Today’s NEWS FEED

News Feed

8 เทพหุ้น ประเมิน TU Q1/63 ส่อแววฟื้นตัว หลังบาทอ่อน-ราคาปลาทูน่าดีขึ้น ส่วนใหญ่เชียร์ "ซื้อ" ด้านเมย์แบงก์ให้เป้าสูงสุด 18.90 บ.

155

 

 

 

 


สำนักข่าวหุ้นอินไซด์(18 กุมภาพันธ์ 2563)----บริษัทหลักทรัพย์ กรุงไทย ซีมิโก้ จำกัด ออกบทวิเคราะห์ เปิดเผยว่า TU กำไร 4Q19 ลดตามคาด /แนวโน้ม 1Q20E ยอดขายและอัตรากำไรฟื้น
- กำไรปกติ 4Q19 ลด YoY ,QoQ ตามคาด
- ปี 2019 กำไรสุทธิ และกำไรปกติ โต 17% และ 24% ตามลำดับ
- ฐานะการเงินแข็งแรง
- จ่ายปันผล 0.22 บาท/หุ้น สำหรับ 2H19 ให้อัตราปันผลตอบแทน 2.9% ต่อปี

กำไรปกติ 4Q19 ลด YoY, QoQ จากเงินบาทแข็งค่า+ราคาทูน่าลด ปันผล 0.22 บาท/หุ้น สำหรับ 2H19 ให้อัตราปันผลตอบแทน 3% ต่อปี แนวโน้ม 1Q20E คาดยอดขายและอัตรากำไรฟื้น จากคำสั่งซื้อที่กลับมา หลังจากราคาทูน่าปรับขึ้นในเดือน ม.ค. 2020 แต่ TU มีต้นทุนทูน่าต่ำ ทำให้เรายังเห็นถึงอัตรากำไรที่มีคุณภาพ ราคาหุ้นมี Upside 17% จากมูลค่าพื้นฐาน 17.90 บาท (PER 15 เท่า) คงคำแนะนำ "ซื้อ"

 

 

ด้าน บล.เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด ออกบทวิเคราะห์ เปิดเผยว่า TU เราปรับคำแนะนำขึ้นเป็น "ซื้อ" จากเดิม "ถือ" และปรับราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 17.00 บาท จากเดิม 16.00 บาท อิง 2020E PER ที่ 15x (-1SD below 5-yr average PER) เนื่องจากการปรับกำไรปี 2020 ขึ้น +5% ทั้งนี้เรายังคงระมัดระวังให้ซื้อขายต่ำกว่า SD เฉลี่ยซึ่งต่ำกว่าในอดีตเนื่องจากต้อง cushion ไว้สำหรับการตั้งสำรองต่างๆได้ (แต่คาดว่ายังไม่ได้ข้อสรุปและส่งผลกระทบในเวลาอันใกล้นี้) ขณะที่ TU ประกาศกำไรสุทธิ 4Q19 ที่ 1.057 พันล้านบาท -0.9% YoY, -23.0% QoQ ใกล้เคียงกับตลาดและเราคาด โดยกำไรลดลง YoY เป็นผลจากเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นต่อเนื่องเมื่อเทียบกับ ดอลลาร์ ปอนด์และยูโร กำไรที่ลดลง QoQ เป็นผลจากปัจจัยตามฤดูกาล รวมถึงราคาทูน่าเฉลี่ยในไตรมาสอยู่ที่ 950 เหรียญสหรัฐฯต่อตัน ส่งผลให้ราคาขายปลาทูน่าต่ำลง รวมถึงค่าใช้จ่ายพนักงานที่มีการจ่ายโบนัสปลายปี รวมทั้งปี 2019 มีกำไรสุทธิ 3.8 พันล้านบาท +17% YoY เราคาดว่า ผลประกอบการในปี 2020E มีแนวโน้มดีขึ้น โดยปัจจัยกดดันเริ่มน้อยลงกว่าปีที่แล้ว เนื่องจากค่าเงินบาทที่เริ่มอ่อนตัวลง ราคาทูน่าที่อยู่ในระดับต่ำในช่วงครึ่งหลังของปี 2019 จะเป็นผลดีต่ออัตรากำไรขั้นต้นในช่วง 1H20 ขณะที่ราคาทูน่าในช่วงต้นปีนี้เริ่มปรับตัวขึ้นมาเกินระดับ 1,300 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน ซึ่งจะทำให้ลูกค้ากลุ่ม OEM ที่ชะลอการสั่งซื้อก่อนหน้านี้เพราะคาดว่าราคาทูน่าจะปรับตัวต่ำลงไปอีก จะเริ่มกลับมามีคำสั่งซื้อก่อนที่ราคาจะสูงกว่านี้ การบริหารจัดการวัตถุดิบจะดีขึ้นจากราคาปลาที่อยู่ในช่วงที่เหมาะสมทำให้เราปรับกำไรขั้นต้นจาก 15% เป็น 16% ทั้งนี้เราคาดกำไรปกติปี 2020E ดีขึ้นจากคาดการณ์เดิม 5% จะอยู่ที่ราว 5.5 พันล้านบาท +45%YoY


