Today’s NEWS FEED

News Feed

PTTGC กำไรต่ำคาด!! 6 เทพหุ้น บอก "ถือ" - 3 เซียน เชียร์ "ซื้อ" ด้าน เคทีบีฯ เสียงแตกสั่ง "ขาย"

190

 

 

 

 

สำนักข่าวหุ้นอินไซด์(18 กุมภาพันธ์ 2563)----บล.คิงส์ฟอร์ด จำกัด (มหาชน) ออกบทวิเคราะห์ เปิดเผยว่า PTTGC รายงานผลประกอบการ 4Q62 มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 374 ล้านบาท ลดลง -86%QoQ และลดลง -91%YoY ต่ำกว่าคาดการณ์ของตลาดเล็กน้อย อย่างไรก็ตามหากตัดกำไรสต๊อกฯ (Net NRV) 235 ล้านบาท กำไรอัตราแลกเปลี่ยน 440 ล้านบาท กำไรธุรกรรมป้องกันความเสี่ยง 892 ล้านบาท และรายการพิเศษอื่นๆ พบว่าผลการดำเนินงานพลิกขาดทุน 1.4 พันล้านบาท เนื่องจาก 1) ธุรกิจโรงกลั่น:มีการปิดซ่อมบำรุงใหญ่ตามแผนเป็นเวลา 52 วัน ส่งผลให้อัตราการใช้กำลังการกลั่นลดลงจาก 101% ใน 3Q62 เหลือเพียง 51% อย่างไรก็ดีในแง่ของ Market GRM ไตรมาสนี้ปรับเพิ่มขึ้น +6%QoQ อยู่ที่ 4.7$/bbl จากการปรับกระบวนการผลิตเพื่อรองรับการผลิต LSFO ทำให้รับประโยชน์จาก Spread LSFO/DB ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น 2) ธุรกิจอะโรมาติกส์:อัตราการใช้กำลังการผลิตลดลงจาก 100% ใน 3Q62 เหลือ 87% ผลจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ที่ลดลงทำให้ Market P2F ลดลง -34%QoQ อยู่ที่ 91$/ton 3) ธุรกิจโอเลฟินส์:อ่อนตัวลงต่อเนื่องโดยอัตราการใช้กำลังการผลิตของโรง Olefins/PE/MEG ลดลงจาก 104%/107%/108% ใน 3Q62 เหลือ 99%/100%/104% ขณะที่ราคาขายผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่ปรับตัวลดลงจากประเด็นสงครามการค้าและเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ส่งผลให้ Adjusted EBITDA (Olefins) ลดลง -43%QoQ อยู่ที่ 2.5 พันล้านบาท (Adjusted EBITDA Margin ลดลงเหลือ 10% จาก 15%) เมื่อรวมทุกธุรกิจ Adjusted EBIDA สำหรับไตรมาสนี้จึงอยู่ที่ 4,109 ล้านบาท ลดลง -45%QoQ, -67%YoY รวมกำไรสุทธิปี 62 จึงออกมาที่ 11,682 ล้านบาท ลดลง -71%YoY

 

 

