Today’s NEWS FEED

News Feed

(เพิ่มเติม) KBANK กำไรQ2/63 ดิ่ง 70.50% ด้าน 6 เทพหุ้น ชี้ต่ำกว่าคาด รุมสับกำไรสะท้อนสำรองหนี้

405

 


สำนักข่าวหุ้นอินไซด์(21 กรกฎาคม 2563)--- ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) รายงานผลการดำเนินงานสำหรับไตรมาส 2/63 มีกำไรสุทธิสำหรับไตรมาส 2/63 อยู่ที่จำนวน 2,175 ล้านบาท ลดลงจากไตรมาสก่อนจำนวน 5,200 ล้านบาท หรือ 70.50% โดยรายได้ดอกเบี้ยสุทธิลดลงจำนวน 1,000 ล้านบาท หรือ 3.56% เกิดจากการลดลงของรายได้ดอกเบี้ยรับจากเงินให้สินเชื่อ และค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยจากเงินรับฝากเป็นผลมาจากอัตราดอกเบี้ยที่ลดลง อัตราผลตอบแทนสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้สุทธิ (Net interest margin: NIM) อยู่ที่ระดับ 3.22% และรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นจำนวน 4,121 ล้านบาท หรือ 41.33% ส่วนใหญ่เกิดจากการปรับมูลค่ายุติธรรม (Mark to market)ของเงินลงทุนซึ่งเป็นไปตามภาวะตลาด


สำนักวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ ออกบทวิเคราะห์ เปิดเผยว่า KBANK รายงานผลประกอบการ 2Q20 ที่ 2.2 พันล้านบาท ลดลง 78% YoY และ 71% QoQ ต่ำกว่าที่เราและตลาดคาด 64% และ 67% ตามลำดับ เนื่องจาก Credit Cost ที่เพิ่มขึ้น 70% QoQ เป็น 2.02 หมื่นล้านบาท จากเดิมที่ 1.19 หมื่นล้านบาท ซึ่งผู้บริหารเชื่อว่าจะเป็นช่วง Peak เช่นเดียวกับในปี 2017 (239 bps) และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นต่อในปีถัดไป

PPoP ดีกว่าคาดจากกำไรจากการลงทุน และการควบคุมต้นทุน รายได้ของบริษัทอ่อนเมื่อเทียบกับคู่แข่ง แต่รายได้อื่นๆ เพิ่มขึ้นจากการปรับมูลค่าของ MTL ตามราคาตลาด และด้าน OPEX ลดลง 10% QoQ ในขณะที่ Cost-to-Income อยู่ที่ 38.4% (ลดลงจากเดิมที่ 45.9%) แต่เราเชื่อว่าจะลดลงได้อีกและการลงทุนด้าน IT และหุ้นส่วนใหม่อาจทำให้ Cost-to-Income เพิ่มขึ้นในอนาคต

ปรับประมาณการของ KBANK ลงหลังจากที่ธนาคารมีการตั้งสำรองล่วงหน้า โดย Credit Cost ในช่วง 1H20 อยู่ที่ 3.1% จากที่ตั้งเป้าสิ้นปี 2.4% ทำให้เราคาดว่า Credit Cost จะลดลงใน 2H20 แต่อย่างไรก็ตาม ธนาคารคาดว่าผลของ COVID-19 จะอยู่ต่อไปอีกสักระยะ ทำให้เราคาดว่า Credit Cost จะเพิ่มขึ้นต่อในอนาคต ทำให้เราปรับประมาณการปี FY2020 - 2022F ลง 5.1 - 12.8% และทำให้มูลค่าที่เหมาะสมลดลง 7.6% เป็น 109 บาท

ชอบ BBL สุดในกลุ่มของธนาคารขนาดใหญ่ และแนะนำให้ "ซื้อ" KBANK โดยมีมูลค่าที่เหมาะสม 109 บาท (GGM) เนื่องจากราคาที่ไม่แพง

บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ระบุว่า KBANK ไม่ได้เผยเป้าหมายทางการเงินใหม่ แต่ระบุว่าอัตราส่วนสำรองหนี้สูญต่อสินเชื่อเฉลี่ย (Credit cost) อาจสูงกว่า 240bp ในปี 2563 และจะสูงกว่า 200bp ในปี 2564-2565 คงคำแนะนำ ขาย ราคาเป้าหมาย 80 บาท (P / BV ปี 63 ที่ 0.46 เท่า และ ROE 7.6%) เราเชื่อว่าเป้าหมาย P / BV ของเราที่ระดับต่ำกว่า 0.5 เท่านั้นเหมาะสมเนื่องจาก ROE ของแบงก์จะยังคงต่ำกว่า 5.0% ในปี 63-65 เราชอบ BBL (ซื้อ, ราคาเป้าหมาย 130 บาท) มากกว่า KBANK เนื่องจากงบดุลแข็ง แกร่งกว่าและความเสี่ยงด้านคุณภาพสินทรัพย์น้อยกว่า


KBANK รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 2Q20 ที่ 2.2 พันล้านบาท ต่ำกว่าที่เราและตลาดคาด 46% และ 66% ตามลำดับ เนื่องจากต้นทุนสินเชื่อที่สูงขึ้น ผลประกอบการครึ่งปีแรกคิดเป็น 57% ของประมาณการปี 63 ของเรา สินเชื่อขยายตัว 10% YoY และ 4% QoQ ในขณะที่ NIM ลดลง 24bps QoQ เนื่องจากอัตราผลตอบแทนสินเชื่อลดลงจากการลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ขณะที่ Non-NII เพิ่มขึ้น 41% QoQ และ 3% YoY เนื่องจากกำไรจากการ Mark to Market 4.7 พันล้านบาท อย่างไรก็ตาม รายได้ค่าธรรมเนียมสุทธิลดลง 9% QoQ และ 12% YoY จากค่าธรรมเนียมบัตรเครดิตและค่าธรรมเนียมการบริหารสินทรัพย์ Opex ลดลง 11% YoY เนื่องจากค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับพนักงานและการตลาดลดลง เป็นผลให้อัตราส่วนต้นทุนต่อรายได้ลดลงเหลือ 38.4% ในไตรมาส 2Q20 จาก 45.0% ในไตรมาส 2Q19

KBANK บันทึกการตั้งสำรองในไตรมาส 2Q20 ไว้ที่ 2.02 หมื่นล้านบาท (15% ของเงินตั้งสำรองเป็น management overlays) ส่งผลให้ต้นทุนสินเชื่อเพิ่มขึ้น 3.1% ในครึ่งแรกของปี 63 โดย NPL เพิ่มขึ้น 4% QoQ เป็น 9.4 หมื่นล้านบาทหรือ 4.4% ของสินเชื่อ ผู้บริหารระบุว่าธนาคารต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3 ปีในการประเมินภาพรวมกลับสู่ระดับก่อนโควิด -19 ระบาด เราคาดการณ์ต้นทุนเครดิตจะอยู่ที่ 2.0-2.1% ในปี 2563-2565 ในแง่ของกำไร เราคาดว่า NIM จะลดลง QoQ ในครึ่งปีหลังเนื่องจากการลดอัตราดอกเบี้ยและรายได้ดอกเบี้ยที่ลดลงจากมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้

KBANK ระบุสินเชื่อในโครงการช่วยเหลือลูกหนี้คิดเป็น 40% ของสินเชื่อรวมหรือ 8.28 แสนล้านบาท จากทั้งหมด 90% เป็นลูกหนี้ธุรกิจและ 10% เป็นรายย่อย สำหรับสินเชื่อธุรกิจ 60% ยังคงชำระหนี้ต่อ ส่วนอีก 30% มีแนวโน้มที่จะชำระหลังจากสิ้นสุดมาตรการฯ และ 10% (หรือ 7.8 หมื่นล้านบาท ส่วนใหญ่ SMEs) เป็นกลุ่มเสี่ยงและต้องการปรับโครงสร้างหนี้เพิ่มเติมหลังจากสิ้นสุดมาตรการฯ ประเด็นนี้จะนำไปสู่ต้นทุนเครดิตที่สูงขึ้นหากกลุ่มนี้กลายเป็น NPL