ราคาหุ้นปรับตัวขึ้น +9% ใน 1 เดือนที่ผ่านมาจากแนวโน้มราคาปลาที่จะอยู่ในช่วงเหมาะสม การคลายกังวลเรื่องข้อพิพาทต่างๆ แต่ยังซื้อขายกันที่ 2020E PER เพียง 13X (-1.5SD below 5-yr average PER) สะท้อนปัจจัยกดดันไปมากแล้ว คาดว่าราคาหุ้น short term จะมีโอกาสoutperform จากค่าเงินที่เริ่มอ่อนอันทำให้แรงกดดันน้อยลง

 

มองบวกมากขึ้นหลังการประชุมจากราคาปลาที่เหมาะสมและบาทอ่อนลง เรามองเป็นบวกมากขึ้นต่อ TU จากการประชุมนักวิเคราะห์เมื่อวานนี้ ประเด็นสำคัญคือ

1. ราคาปลาทูน่ามีแนวโน้มอยู่ในระดับเหมาะสมประมาณ 1,300- 1,600 เหรียญต่อตันในช่วงที่เหลือของปีเนื่องจากอุปทานเริมลดลงเพราะชาวประมงบางส่วนลดการจับปลาลงเพราะราคาที่ต๋ำเกินไปในช่วงก่อนหน้าซึ่งไม่คุ้มทุน ทำให้ TU สามารถบริหารจัดการวัตถุดิบดีขึ้น คาดกำไรขั้นต้นใกล้เคียง 16%

2. ค่าเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนต้วลง ช่วยหนุนรายได้จากต่างประเทศให้เพิ่มขึ้น
ผลประกอบการผ่านพ้นจุดต่ำสุดและคาดว่าจะดีขึ้นในปี 2020E โดยปัจจัยกดดันเริ่มน้อยลงกว่าปีที่แล้ว เนื่องจากค่าเงินบาทเริ่มอ่อนค่า

กำไร 4Q19 ที่ 1.06 พันล้านบาทใกล้เคียงกับตลาดและเราคาด TU ประกาศกำไรสุทธิ 4Q19 ที่ 1.057 พันล้านบาท -0.9% YoY, -23.0% QoQ ใกล้เคียงกับตลาดและเราคาด โดยกำไรลดลง YoY เป็นผลจากจากเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นต่อเนื่องเมื่อเทียบกับ ดอลลาร์ ปอนด์และยูโร กำไรลดลง QoQ เป็นผลจากปัจจัยตามฤดูกาล รวมถึงราคาทูน่าเฉลี่ยในไตรมาสนี้อยู่ที่ 950 เหรียญสหรัฐฯต่อตัน ส่งผลให้ราคาขายปลาทูน่าต่ำลง รวมถึงค่าใช้จ่ายพนักงานที่มีการจ่ายโบนัสปลายปี รวมทั้งปี 2019 มีกำไรสุทธิ 3.8 พันล้านบาท +17% YoY

 