สำหรับแนวโน้มผลประกอบการ 1Q63 เราคาดว่ายังไม่ดี เนื่องจากราคาน้ำมันดิบที่ลดลงจากสิ้นไตรมาสก่อนและค่าเงินบาทที่กลับมาอ่อนค่า ทำให้มีโอกาสรับรู้ผลขาดทุนสต๊อกฯ และอัตราแลกเปลี่ยน ขณะที่ผลการดำเนินงานหลักจะยังถูกกดดันจากแผนปิดซ่อมโรงงานโอเลฟินส์ 3 โรง กำลังการผลิตรวม 1.3 ล้านตันต่อปี อีกประมาณโรงละ 40 วัน ขณะที่ราคาผลิตภัณฑ์โอเลฟินส์และส่วนต่างราคาอะโรมาติกส์ยังทรงตัวต่ำ และมีความเสี่ยงเพิ่มเติมจากนโยบายลดการใช้ Single-use plastics ของจีน รวมถึงการแพร่ระบาดของ Coronavirus ที่อาจส่งผลกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก อย่างไรก็ดียังพอมีส่วนชดเชยจากค่าการกลั่นที่ได้แรงหนุนจากมาตรการ IMO2020 โดย PTTGC ลดผลกระทบจากราคาน้ำมันเตากำมะถันสูง (HSFO) ที่ตกต่ำ ด้วยการเปลี่ยน Crude Mixed นำเข้ากลั่นใหม่ให้มีสัดส่วนของน้ำมันดิบชนิดเบาจาก Africa / SEA มาทดแทนน้ำมันดิบชนิดหนักจาก ME มากขึ้น แม้ต้นทุนจะแพงกว่าเดิมแต่ทำให้สามารถเปลี่ยนการผลิตเป็นน้ำมันเตา (LSFO) ได้ทั้งหมด (Product Yield ประมาณ 14-15%) คาดเกิด Additional Benefit ราว 1-1.5$/bbl ซึ่งจะทยอยเห็นผลชัดเจนมากขึ้นในช่วงที่เหลือของปี 63

 


เบื้องต้นเรายังคงประมาณการกำไรสุทธิปี 63 ที่ 16,034 ล้านบาท ประเมินราคาเหมาะสม 59 บาท อิง PBV 0.9x (-1.5SD) แม้ราคาหุ้นปรับตัวลงมามากจนมี Valuation ที่ไม่แพง ซื้อขายกันในระดับที่ต่ำกว่า -2SD แต่ด้วยแนวโน้มอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่ยังไม่สดใส แถมผลประกอบการ 1Q63 ยังถ่วงอยู่ ให้ไปคาดหวังการฟื้นตัวใน 2H62 ที่จะมีกำลังการผลิตใหม่จากโครงการ ORP และ PO/Polyols เข้ามา ดังนั้นระยะสั้นคงคำแนะนำ "ถือ" โดยบริษัทประกาศจ่ายปันผล 2H62 ที่ 1.00 บาท/หุ้น Yield รวม 2% ขึ้น XD วันที่ 28 ก.พ.

 

 

 


ด้าน บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ ออกบทวิเคราะห์เปิดเผยว่า PTTGC รายงานผลประกอบการ Q4 ที่ 374 ล้านบาท ลดลง 86% QoQ และ 91% YoY ในขณะที่ผลประกอบการตามคาด (เนื่องจากมีผลกำไรจากการป้องกันความเสี่ยง 892 ล้านบาท และบันทึกกลับผลขาดทุนจากสต็อค GGC) ด้านการดำเนินงานมีผลขาดทุน 1.4 พันล้านบาท -160% QoQ และ -116% YoY ด้านผลประกอบการทั้งปีอยู่ที่ 1.17 หมื่นล้านบาท ลดลง 71% YoY ด้วยการดำเนินงานของ Olefins และโรงกลั่นเป็นปัจจัยกดดัน

Olefins - ตลาดอ่อนแอและมีปัญหา : นอกจากราคาและอัตรากำไรที่ลดลงแล้ว (ผลของสงครามการค้าและเศรษฐกิจโลก) กลุ่มนี้ถูกกระทบจากการปิดปรับปรุงระบบไฟฟ้าที่ขัดข้อง ด้านราคาของ HDPE ลดลง 12% QoQ และ 55% YoY ทำให้ Adjusted EBITDA ของ Olefins ลดลง 43% QoQ และ 54% YoY


