมาณน้ำที่ใช้ในการผลิตสินค้าเกษตรและอาหารเพื่อคนไทยเอง (Internal Water Footprint) และปริมาณน้ำที่แฝงไปสำหรับใช้ในการผลิตสินค้าเกษตรและอาหารเพื่อส่งออกไปยังต่างประเทศ (Virtual Water Export) ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูง นอกจากนี้ ค่า Water Footprint การผลิตสินค้าเกษตรของไทยที่สูง ยังขึ้นอยู่กับค่าความต้องการน้ำของพืช (Crop Water Requirement) แต่ละชนิด ซึ่งพืชเกษตรที่สำคัญของไทยอย่างข้าว ซึ่งเป็นพืชประเภทที่ใช้น้ำเยอะ ประกอบกับสภาพภูมิอากาศของไทยที่มีภาพรวมฝนตกอยู่ในเกณฑ์ดี ทำให้พืชดูดซึมน้ำได้ดี ในขณะที่ความเสื่อมโทรมของดิน (ดินไม่อุ้มน้ำ มีการระเหยของน้ำ) และพื้นที่เกษตรส่วนใหญ่อยู่นอกเขตชลประทาน รวมถึงการใช้เทคโนโลยีด้านการเกษตรของไทยยังน้อย ทำให้ภาพรวมผลผลิตสินค้าเกษตรอยู่ในระดับต่ำ ดังนั้น ค่า Water Footprint ของการผลิตสินค้าเกษตรของไทยจึงอยู่ในระดับสูง เช่น สินค้าข้าว น้ำตาลทราย ไก่แปรรูป ของไทยที่มีค่าเฉลี่ยของ Water Footprint สูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลก

ทั้งนี้ แม้ค่า Water Footprint ในการผลิตสินค้าเกษตรของไทยจะเป็นการใช้น้ำไปในการผลิตสินค้าภาคเกษตรพืชเป็นหลัก อย่างไรก็ดี ยังเป็นผลรวมคาบเกี่ยวไปในการใช้น้ำในภาคเกษตรสัตว์ผ่านรูปแบบการบริโภคเนื้อสัตว์ที่คนไทยบริโภคค่อนข้างสูง (ล้อไปกับการขยายตัวของเศรษฐกิจและจำนวนประชากร) ซึ่งจะเกี่ยวโยงกับน้ำที่ใช้ในการแปรรูปเนื้อสัตว์ด้วย จึงมีผลต่อกิจกรรมการผลิตภาคเกษตรที่หลากหลาย จึงจำเป็นต้องใช้น้ำปริมาณมาก ทั้งในแง่ของน้ำดีที่ต้องใช้ในการผลิตและน้ำเสียที่เกิดขึ้นจากกระบวนการผลิต

• ขณะที่เมื่อมองไปยังฝั่งของอุปทานน้ำ ที่สะท้อนได้จากการบริหารจัดการน้ำของไทย พบว่า ปัญหาการขาดแคลนน้ำเริ่มเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งและต่อเนื่องยาวนานมากขึ้น โดยวิกฤติการณ์น้ำในอดีตส่วนใหญ่เป็นการขาดแคลนน้ำในฤดูแล้งตามวงจรธรรมชาติ แต่ในปัจจุบันการขาดแคลนน้ำนอกจากจะเกิดตามฤดูกาลแล้ว ยังเกิดจากปริมาณน้ำฝนที่แปรปรวนมากขึ้น เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ที่ส่งผลต่อปริมาณน้ำท่าและน้ำใต้ดินในระยะยาว ซึ่งจะทำให้ไทยมีแนวโน้มประสบภาวะภัยแล้งบ่อยครั้งและทวีความรุนแรงมากขึ้น พิจารณาได้จาก ในฝั่งของอุปทานน้ำ (Water Management) แม้ว่าไทยจะมีทรัพยากรน้ำที่อุดมสมบูรณ์หรือมีต้นทุนน้ำที่ดี แต่ไทยยังมีปัญหาเรื่องการกักเก็บน้ำที่ไม่มีประสิทธิภาพ โดยไทยสามารถกักเก็บได้เพียงร้อยละ 5.6 ของปริมาณน้ำทั้งหมด และยังน้อยเมื่อเทียบกับบางประเทศ เนื่องจากส่วนหนึ่งเป็นเรื่องของการวางผังเมืองกับผลกระทบต่อการไหลของน้ำ/การผันน้ำ และฝนที่ตกท้ายเขื่อน ขณะที่ในฝั่งของอุปสงค์น้ำ (Water Demand) พบว่า ไทยมีการใช้น้ำในปริมาณมากตามการขยายตัวของเศรษฐกิจและจำนวนประชากร ซึ่งมากกว่าความสามารถในการกักเก็บน้ำของไทยกว่า 2.4 เท่า ทำให้เกิดความไม่สมดุลกันระหว่างอุปทานและอุปสงค์ของน้ำอย่างชัดเจน