ปรับประมาณการกำไรปี 2020E ขึ้น 5% จากการปรับกำไรขั้นต้นขึ้น ผลประกอบการในปี 2020E มีแนวโน้มดีขึ้น โดยปัจจัยกดดันเริ่มน้อยลงกว่าปีที่แล้ว เนื่องจากค่าเงินบาทที่เริ่มอ่อนตัวลง ขณะที่ราคาทูน่าที่อยู่ในระดับต่ำในช่วงครึ่งหลังของปี 2019 จะเป็นผลดีต่ออัตรากำไรขั้นต้นในช่วง 1H20 ขณะที่ราคาทูน่าในช่วงต้นปีนี้เริ่มปรับตัวขึ้นมาเกินระดับ 1,300 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน ซึ่งจะทำให้ลูกค้ากลุ่ม OEM ที่ชะลอการสั่งซื้อก่อนหน้านี้เพราะคาดว่าราคาทูน่าจะปรับตัวต่ำลงไปอีก จะเริ่มกลับมามีคำสั่งซื้อก่อนที่ราคาจะสูงกว่านี้ ทำให้เราปรับกำไรขั้นต้นจาก 15% เป็น 16% ทั้งนี้เราคาดกำไรปกติปี 2020E จะอยู่ที่ราว 5.5 พันล้านบาท +45%YoY

 

เราปรับคำแนะนำขึ้นเป็น "ซื้อ" จากเดิม "ถือ" และปรับราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 17.00 บาท อิง 2020E PER ที่ 15x (-1SD below 5-yr average PER) ปรับขึ้นจากเดิมที่ 16.00 บาท เนื่องจากการปรับกำไรขึ้นข้างต้น ทั้งนี้เรายังคงระมัดระวังให้ซื้อขายต่ำกว่า SD เฉลี่ยต่ำกว่าที่ซื้อขายกันในอดีตเนื่องจากบริษัทยังมีคดี Dolphin Safe ซึ่งถูกฟ้องร้องในการจับปลาที่เป็นอันตรายต่อปลาโลมาซึ่งอาจจะต้องมีการตั้งสำรองเพิ่มได้ แต่คาดว่าจะยังไม่ได้ข้อสรุปและส่งผลกระทบในเวลาอันใกล้นี้ Key catalyst คือธุรกิจส่งออกมีโอกาสได้รับผลดีจากค่าเงินบาทที่เริ่มกลับมาอ่อนตัวลง ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงคือการตั้งสำรองค่าชดเชยคดีความที่อาจจะมีเพิ่มขึ้นได้

 

 

 


ด้าน บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด ออกบทวิเคราะห์ เปิดเผยว่า TU กำไรสุทธิ 4Q62 ลดลงตามคาดการณ์จากเงินบาทที่แข็งค่าค่อนข้างมาก แต่อัตรากำไรขั้นต้นฟื้นตัวจากต้นทุนลดลงและการเน้นขายสินค้าที่มีอัตรากำไรสูง ผลประกอบการมีแนวโน้มเติบโตดีขึ้นใน 1Q63 เนื่องจากเงินบาทอ่อนค่า และมีสต็อคปลาทูน่าที่ราคาต่ำ เราคาดว่าปีนี้ผลกระทบน้อยลงจากค่าเงิน หลังจากถูกกดดันจากเงินบาทแข็งค่าอย่างมีนัยยะในปีก่อน แนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย (PER 15 เท่า) 18.90 บาท