โรงกลั่น - ถูกกระทบหนัก : EBITDA ของโรงกลั่นปรับตัวลดลง 50% QoQ และ 73% YoY จากอัตราการดำเนินงานที่ลดลงแตะ 51% ในช่วง 4Q19 หลัง PTTGC มีการปิดปรับปรุง 54 วันในเดือน ต.ค. - พ.ย.
กลุ่มอโรมาติกส์ - รายงาน EBITDA ขาดทุน : เพื่อเพิ่มความสามารถในการทำกำไร PTTGC เดินเครื่องโรงงานเพียง 87% แต่ Adjusted EBITDA ยังคงขาดทุน 106 ล้านบาท ลดลงจากกำไร 650 ล้านบาทใน 3Q19 PX-condensate มีอัตรากำไรลดลง 12% QoQ และ 55% YoY


เราเชื่อว่ามีโอกาสน้อยที่ผลประกอบการจะฟื้นตัวใน 1Q20F และจะมีการปิดปรับปรุงโรงงาน Olefins 35 - 39 วัน กระทบโรงงานที่เกี่ยวข้อง ด้วยราคาของ HDPE ที่อ่อนแอมีราคาเฉลี่ยที่ 847 ดอลลาร์/ตัน เทียบกับใน 4Q19 ที่ 841 ดอลลาร์/ตัน มีเพียงกลุ่มโรงกลั่นที่มีค่าการกลั่นเพิ่มขึ้น และราคาน้ำมันดิบพรีเมี่ยมที่ลดลง


เราแนะนำให้ "ถือ" โดยมีมูลค่าที่เหมาะสม 57.00 บาท (PBV 0.9 เท่า) มีความเสี่ยงคือ ราคา และส่วนต่างที่อ่อนแอ, การปิดปรับปรุง

 

 


ด้าน บล.เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด ออกบทวิเคราะห์เปิดเผยว่า PTTGC เราคงคำแนะนำ "ขาย" และราคาเป้าหมาย ที่ 43.00 บาท อิง EV/EBITDA ที่ 6.5x (7-yr average EV/EBITDA) PTTGC รายงานกำไรสุทธิใน 4Q19 ที่ 373 ล้านบาท -91% YoY, -86% QoQ ใกล้เคียงตลาดคาด โดยมีกำไรจาก stock gain 235 ล้านบาท และ กำไรพิเศษอื่นๆ (Fx, Hedging) รวม 1,332 ล้านบาท ถ้าไม่นับรวมกำไรพิเศษ ผลการดำเนินงานปกติยังขาดทุนราว 1,200 ล้านบาท จาก 1) ปิดซ่อมโรงกลั่นตามแผน 52 วัน และ 2) EBITDA Margin กลุ่มปิโตรเคมีลดลง โดยเฉพาะ aromatic เรายังคงประมาณการกำไรปี 2020E ที่ 1.5 หมื่นล้านบาท แต่อาจจะยังมีความเสี่ยงจากสถานการณ์ COVID-19 ที่ประเทศจีนจะส่งผลกระทบต่อความต้องการปิโตรเคมี แนวโน้ม 1Q20E อาจจะยังไม่เห็นการฟื้นตัวเพราะมีการปิดซ่อมโรงปิโตรเคมี 40 วัน และส่วนต่างราคาปิโตรเคมียังอยู่ระดับต่ำ


ใน 1 เดือนราคาหุ้นปรับลดลง -7% จากสถานการณ์ COVID-19 ที่ประเทศจีน ซึ่งน่าจะเป็นปัจจัยกดดันต่อราคาปิโตรเคมีให้อยู่ในระดับต่ำและส่งผลให้กำไรใน 1Q20E ยังอยู่ในระดับต่ำและทำให้ราคาหุ้น ใน 1H20E จะยัง underperform SET ปัจจุบันราคาหุ้น trade ที่ +1.5SD above 7-yr average EV/EBITDA ถือว่าค่อนข้างแพงเทียบกับ outlook ที่ยังไม่ฟื้น