ทั้งนี้ หากมองลึกลงไปในแง่ของผลกระทบด้านน้ำที่มีต่อภาคเกษตรไทย จากแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก โดยเฉพาะที่เกิดจากภาวะโลกร้อนและยังมีการคาดการณ์ว่าอุณหภูมิของโลกจะมีแนวโน้มเลวร้ายมากขึ้นอีกในอนาคต จะยิ่งเป็นการตอกย้ำถึงผลกระทบต่อการเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญที่อาจพบได้บ่อยครั้งขึ้น ก่อให้เกิดภาวะภัยแล้งถี่ขึ้นและยาวนานกว่าปกติ รวมถึงอาจเกิดฝนตกล่าช้ามากขึ้นในช่วงฤดูฝน ส่งผลโดยตรงต่อภาคการผลิตที่สำคัญอย่างภาคเกษตรที่ต้องใช้น้ำจากธรรมชาติเป็นหลัก แสดงจากข้อมูลดัชนี Oceanic Nino Index: ONI ซึ่งชี้วัดการเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญและลานีญา พบว่า ปีที่เกิดเอลนีโญจะทำให้อัตราการขยายตัวของผลผลิตสินค้าเกษตรหดตัว สะท้อนถึงปัญหาที่สำคัญคือ การขาดแคลนน้ำในภาคเกษตรที่สร้างความเสียหายต่อผลผลิตการเกษตร และจะมีแนวโน้มทวีความรุนแรงมากขึ้นอีกในระยะข้างหน้าจากภาวะโลกร้อน โดยเฉพาะพื้นที่นอกเขตชลประทานที่มีมากถึงร้อยละ 75 ของพื้นที่การเกษตรทั้งประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ดังนั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ไทยควรเร่งสร้างความสมดุลระหว่างอุปทานของน้ำและอุปสงค์ของน้ำให้มากที่สุด ซึ่งในฝั่งของการบริหารจัดการด้านอุปทานน้ำของไทย นับว่าเป็นเรื่องที่ควบคุมได้ยาก ตลอดจนแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศจะยิ่งกดดันทำให้ปริมาณน้ำมีแนวโน้มลดลง ดังนั้น ไทยจึงควรมุ่งเน้นไปที่การปรับเปลี่ยนด้านการผลิตสินค้าเกษตรที่ต้องมีการใช้น้ำอย่างประหยัดมากขึ้น ทั้งในส่วนของการใช้น้ำเพื่อการผลิตสินค้าเกษตรเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งจะส่งผลต่อเนื่องให้ในท้ายที่สุด ผู้บริโภคที่มีแนวโน้มตระหนักด้านสิ่งแวดล้อม จะมีทางเลือกในการเลือกซื้อสินค้าเกษตรที่ใช้น้ำน้อย และจะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคสินค้าเกษตรไปสู่สินค้าที่ใช้น้ำน้อยตามมามากขึ้นด้วย ซึ่งน่าจะเป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายกว่าและสามารถวางแผนได้ในแง่ของการผลิตสินค้าเกษตรในอนาคต ท่ามกลางภาวะที่แนวโน้มทรัพยากรน้ำมีอยู่อย่างจำกัด

 