กำไรสุทธิ 4Q62 เท่ากับ 1,057 ล้านบาท (-23% QoQ, -14% YoY) ใกล้เคียงกับที่คาด หากไม่รวมรายการพิเศษคือขาดทุนจากการด้อยค่าของเงินลงทุนในบริษัทย่อย กำไรปกติเท่ากับ 1,239 ล้านบาท ลดลง 13% YoY จากยอดขายลดลง 9% YoY จากเงินบาทแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลล่าร์ ยูโร และ ปอนด์ 8%, 11% และ 8% ตามลำดับ อีกทั้งราคาขายลดลงตามต้นทุนราคาปลาทูน่า อย่างไรก็ดี ปริมาณขายรวมยังเพิ่มขึ้น 3% YoY อัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น 120 bps YoY เป็น 16.1% จากธุรกิจอาหารทะเลแปรรูปและแช่แข็งซึ่งเน้นสินค้าที่มีอัตรากำไรสูงขึ้น อีกทั้งต้นทุนวัตถุดิบปลาทูน่าลดลง เงินปันผล 2H62 เท่ากับ 0.22 บาท/หุ้น (XD 2 มี.ค.) คิดเป็นอัตราผลตอบแทนครึ่งปี 1.4%

 

ผลประกอบการ 1Q63 มีแนวโน้มฟื้นตัวขึ้นชัดเจนเมื่อเทียบ YoY เนื่องจากเงินบาทอ่อนค่า และมีสต็อคปลาทูน่าที่ราคาต่ำใน 4Q62 ซึ่งราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 950 เหรียญ/ตัน โดยในเดือน ม.ค. ราคาปลาทูน่าเพิ่มขึ้น 29% MoM และ 5% YoY มาที่ 1,350 เหรียญ/ตัน ซึ่งคาดว่าจะทำให้ลูกค้า (OEM) กลับมาสั่งซื้อมากขึ้นหลังจากชะลอการซื้อในช่วงปลายปีเพื่อรอดูทิศทางราคา อีกทั้งทำให้ TU มีโอกาสตั้งราคาขายได้ดีขึ้นตามราคาปลาทูน่าที่เพิ่มขึ้น

TU ตั้งเป้ายอดขายปีนี้เพิ่มขึ้น 3-5% (เทียบกับปี 2562 ซึ่งลดลง 5%) จากปริมาณขายเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะในธุรกิจกุ้ง และอาหารสัตว์ อีกทั้งคาดว่าผลกระทบน้อยลงจากค่าเงินหลังจากเงินบาทแข็งค่ามากในปีที่ผ่านมา บริษัทมีเป้าหมายอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ประมาณ 16% โดยเน้นขายสินค้าที่มีอัตรากำไรสูง มากกว่าการเน้นปริมาณขาย ส่วนการนำบริษัทย่อยคือ บริษัท ไทยยูเนี่ยนฟีดมิลล์ (TFM) เข้าจดทะเบียนในตลาดฯ อาจเป็นช่วง 2H63 หรือปี 2564 ซึ่งจะเป็นการ Unlock value ให้กับ TU


ความเสี่ยง: ราคาปลาทูน่าผันผวน / เงินบาทแข็งค่าอย่างมีนัยยะ / ราคาวัตถุดิบเพิ่มขึ้นแต่ยังปรับราคาขายไม่ได้ / ค่าใช้จ่ายด้านกฎหมายเพิ่มขึ้น

 


ด้าน บจ.หลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) ออบทวิเคราะห์ เปิดเผยว่า กำไร 4Q62 ออกมาเป็น 1.2 พันล้านบาท (-22.9% y-o-y, -17.9% q-o-q) ถือว่าออกมาไม่มาก เพราะยอดขายที่ปรับลดลงและสัดส่วนค่าใช้จ่ายขาย-บริหารเทียบกับรายได้สูงขึ้นตามยอดขายที่ลดลง แต่ยังคงดีกว่าที่เราและตลาดคาดไว้ก่อนหน้าในอัตรา 10% และ 15% ตามลำดับ ผลพวงจากอัตรากำไรขั้นต้นที่ทำได้เป็น 16.1% จากที่เราคาดไว้ 15.3%

สำหรับยอดขาย 4Q62 ลดลง 7.8% y-o-y ซึ่งได้รับผลกระทบจากบาทแข็ง หากไม่นับยอดขายลดลง 3.7% ซึ่งราคาวัตถุดิบทูน่าที่ต่ำก็ส่งผลกระทบต่อธุรกิจ OEM แม้ยอดขายในส่วนธุรกิจแช่แข็งและอาหารสัตว์เลี้ยงจะแข็งแกร่งก็ตาม