กำไรสุทธิใน 4Q19 อ่อนตัวตามตลาดคาด PTTGC รายงานกำไรสุทธิใน 4Q19 ที่ 373 ล้านบาท -91% YoY, -86% QoQ ใกล้เคียงตลาดคาด โดยมีกำไรจาก stock gain 235 ล้านบาท และ กำไรพิเศษอื่นๆ (Fx, Hedging) รวม 1,332 ล้านบาท ถ้าไม่นับรวมกำไรพิเศษ ผลการดำเนินงานปกติยังขาดทุนราว 1,200 ล้านบาท จาก 1) ปิดซ่อมโรงกลั่นตามแผน 52 วัน ในขณะที่ market GRM อยู่ที่ USD4.7/bbl ดีขึ้นจาก 3Q19 ที่ USD4.4/bbl และ 2) EBITDA Margin กลุ่มปิโตรเคมีลดลง โดยเฉพาะ aromatic ที่เริ่มเห็นขาดทุน EBITDA

คงประมาณการกำไรปี 2020E ที่ 1.5 หมื่นล้านบาท เรายังคงประมาณการกำไรปี 2020E ที่ 1.5 หมื่นล้านบาท แต่อาจจะยังมีความเสี่ยงจากสถานการณ์ COVID-19 ที่ประเทศจีนที่จะส่งผลกระทบต่อความต้องการปิโตรเคมี ประเมินกำไร 1Q20E จะยังทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ ได้โรงกลั่นที่กลับมาดำเนินงานปกติและบริษัทสามารถผลิต LSFO ที่มี margin สูงได้ แต่โดนลดทอนด้วยการปิดซ่อมโรงปิโตรเคมีประมาณ 40 วันและ ส่วนต่างของ aromatic ที่ยังอยู่ในระดับต่ำ


ราคาเป้าหมายที่ 43.00 บาท อิง EV/EBITDA เฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปี ที่ 6.5 เท่า ระยะสั้น 1Q20E มีปิดซ่อมโรงปิโตรเคมีและผลจาก COVID-19 และในระยะยาวปิโตรเคมีโดยเฉพาะอย่างยิ่ง olefins ยังมีปัจจัย supply ที่เพิ่มขึ้นมาค่อนข้างมาก และยังเป็น down cycle ซึ่งปกติจะมีช่วงของ down cycle ประมาณ 2 ปี

 

 

 

ด้าน บจ.หลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) ออกบทวิเคราะห์ เปิดเผยว่า PTTGC กำไรสุทธิ 4Q62 ลดลงแรง -91%YoY และ -86%QoQ เป็น 374 ล้านบาท เพราะถูกกระทบจากการปิดซ่อมบำรุงใหญ่, ค่าใช้จ่ายดำเนินงานเพิ่มขึ้นตามปัจจัยฤดูกาล รวมทั้งสเปรดปิโตรเคมีลดลง ด้านค่าการกลั่น GRM (ไม่รวมกำไร/ขาดทุนสต็อก) -16%YoY แต่ +5%QoQ เป็น 4.66 US$/bbl แต่มาร์จิ้นอะโรเมติกส์ร่วงแรง -62%YoY, -33%QoQ เป็น 91 US$/ตัน ซึ่งกำไรสต็อก & กำไร FX และกำไรพิเศษจากบ.ร่วมช่วยให้บรรทัดสุดท้ายเป็นกำไร แต่ถ้าไม่รวมรายการเหล่านี้จะเป็น Core loss 231 ล้านบาท

ค่าการกลั่นยังร่วงต่อใน 1Q63 โดยใน QTD ลดลงเป็นเลขสองหลัก โดยหลักมาจากอุปสงค์ที่ต่ำลง ผลกระทบจาก COVID-19

แนวโน้มธุรกิจปิโตรเคมีท้าทายต่อในปี 63 ทั้งนี้ใน QTD ของ 1Q63 สเปรด HDPE, LLDPE, MEG และ PP อยู่ระหว่าง -1% ถึง +3%QTD และคาดว่าทั้งปีนี้จะยังไม่กระเตื้องนัก เพราะในปี 63 จากมีกำลังการผลิต PE และ PP จากจีนและสหรัฐเข้ามาเพิ่มอีก 9 ล้านตัน