 

บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ออกบทวิเคราะห์ เปิดเผยว่า กำไร KBANK ลดลงต่ำกว่าคาดมากโดยมีกำไรเพียง 2.2 พันล้านบาท ลดลงถึง 78.1% y-y และ 67% q-q โดยรายได้ดอกเบี้ยนั้นลดลงจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ย และรายได้ค่าธรรมเนียมก็ลดลงด้วย แต่เหตุผลสำคัญที่ทำให้กำไรลดลงมาก คือการตั้งสำรอง ที่มีการตั้งสูงถึง 20 พันล้านบาทในไตรมาสนี้ ถึงแม้ว่าค่าใช้จ่ายจะลดลง และมีรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยเพิ่มสูงขึ้นก็ตาม

สินเชื่อเพิ่ม แต่ NPL ก็เพิ่มด้วย: สินเชื่อเพิ่มขึ้น 1.5% q-q แต่ NPL ก็เพิ่มขึ้นด้วยเป็น 3.92% จาก 3.86% ในไตรมาสก่อน KBANK นั้นคาดว่า NPL อาจจะเพิ่มสูงขึ้นในช่วงที่เหลือของปี จึงมีการตั้งสำรองจำนวนมากในไตรมาสนี้ และ 2H63 การตั้งสำรองน่าจะลดลง

ปรับประมาณการกำไรลง ปรับไปใช้ราคาพื้นฐานปี 64 ยังแนะนำ "ซื้อ": ปรับลดประมาณการกำไรปี 63-64 ลงเหลือ 21.3 พันล้านบาท และ 29.7 พันล้านบาทตามลำดับ จากการตั้งสำรอง ปรับไปใช้ราคาพื้นฐานปี 64 ที่ 103 บาท ยังมี upside จึงยังคงแนะนำ "ซื้อ"

หมายเหตุ: กำไร = ล้านบาท, EPS = บาท


บล.เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด ยังคงคำแนะนำ "ถือ" KBANK แต่ปรับราคาเป้าหมายลงมาอยู่ที่ 96.00 บาท อิง 2020E PBV ที่ 0.55x (-2.0SD below 10-yr average PBV) จากเดิมที่ 106.00 บาท อิง 2020E PBV ที่ 0.60x (-2.0SD below 10-yr average PBV) เพราะการตั้งสำรองฯที่เพิ่มสูงขึ้นเยอะมาก โดยเรามีมุมมองเป็นลบจากการประชุมนักวิเคราะห์และจากการประกาศกำไรสุทธิใน 2Q20 วานนี้ที่ออกมาต่ำกว่าที่ตลาดคาด 60% เพราะตั้งสำรองฯสูงถึง 2 หมื่นลบ. จากระดับปกติที่ 7-8 พันล้านบาท จากผลกระทบของ COVID-19 ซึ่งส่งผลให้ NPLs มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 3.92% จาก 3.86% ในไตรมาสก่อน ขณะที่ในส่วนของลูกหนี้ที่เข้าโครงการ Debt holiday มีจำนวน 7.8 หมื่นล้านบาทที่มีความเสี่ยงเกิดเป็น NPLs ในอนาคตได้อีก ทั้งนี้เรามีการปรับประมาณการกำไรสุทธิในปี 2020E/21E ลง -21%/-17% จากการปรับ credit cost เพิ่มขึ้น ขณะที่แนวโน้ม NPLs เรามองว่า จะปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเพราะเลือกที่จะบริหารเองและ NPLs sale ขายได้น้อยเพราะราคาไม่ดี