แนวโน้มธุรกิจปี 63 มีความสดใสมากขึ้น ในธุรกิจ ทูน่า OEM มีอุปสงค์มากขึ้น พิจารณาได้จากราคาวัตถุดิบขยับขึ้นดี เดือน ต.ค.และพ.ย.62 ที่ 900 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ได้เพิ่มมาเป็น 1,350 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน อีกทั้งจะได้รับประโยชน์ในส่วนรายได้เมื่อเงินบาทพลิกกลับมาอ่อนค่าตั้งแต่ต้นปีนี้


คงคำแนะนำ ซื้อ และราคาพื้นฐานคงไว้ที่ 18.50 บาท ซึ่งประเมินด้วย P/E ปี 63 ที่ 16.5 เท่า ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ย 5 ปีย้อนหลัง ราคาปิดมีส่วนเพิ่มได้อีก 21% เราเห็นว่าในช่วงที่ผ่านมาราคาหุ้นได้สะท้อนปัจจัยลบไปพอควรแล้ว แต่ปัจจุบันถือว่าเป็นจังหวะดีในการทยอยสะสมหุ้นใน Theme หุ้นพื้นตัวดี

 

 

 


ด้าน บริษัทหลักทรัพย์ เอเชีย เวลท์ จำกัด ออกบทวิเคราะห์ เปิดเผยว่า TU รายงานกำไรสุทธิ 4Q19 อยู่ที่ 1,057 ล้านบาท ลดลง 1%YoY และลดลง 23%QoQ โดยมีรายได้รวมอยู่ที่ 32,854 ล้านบาท ลดลง 9%YoY แต่เพิ่มขึ้น 3%QoQ จากเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเหรียญสหรัฐฯ ยูโร และปอนด์สเตอร์ลิง โดยแข็งค่าขึ้น 7.7%YoY 10.5%YoY และ 7.7%YoY ตามลำดับ รวมถึงราคาปลาทูน่าเฉลี่ย 4Q19 อยู่ที่ 950 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน ลดลง 33%YoY เป็นปัจจัยกดดันรายได้ อย่างไรก็ตาม อัตราส่วนกำไรขั้นต้น 4Q19 ค่อนข้างสูงอยู่ที่ 16.1% เทียบกับ 3Q19 และ 4Q18 ที่ 15.9% และ 14.9% ตามลำดับ โดยอัตรากำไรขั้นต้นปรับเพิ่มขึ้นจากธุรกิจอาหารทะเลแปรรูปและธุรกิจอาหารแช่แข็ง


TU ยังคงให้ความสำคัญกับตลาดในประเทศ โดยยอดขายในประเทศปี 2019 เติบโต 10%YoY และมีสัดส่วนยอดขายอยู่ที่ 12% เทียบกับปี 2018 ที่ 11% นอกจากนี้ยอดขายในสหรัฐฯ ยังเติบโตจากธุรกิจอาหารแช่แข็ง แม้เงินบาทแข็งค่า โดยปี 2019 มีสัดส่วนยอดขายอยู่ที่ 40% เทียบกับปี 2018 ที่ 38%

 

บริษัทคาดว่ารายได้ในปี 2020 จะเติบโต 3% - 5%YoY (เราประเมินการเติบโตของรายได้ในปี 2020 ไว้ที่ 4%YoY) และคาดว่าอัตรากำไรขั้นต้นจะอยู่ที่ 16% โดยผลประกอบการจะเติบโตจากปริมาณการขายในสหรัฐฯ และยุโรปที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงธุรกิจอาหารสัตว์ (PetCare) ที่คาดว่ารายได้จะเติบโต Double Digit โดยบริษัทวางแผนใช้เงินลงทุน (CAPEX) ปี 2020 อยู่ที่ 4.9 พันล้านบาท