• มองต่อไปในระยะข้างหน้า จากเทรนด์การผลิตสินค้าเกษตรที่คำนึงถึงปริมาณการใช้น้ำตลอดกระบวนการผลิตอย่าง Water Footprint จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และจะเป็นแรงกดดันให้ผู้ผลิตสินค้าเกษตรต้องคำนึงถึงค่า Water Footprint ด้วย ดังนั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า มีความเป็นไปได้สูงที่ในระยะข้างหน้า ประเทศผู้นำเข้าสินค้าเกษตรที่หันมาตระหนักเรื่องสิ่งแวดล้อม เช่น สหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา อาจมีแนวโน้มกดดันให้มีการประกาศนำค่า Water Footprint มาใช้เป็นมาตรฐานบังคับให้ประเทศผู้ผลิตต้องดำเนินการไม่ให้สูงเกินกว่าเกณฑ์มาตรฐานดังกล่าว และอาจหยิบยกมาใช้เป็นอุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่มาตรการทางภาษี (Non-Tariff Barriers: NTB) เพราะผู้บริโภคเริ่มตระหนักและให้ความสำคัญกับการผลิตสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน แม้ขณะนี้ Water Footprint ในไทยจะยังไม่ได้บังคับเป็นมาตรฐานให้ผู้ผลิตสินค้าเกษตรเพื่อการส่งออกต้องดำเนินการ แต่จะเป็นแนวทางที่ดีมากขึ้นหากไทยสามารถเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับมาตรฐานดังกล่าวที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตหากภาครัฐมีการบังคับใช้เป็นกฎหมาย เพราะนอกจากจะเป็นการบรรเทาปัญหาการขาดแคลนน้ำและนำไปสู่แนวทางการใช้น้ำอย่างยั่งยืนมากขึ้นแล้ว การมีฉลาก Water Footprint บนผลิตภัณฑ์จะยังเป็นการสร้างจุดเด่นและสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับสินค้าในแง่ของความยั่งยืนของผลิตภัณฑ์ ตลอดจนหากผู้ผลิตทราบถึงระดับของ Water Footprint ของผลิตภัณฑ์ตัวเองแล้วว่าใช้ทรัพยากรน้ำในการกระบวนการผลิตเท่าใด ก็จะสามารถแก้ปัญหาเพื่อลดการใช้น้ำได้อย่างตรงจุด รวมถึงจะเป็นการยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตรไทยเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าได้ในระยะยาวอีกด้วย

 

นอกจากนี้ ยังมีแนวทางอื่นในด้านการผลิตเพื่อลดการใช้น้ำในภาคเกษตรเพิ่มเติม เช่น การสนับสนุนให้เกษตรกรไทยตระหนักถึงการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยการหันไปเพาะปลูกพืชที่เป็นแบบระบบน้ำหยด (Drip Irrigation) มากขึ้น ซึ่งแม้จะยังไม่สามารถทำครอบคลุมได้กับทุกพืชของไทย แต่ก็เป็นแนวทางที่ดีในการลดการใช้น้ำในพืชสำคัญอย่างข้าว มันสำปะหลัง ผัก ผลไม้ เป็นต้น รวมถึงการพัฒนาด้านเทคโนโลยีเกษตรและนำมาปรับใช้ การใช้ที่ดินและน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ การวิจัยและพัฒนาพืชสายพันธุ์ใหม่ที่ทนแล้ง รวมถึงการเลือกเพาะปลูกพืชพันธุ์ที่ใช้น้ำน้อย ก็เป็นทางเลือกที่ควรต้องดำเนินการไปพร้อมๆกันอย่างเร็วที่สุดด้วยเช่นกัน เพื่อเป็นการใช้ทรัพยากรน้ำที่มีอยู่อย่างจำกัดได้อย่างยั่งยืน

 

 

 

 

 

อณุภา ศิริรวง

: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

บทความล่าสุด

แรงซื้อยังมี By : แม่มดน้อย

แม่มดน้อย ขี่ไม้กวาดวิเศษ เห็นภาพรวมตลาดหุ้นไทย ยังคงมีแรงซื้อบิ๊กแคปเข้ามาต่อเนื่อง พลังงาน ไอซีไอ เป็นตัวนำ ขณะที่

ขาขึ้น By : นายกล้วยหอม

นายกล้วยหอม เห็นความแรงของSET ของราคาหุ้นบิ๊กแคป บ่งชี้ รอบของขาขึ้น มาแล้ว วานนี้ ชัดเจนสุด แต่สิ้นสุด เมื่อไร

บวกได้แรง By : เจ๊เยเลน ณ Wall Street

บวกได้แรง!! ดัชนีตลาดหุ้นไทยวันนี้ปิดที่ 1,420 จุด บวก 31.09 จุด บวก 2.24% ทะลุแนวต้าน 1,400 จุด ขึ้นมาได้แรงท่ามกลาง

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้