แนะนำถือ ให้ราคาพื้นฐาน 55 บาท เทียบเท่ากับ P/BV ปีนี้ที่ 0.82 เท่า (-2SD ของค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี)

 

 


ด้าน บริษัทหลักทรัพย์ เอเชีย เวลท์ จำกัด ออกบทวิเคราะห์ เปิดเผยว่า PTTGC รายงานกำไรสุทธิ 4Q62 อยู่ที่ 374 ล้านบาท ลดลง 86%QoQ และลดลง 91%YoY ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากธุรกิจหลักที่ได้รับผลกระทบจากราคาและส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ที่ปรับลดลงทั้ง QoQ และ YoY โดยเฉพาะราคา HDPE ใน 4Q62 เหลือเพียง 841 ลดลง 12%QoQ และลดลง 30%YoY ทำให้บริษัทมี Adj. EBITDA ของธุรกิจโอเลฟินส์ และ Derivatives อยู่ที่ 2.5 พันล้านบาท ลดลง 43%QoQ และลดลง 54%YoY ด้านอัตราการใช้กำลังผลิตโรงกลั่นและอะโรเมติกส์ลดลง เนื่องจากบริษัทมีการหยุดซ่อมโรงกลั่นเป็นเวลา 52 วัน ทำให้บริษัทมีอัตราการกลั่นอยู่ที่ 51% (4Q61 อยู่ที่ 102% และ 3Q62 อยู่ที่ 101%) โดยบริษัทมีค่าการกลั่น (Market GRM) อยู่ที่ 4.7 เหรียญต่อบาร์เรล เมื่อรวมกับ Stock gain และ Hedging gain ที่ 2.8 เหรียญ ทำให้บริษัทมีค่าการกลั่นรวม (Acc. GRM) อยู่ที่ 7.4 เหรียญต่อบาร์เรล ด้านธุรกิจอะโรเมติกส์ยังอ่อนแอ โดยบริษัทมีส่วนต่างราคาอะโรเมติกส์ (Market P2F) อยู่ที่ 91 เหรียญต่อตัน ลดลง 33%QoQ และลดลง 62%YoY ทำให้บริษัทเดินเครื่องผลิตลดลงเหลือ 87% (4Q61 อยู่ที่ 93% และ 3Q62 อยู่ที่ 100%) โดยธุรกิจอะโรเมติกส์ยังคงมี Adj. EBITDA ติดลบ 106 ล้านบาท ด้านรายการพิเศษที่เกิดขึ้นใน 4Q62 บริษัทมีการรับรู้กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนจำนวน 440 ล้านบาท และการกลับรายการที่เป็นค่าใช้จ่ายความเสียหายจากวัตถุดิบคงคลัง (GGC) จำนวน 217 ล้านบาท

 

บริษัทรายงานกำไรสุทธิปี 2562 อยู่ที่ 1.17 หมื่นล้านบาท ลดลง 71%YoY เป็นผลมาจากรายได้รวมที่ลดลง ตามทิศทางราคาผลิตภัณฑ์ และปริมาณขายที่ลดลง เนื่องจากบริษัทมีหยุดซ่อมบำรุงในหน่วยผลิตสำคัญจำนวนมาก ได้แก่ เอทิลีนออกไซด์ ฟีนอล อะโรเมติกส์ และโรงกลั่น ทำให้เกิดค่าใช้จ่ายในการหยุดซ่อมบำรุงเพิ่มขึ้น ขณะที่ Margin ของธุรกิจหลักปรับลดลง โดยบริษัทมีค่าการกลั่นอยู่ที่ 3.9 เหรียญต่อบาร์เรล ลดลง 36.5%YoY มี Market P2F อยู่ที่ 130 เหรียญต่อตัน ลดลง 34%YoY และมีราคา HDPE อยู่ที่ 991 เหรียญต่อตัน ลดลง 25.5%YoY ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจาก Demand ที่ชะลอตัวลงตามภาพรวมเศรษฐกิจโลกที่อ่อนแอ จากปัญหาสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน รวมไปถึงการเพิ่มขึ้นของกำลังผลิตใหม่ เป็นปัจจัยลบต่อผลประกอบการ