ราคาปลาทูน่ามีแนวโน้มฟื้นตัว โดยราคาปลาทูน่าเดือน ม.ค. 2020 อยู่ที่ 1,350 เหรียญต่อตัน เพิ่มขึ้น 5%YoY และเพิ่มขึ้น 29%MoM เพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากเดือน ธ.ค. 2019 ที่ปรับเพิ่มขึ้น 17%MoM เป็นผลมาจากการจับปลาที่ลดลงในมหาสมุทรอินเดีย และมหาสมุทรแอตแลนติก รวมทั้งการห้ามเดินเรือในยุโรปบริเวณ Seychelles เป็นปัจจัยหนุนการฟื้นตัวของระดับราคา เรามองว่าแนวโน้มราคาราคาปลาทูน่าที่กลับมาฟื้นตัว จะเป็นปัจจัยเร่งคำสั่งซื้อจากกลุ่มลูกค้า OEM ก่อนต้นทุนปลาทูน่าจะยิ่งปรับเพิ่มขึ้น ซึ่งต่างจากก่อนหน้านี้ในช่วงราคาปลาทูน่ามีแนวโน้มลดลง เกิดการชะลอซื้อ เรามองสถานการณ์ปัจจุบันเป็นบวกต่อ TU

 

TU ประกาศจ่ายปันผล 0.22 บาทต่อหุ้น โดยบริษัทจะขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 2 มี.ค. 2020 และจ่ายเงินปันผลวันที่ 22 เม.ย. 2020 (Dividend Yield 1.43% เมื่อเทียบกับราคาปิดล่าสุด) เราแนะนำ "ถือ" โดยให้ราคาเป้าหมาย 18.40 บาท อิงค่า PER ในปี 2020 ที่ 16.00 เท่า (เป็นค่า Benchmark PER ของกลุ่มอาหาร)

 

 

 

 


ด้าน บจ.หลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) ออกบทวิเคราะห์ เปิดเผยว่า - กำไรปกติ 4Q62 อยู่ที่ 1,017 ลบ. ใกล้เคียงคาด
- แนวโน้ม 1Q63 เติบโตเด่นทั้ง QoQ และ YoY จากฐานต่ำและ GPM ขยายตัวสูง YoY
- ปรับประมาณการกำไรขึ้น 4% จาก GPM ที่มีแนวโน้มสูงกว่าคาด และเริ่มเห็นราคาปลาทูน่าสูงขึ้นใน 1Q63 ขณะที่มีสต๊อกราคาต่ำ


- เรามีมุมมองเป็นบวกมากขึ้น เนื่องจากผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วในปี 2562 ขณะที่ความเสี่ยงเรื่องการฟ้องร้องเบาลงจากหลายกรณีผ่านการตัดสินไปแล้ว และบางกรณีมีการตั้งงสำรองไว้มากแล้ว
- ผลของการปรับประมาณการกำไรขึ้นทำให้ราคาเป้าหมายถูกปรับขึ้น และมี Upside gain 12% แนะนำ ซื้อ เพื่อเก็งกำไรต่อแนวโมกำไร 1Q63

 

TU รายงานกำไรสุทธิ 4Q62 ที่ 1,058 ลบ. ต่ำกว่าคาด 11% เนื่องจากมีการปรับลดมูลค่าในเงินลงทุน 173 ลบ. กำไรปกติอยู่ที่ 1,017 ลบ. (-25.5% QoQ, -12.4% YoY) ใกล้เคียงคาด และต่ำสุดในรอบ 7 ไตรมาส แต่ประเมินว่าผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว แนวโน้มกำไร 1Q63 คาดกลับสู่ระดับปกติที่ 1,200 - 1,300 ลบ. คิดเป็นการเติบโตราว 20 - 30% ทั้ง QoQ และ YoY จากราคาขาย OEM ที่ขยับขึ้นตามราคาปลาทูน่า แต่ต้นทุนเฉลี่ยยังเป็นต้นทุนที่สต๊อกไว้ในช่วงราคาตก ส่วนประเด็นโรคระบาด Covid-19 กระทบจำกัดเนื่องจากยอดขายในจีนยังไม่มีนัยสำคัญ บริษัทตั้งเป้ารายได้ปี 2563 เติบโต 3 - 5% YoY จากที่หดตัว 5.3% YoY ในปี 2562 โดยเน้นการเพิ่มปริมาณขายให้มากขึ้นทั้งในสหรัฐฯและยุโรป และค่าเงินบาทเริ่มอ่อนค่า อัตรากำไรขั้นต้นตั้งเป้าไม่ต่ำกว่า 16% สูงกว่าประมาณการเดิมของเราที่ 15.7% และเป้า SG&A/Sales ควบคุมไว้ที่ 10 - 11% ใกล้เคียงประมาณการเราที่ 10.6% จ่ายเงินปันผล 0.22 บาท/หุ้น XD วันที่ 2 มี.ค. ให้ผลตอบแทน 1.4%