ราคาหุ้นในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมาปรับตัวลดลง -8% เมื่อเทียบกับ SET จากความกังวลเรื่อง NPLs ที่มีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้น เพราะ KBANK มีสัดส่วนสินเชื่อ SME ที่เยอะที่สุดในระบบ ซึ่งเราคาดว่า ราคาหุ้นของ KBANK จะ underperform SET ต่อเนื่องเพราะแนวโน้ม NPLs ยังคงอยู่ต่อเนื่องอีก

Event: 2Q20 results review and analyst meeting
มุมมองเป็นลบจากการประชุมนักวิเคราะห์ เรามีมุมมองเป็นลบจากการประชุมนักวิเคราะห์วานนี้ โดยมีประเด็นสำคัญ
1) ประเด็นที่กังวลใน meeting ส่วนใหญ่คือเรื่องการตั้งสำรองฯใน 2Q20 ที่สูงถึง 2 หมื่นลบ. คิดเป็น credit cost ที่สูงถึง 380bps (1H20 = 300bps) โดยผู้บริหารปรับเป้าหมาย credit cost เพิ่มขึ้นในปีนี้เป็น 240bps จากเดิมที่ 150bps (เราคาด 170bps) เพราะมีการใส่ quantitative เพิ่มขึ้น และใส่เผื่อเพิ่มใน management overlay ราว 4 พันลบ. และผู้บริหารคาดว่า ภายใน 3 ปีข้างหน้า credit cost จะยังอยู่ในระดับสูงที่ 200bps
2) Debt holiday ทาง KBANK ให้ลูกหนี้จำนวน 40% ของสินเชื่อรวม แต่มีประมาณ 3.7% หรือประมาณ 7.8 หมื่นลบ. ที่มีความเสี่ยงจะเกิดเป็น NPL เพิ่มขึ้นได้
3) สินเชื่อเติบโตได้ใน 2Q20 ที่ +5% YTD จากมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สินเชื่อ SME ประกอบกับมีการปล่อยสินเชื่อรายใหญ่และสินเชื่อบ้านเพิ่มมากขึ้น ซึ่งสินเชื่อที่เติบโตได้ดีส่วนใหญ่มีหลักประกัน และมีแนวโน้มเติบโตได้ต่อใน 2H20E โดย KBANK ตั้งเป้าปีนี้ที่ +6% YoY (เราคาด -3% YoY)
กำไรสุทธิ 2Q20 ต่ำกว่าตลาดคาดถึง 60% จากสำรองฯที่เพิ่มขึ้นสูงมาก KBANK ประกาศกำไรสุทธิใน 2Q20 อยู่ที่ 2.2 พันล้านบาท ลดลง -78% YoY และ -71% QoQ ต่ำกว่าที่ตลาดและเราคาด 60% และ 65% โดยการลดลงมาจากการตั้งสำรองฯที่สูงขึ้นถึง 2 หมื่นล้านบาท จากระดับปกติที่ 7-8 พันล้านบาท เพื่อรองรับสถานการณ์ COVID-19 แต่น่าจะต้องตั้งเพิ่มอีกหากสถานการณ์แย่ลง ขณะที่มีกำไรจากเงินลงทุนเข้ามาช่วยถึง 4.7 พันล้านบาท จากไตรมาสก่อนที่ขาดทุน -300 ล้านบาท ด้าน NIM ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 3.14% จาก 3.33% ในไตรมาสก่อน จากมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบ COVID-19 โดยการลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ 0.4% ในส่วนของ NPLs มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 3.92% จาก 3.86% ในไตรมาสก่อน เพราะผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง โดยไตรมาสนี้ไม่มีการขาย NPLs แต่มี write-off ออกไป 5 พันล้านบาท


ปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 2020E / 2021E ลง -21% / -17% จากการปรับ credit cost เพิ่มขึ้น กำไรสุทธิใน 1H20 คิดเป็น 34% จากประมาณการทั้งปี ทำให้เรามีการปรับประมาณการกำไรสุทธิในปี 2020E / 2021E ลง -21% / -17% จากการปรับ credit cost ในปี 2020E เพิ่มขึ้นเป็น 255bps จากเดิมที่ 170bps และปี 2021E ที่ 230bps จาก 150bps แต่มีการปรับการเติบโตของสินเชื่อขึ้นเป็น +6% YoY จาก -3% YoY ทั้งนี้ เราคาดว่า กำไรสุทธิใน 2Q20 เป็นจุดต่ำสุดของปีนี้ และคาดว่าแนวโน้มกำไรสุทธิใน 3Q20E มีโอกาสหดตัวลงต่อเมื่อเทียบ YoY จากการตั้งสำรองฯที่ยังอยู่ในระดับสูง และ NIM จะปรับตัวลดลงจากการปล่อย Soft loan เพิ่มขึ้น ขณะที่แนวโน้ม NPLs เรามองว่า จะปรับตัวเพิ่มขึ้น ส่วนหนึ่งเกิดจากการบริหารเอง และอีกส่วนเกิดจาก NPLs sale ที่เราคาดว่ามีโอกาสขายน้อยลงเพราะในปัจจุบันถูก discount ค่อนข้างเยอะเยอะ


ปรับราคาเป้าหมายลงมาอยู่ที่ 96.00 บาท อิง PBV ที่ 0.55x (-2.0SD below 10-yr average PBV) จากเดิมที่ 106.00 บาท อิง PBV ที่ 0.6x (-2.0SD below 10-yr average PBV) เราเห็นความเสี่ยงจากแนวโน้มการตั้งสำรองฯที่ยังอยู่ในระดับสูงและหากเกิด COVID-19 ระลอก 2 จะส่งผลให้ KBANK ต้องมีการตั้งสำรองเพิ่มขึ้นมากกว่าที่เราคาดไว้ได้

 

 

บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) ออกบทวิเคราะห์ เปิดเผยว่า KBANK รายงานกำไรสุทธิช่วง 2Q63 จำนวน 2,175 ลบ. ลดลง 78.1%YoY โดยมีแรงกดดันหลักจากการตั้งสำรองที่เพิ่มขึ้นกว่า 167.5%YoY สะท้อนเป็น Credit Cost ที่ 2.10% เพิ่มขึ้นมากจากเพียง 1.57% ในช่วง 2Q63 ซึ่งแม้ NPL ณ สิ้นช่วง 2Q63 จะอยู่ที่ 4.40% เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 1Q63 แต่บริษัทต้องการ Buffer เพื่อรองรับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นภายใต้สมมุตฐานว่าต้องใช้เวลาราว 3 ปี ศก. ถึงจะฟื้นกลับมาอยู่ในระดับก่อนเกิดการแพร่ระบาดของ COVID-19 ทำให้มีการเร่งตั้งสำรองก้อนใหญ่ บวกกับ NIM ที่แคบลงเหลือ 3.27% จาก 3.34% ในช่วง 2Q63 รับผลจากการปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ 5 ครั้งตั้งแต่ปีก่อน และมีการปรับลด EIR ในการคำนวณรายได้ดอกเบี้ยรับของลูกหนี้ที่เข้าโครงการพักชำระหนี้ หักล้างปัจจัยบวกจากการดำเนินงานอื่นๆ ที่ยังมีการเติบโตทั้ง 1) รายได้ดอกเบี้ยรับสุทธิเพิ่มขึ้น 5.1%YoY ที่ขยายตัวตามพอร์ตสินเชื่อที่โต 10.2%YoY (หลักๆ มาจากสินเชื่อธุรกิจ และสินเชื่อบ้าน) 2) รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยสุทธิโต 3.4%YoY หลังมีบันทึกกำไรจากเครื่องมือทางการเงินที่ตีมูลค่ายุติธรรมผ่านงบกำไร/ขาดทุนราว 4,723 ลบ. และ 3) ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานลดลง 11%YoY จากแผนคุมค่าใช้จ่ายพนักงานและค่าใช้จ่ายการตลาดที่เข้มงวดในช่วง Lock Down ทำให้ช่วง 1H63 KBANK มีกำไรสุทธิ 9,550 ลบ. ลดลง 52.2%YoY