 

ปี 2563 เป็นปีที่หลายปัจจัยดีขึ้น การแข็งค่าของเงินบาทเริ่มกลับทางเป็นการอ่อนค่าเมื่อเทียบกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ค่าเงินยูโรและค่าเงินปอนด์ ด้านต้นทุนวัตถุดิบปลาทูน่าปรับตัวลงต่อเนื่องในปี 2562 และต่ำลงมากช่วง 2H62 แล้วกลับมาฟื้นตัวใน 1Q63 ทำให้ราคาขายตลาด OEM ซึ่งอิงราคาตลาด Spot ดีขึ้นใน 1Q63 ขณะที่มีต้นทุนต่ำ ราคาเฉลี่ยทั้งปี 2562 ของ Skipjack Tuna อยู่ที่ US$1,205/ตัน (-21% YoY) ต่ำสุดในรอบ 4 ปี โดยต่ำสุดใน 4Q62 ที่ US$950/ตัน (-21.9% QoQ, -32.5% YoY) ทำให้ลูกค้าชะลอการสั่งซื้อเพราะรอดูทิศทางราคา การที่ราคาเดือน ม.ค. 63 เพิ่มขึ้นเป็น US$1,305/ตัน สูงสุดในรอบ 5 เดือน ทำให้ลูกค้าเริ่มกลับมาเร่งสั่งซื้อมากขึ้นจากความกังวลราคาปรับตัวขึ้นต่อ เราปรับประมาณการรายได้ปี 2563 ลง 2.4% เป็น 1.32 แสนลบ. (+4.6% YoY) แต่ปรับประมาณการ GPM ขึ้นจาก 15.7% เป็น 16.2% ส่งผลให้กำไรปกติเพิ่มขึ้น 4.1% เป็น 5,097 ลบ. (+0.9% YoY)

 

ผลของการปรับประมาณการกำไรปี 2563 ขึ้นทำให้ราคาเป้าหมายอิง PER16x เพิ่มขึ้นเป็น 17.10 บาท จาก 15.80 บาท มี Upside gain 11.8% จึงคงคำแนะนำ TRADING คาดกำไร 1Q63 จะโตเด่นทั้ง QoQ และ YoY เพราะฐานต่ำ อัตรากำไรขั้นต้นดีขึ้นมาก YoY และค่าเงินบาทอ่อนค่า QoQ ประมาณการมี Upside จาก GPM ที่มีโอกาสดีกว่าคาดเพราะมีสต๊อกต้นทุนปลาทูน่าที่ราคาค่อนข้างต่ำ รวมถึงการควบคุมค่าใช้จ่าย SG&A ที่อาจดีกว่าคาดได้ ขณะที่ความเสี่ยงหลักคือการกลับมาแข็งค่าของเงินบาท

 

 

 

ด้าน บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด ออกบทวิเคราะห์ เปิดเผยว่า TU รายงานกำไรไตรมาส 4/62 ที่ 1.05 พันลบ. (-14% YoY 23% QoQ) สอดคล้องกับประมาณการของเรา กำไรทั้งปี 62 อยู่ที่ 3.8 พันลบ. โต 17.2% YoY
- คาดกำไรปี 63 จะปรับดีขึ้นจากราคาทูน่าทีมีเสถียรภาพมากขึ้นและเงินบาที่อ่อนค่าลงลง ขณะที่ธุรกิจ PetCare และอาหารแช่แข็งนั้นคาดว่าจะมีการเติบโตที่ 5-10% ขณะที่ธุรกิจอาหารทะเลแปรรูปคาดว่าจะมีภาพรวมที่ทรงตัว
- คาดถึงผลกระทบจากไวรัสโควิคในวงแคบ คงคำแนะนำ "ซื้อ"

 

 

 

ด้าน บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ออกบทวิเคราะห์ เปิดเผยว่า 4Q62 กำไรดีกว่าคาดจากรายการพิเศษ: 4Q62 กำไร 1,160 ลบ. +8.7% y-y ดีกว่าคาดจาก 1) โอนกลับภาษี 344 ลบ. 2) รายการพิเศษอื่น ๆ 379 ลบ. และ 3) ค่าใช้จ่ายต่ำกว่าคาด ยอดขาย -9% y-y โดยกลุ่ม Ambient ได้รับผลจากราคาทูน่าลดลง และเงินบาทแข็งค่า ส่วนกลุ่ม Frozen ดีขึ้นจากยอดขายแซลมอนและกุ้งดีขึ้น ส่วน PetCare และ Value-added ดีขึ้นจากลูกค้าใหม่และธุรกิจใหม่ที่เกิดขึ้น แม้เงินบาทที่แข็งค่าจะส่งผลต่อการทำกำไรแต่หากบริษัทมีการบริหารจัดการวัตถุดิบได้ดีและเน้นการขายสินค้า margin สูงเพิ่มส่งผลให้ margin เพิ่มเป็น 16.1% จาก 14.9% ใน 4Q61 แต่หากค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารยังอยู่ระดับสูงที่ 11.4% ของยอดขายจากปกติใน 4Q จะมีค่าใช้จ่ายพิเศษเกิดขึ้น แม้จะได้ส่วนช่วยจากการดำเนินงานของ Avanti feed ดีขึ้นแต่หากไม่สามารถชดเชยกับผลขาดทุนที่เพิ่มขึ้นของ RL


แนะนำ "ซื้อ" ราคาพื้นฐาน 17.90 บาท: คาดการดำเนินงานจะดีขึ้นจากแนวโน้มราคาปลาที่ปรับขึ้น อีกทั้งปัญหาต่าง ๆ เริ่มคลี่คลายลง ทางฝ่ายคงคำแนะนำ "ซื้อ" ราคาพื้นฐาน 17.90 บาท

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ประทุมพร ม่วงเอก

:รายงาน / อณุภา ศิริรวง:เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

บทความล่าสุด

“ชาญกฤช” เผยไร้กังวล ลงทะเบียนออนไลน์รับ 5,000 บาท เพราะระบบรับ transactions ได้ถึง 3.48 ล้านคนต่อนาที พร้อมใช้ AI คุมเข้มสวมสิทธิ์

“ชาญกฤช” เผยไร้กังวล ลงทะเบียนออนไลน์รับ 5,000 บาท เพราะระบบรับ transactions ได้ถึง 3.48 ล้านคนต่อนาที พร้อมใช้ AI คุมเข

HotNews : ACG ไม่หวั่น ฮอนด้า ออโตโมบิลฯ หยุด!! 10 สาขาเปิดบริการ - รถส่งมอบพร้อม

ACG ลั่นโชว์รูมศูนย์ฮอนด้ามะลิวัลย์ ทั้ง 10 แห่ง เปิดบริการ-มีรถส่งมอบลูกค้าตามปกติ หลัง ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย)

ฟื้นตัว By : แม่มดน้อย

แม่มดน้อย ขี่ไม้กวาดวิเศษ เช้าวันนี้ ตลาดหุ้นไทย ฟื้นตัว สอดคล้องกับหลายตลาดปรับตัวเพิ่มขึ้น ตอบรับข่าว รัฐสภายุโรป

มัลติมีเดีย

หุ้นอินไซด์ทอล์ค : ผลงาน NER นอนมา เมิน โควิด-19

ติดตามข่าววงการหุ้น News feed แบบเรียลไทม์ได้แล้วที่ http://www.hooninside.com/

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้