ปรับลดประมาณการลง สะท้อนกำไรช่วง 2Q63 ที่ต่ำกว่าคาดมาก
กำไรสุทธิช่วง 1H63 คิดเป็นเพียง 28% ของประมาณการทั้งปีเดิม ต่ำกว่าคาดมากเนื่องจาก KBANK มีการตั้งสำรองที่มากกว่าคาด และ NIM ต่ำกว่าที่ประเมินไว้ จากความเสี่ยงทาง ศก. ที่เกิดขึ้นจากผลของ COVID-19 ทำให้เราปรับลดประมาณการกำไรของ KBANK ลงราว 20.6% ซึ่งภายใต้ประมาณการใหม่เราคาด KBANK จะมีกำไรสุทธิในปี 2563 จำนวน 27,344 ลบ. ลดลง 29.4%YoY โดยคาดช่วง 2H63 กำไรมีแนวโน้มดีขึ้น HoH เนื่องจากบริษัทได้เร่งตั้งสำรองก้อนใหญ่ไปแล้ว ทำให้แรงกดดันที่จะต้องตั้งสำรองเพิ่มค่อนข้างต่ำ (ภายใต้สมมุติฐานว่าไม่มีการ Lock Down รอบ 2) บวกกับรายได้ค่าธรรมเนียมทั้งธุรกิจบัตรเครดิตและธุรกิจประกันมีโอกาสฟื้นตัวขึ้นหลังเข้าปลด Lock Down
ขณะที่ความเสี่ยงที่ NPL จะเร่งตัวขึ้นในช่วงปลายปี ผู้บริหารให้ข้อมูลว่าปัจจุบันแม้ KBANK จะมีลูกหนี้ราว 40% ที่อยู่ภายใต้โครงการช่วยเหลือทางการเงินสำหรับลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 แต่ลูกหนี้กว่า 80-85% ยังมีการจ่ายชำระคืนเงินบางส่วนหรือมีการเพิ่มขึ้นของบัญชีเงินฝาก สะท้อนว่ากลุ่มดังกล่าวยังมีความสามารถในการชำระคืนเงินอยู่ โดยมีลูกหนี้อีกราว 78,000 ลบ. ที่บริษัทมองว่าเป็นกลุ่มเปราะบางและต้องติดตามอย่างใกล้ชิดรวมถึงอาจต้องปรับโครงสร้าง ซึ่งอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ แต่ยังต้องติดตามการชำระหนี้และประเมินความเสี่ยงอีกครั้งในช่วงปลายปี

คาดเริ่มเห็นการฟื้นตัวในช่วง 3Q63 ขณะที่ราคาหุ้นซื้อขายที่ PBV ต่ำเพียง 0.5x
แม้ผลดำเนินงานออกมาแย่กว่าคาด แต่ราคาหุ้นปรับลงจนซื้อขายในระดับ PBV ต่ำเพียง 0.5x สะท้อนว่าปัจจัยลบต่างๆ ได้ถูก Price-in ไปมากแล้ว ทำให้เรามองว่า Downside ค่อนข้างจำกัด อีกทั้งเราคาดจะเห็นการฟื้นตัวของกำไรตั้งแต่ช่วง 3Q63 เป็นต้นไป ทำให้เรายังคงคำแนะนำ "ซื้อ" โดยราคาหุ้นปัจจุบันมี Upside ราว 13.2% จากมูลค่าพื้นฐานใหม่ปี 2563 ที่ 98.50 บาท (วิธี GGM)


บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ ออกบทวิเคราะห์ เปิดเผยว่า คาดกำไร 2Q63 ที่ 2,175 ล้านบาท อ่อนตัวลง 67%QoQ และ 78%YoY ต่ำกว่าที่คาดไว้ก่อนหน้าค่อนข้างมาก โดยมีประเด็นสำคัญคือ
1. รายได้ดอกเบี้ยสุทธิอ่อนตัวลง 4%QoQ แม้ว่าสินเชื่อจะเติบโตได้ดีราว 3.7%QoQ โดยส่วนใหญ่เป็นการเติบโตจากสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่หลังมีปัญหาจากการออกหุ้นกู้ในช่วงโรคระบาด ขณะที่ NIM อ่อนตัวลง 18 bps ซึ่งเป็นผลจากการลดดอกเบี้ยนโยบายและการลดดอกเบี้ยเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้
2. รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยดีขึ้นถึง 91%QoQ ซึ่งเป็นผลจากกำไรจากเงินลงทุนที่พลิกกลับจากขาดทุนในไตรมาสก่อน หลังแนวโน้มตลาดหุ้นปรับตัวดีขึ้นจากช่วงปลายไตรมาสก่อน อย่างไรก็ตามรายได้ค่าธรรมเนียมอ่อนตัวลงมากในช่วงโรคระบาดที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจชะงักลง
3. สัดส่วน NPL ปรับตัวขึ้นเพียงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 3.88% อย่างไรก็ตามค่าใช้จ่ายสำรองหนี้ปรับตัวขึ้นสูงมากถึง 70%QoQ คิดเป็น Credit Cost ที่สูงถึง 411 bps (เดิมเราคาดที่ 200 bps) ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้กำไรต่ำกว่าคาดค่อนข้างมากในไตรมาสนี้ โดยในไตรมาสนี้ธนาคารมีการตั้งสำรองส่วนเกินบางส่วน แต่ส่วนใหญ่เป็นการเพิ่มขึ้นจากการปรับโมเดลการตั้งสำรองเพื่อสะท้อนคุณภาพหนี้ที่แย่ลง (แม้ว่าลูกหนี้จะยังไม่เป็น NPL เนื่องจากยังอยู่ในมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้)

ปรับลดประมาณการกำไรลงเพิ่มเติมเพื่อสะท้อนสำรองหนี้
จากแนวโน้มสำรองหนี้ในครึ่งปีแรกที่สูงกว่าคาดค่อนข้างมาก บวกกับแนวโน้มในครึ่งปีหลังที่อาจยังเห็นสำรองหนี้ในระดับสูงหลังหมดมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ระยะที่ 1 ทำให้เราปรับประมาณการ Credit Cost ขึ้นเป็น 240 bps (เดิมคาดที่ 200 bps) ทำให้ประมาณการกำไรปี 63 ลดลงอีก 29% จากประมาณการก่อนหน้าเหลือ 20,011 ล้านบาท (-48%YoY)

แนะนำ Switchจากประมาณการใหม่เราจึงปรับราคาเป้าหมายปี 64 ลงเหลือ 95 บาท อิง PBV 0.52 เท่า โดย Upside จากราคาเป้าหมายใหม่ค่อนข้างจำกัด บวกกับสัดส่วนลูกหนี้ SME ที่ค่อนข้างมาก ทำให้เรายังมอง BBL เป็นตัวเลือกที่ปลอดภัยกว่า

ความเสี่ยง: การชะลอตัวของเศรษฐกิจ / คุณภาพหนี้ที่แย่ลง

 

 

 

อณุภา ศิริรวง

: รายงาน/เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

บทความล่าสุด

Hotnews : SCGP เข้าทำเนียบดัชนี SET50 และ SET100 ตั้งแต่ 28 ต.ค. 63

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย นำหลักทรัพย์ของบริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) (SCGP) ซึ่งจดทะเบียนและเริ่มทำการ....

อ่อนกำลัง By : แม่มดน้อย

แม่มดน้อย ขี่ไม้กวาดวิเศษ มองเห็นหลายตลาดหุ้นในต่างประเทศ ปรับตัวลง บนความกังวลการแพร่ระบาดของไวรัศ โควิด-19 ยังคง

รอฟัง By : เจ๊มดแดง

เจ๊มดแดง ไต่กิ่งมะม่วง วันนี้ มารอฟัง ความเห็น ทางออกทางการเมือง ในสภา ว่ามีแนวคิด เป็นอย่างไร ตามวิถี ตามระบอบประชา

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้