 

เราคาดว่าผลประกอบการ 1Q63 ยังมีความเสี่ยงจาก (1) Margin ของธุรกิจที่ยังอ่อนแอ แม้ค่าการกลั่นจะเริ่มมีการฟื้นตัวจากต้นทุนค่าขนส่ง และ Crude Premium ที่ลดลง แต่ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีทั้งพาราไซลีน และเบนซิน ในช่วง 1Q63QTD ยังคงปรับลดลง 8.8%QoQ และ 20.2%QoQ ตามลำดับ ขณะที่ราคา HDPE ในช่วง 1Q63QTD ยังทรงตัวในระดับต่ำที่ 846 เหรียญต่อตัน และ (2) ราคาน้ำมันดิบที่ปรับลดลง ทำให้ผลประกอบการ 1Q63 มีความเสี่ยงที่จะพลิกกลับมารับรู้ Stock Loss อีกครั้ง หลังจากในช่วง 4Q63 บริษัทมี Stock gain รวม 235 ล้านบาท


บริษัทประกาศจ่ายเงินปันผลสำหรับผลประกอบการ 2H62 ในอัตรา 1 บาท โดยบริษัทจะขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 28 ก.พ. และจ่ายเงินปันผลวันที่ 28 เม.ย. ทำให้ทั้งปี 2562 บริษัทจ่ายเงินปันผลรวม 2 บาท ขณะที่ปี 2563 เราคาดเงินปันผลไว้ที่ 2.25 บาท ให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล 4.3% เมื่อเทียบกับราคาปิดล่าสุด ทั้งนี้ ยังแนะนำ "ถือ" ราคาเป้าหมาย 58 บาท/หุ้น

 

 

 


ด้าน บจ. หลักทรัพย์ทรีนีตี้ ออกบมวิเคราะห์ เปิดเผยว่า ผลประกอบการต่ำกว่าที่เราคาด และ จากการลดกำลังการผลิตของโรงกลั่นและโรงปิโตรเคมี ด้วย GRM และ BTX ที่ลดลงจากไตรมาสก่อน
- กำไรสุทธิใน 4Q19 ที่ 374 ล้านบาท -86% QoQ. -91% YoY ต่ำกว่าที่เราคาด โดยผลกระทบหลักมาจากธุรกิจอะโรเมติกส์ที่มี EBITDA ติดลบ ในขณะที่รายได้รวมที่ 85,765 ล้านบาท -19% QoQ, -34% YoY ต่ำกว่าที่เราคาดร้อยละ 15 แม้โรงกลั่นมี GRM เพิ่มขึ้น 0.26 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน ทว่า BTX P2F ของอะโรเมติคส์ลดลงเหลือ 91 ดอลลาร์ต่อตัน ส่วน EBITDA Margin สาย Olefins ลดลงเหลือร้อยละ 10
- อย่างไรก็ดี PTTGC มีผลกำไรจากสต๊อกน้ำมัน ใน 4Q19 สูงกว่าที่เราคาดเล็กน้อยที่ 472 ล้านบาท เนื่องจากราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นมาแรงในช่วงท้ายไตรมาส
- รายได้และกำไรจากเงินลงทุนของบริษัทต่อธุรกิจในอุตสาหกรรมปลายน้ำลดลงจากธุรกิจสาย Acrylonitrile และ Phenol ที่มีสเปรดลดลง

ในภาพรวม กำลังการผลิตลดลงในกลุ่มโรงกลั่น โอเลฟินส์และอะโรเมติคส์ ด้านกำไรลดลงจากการปิดซ่อมโรงกลั่น และลดลงอย่างหนักในกลุ่มอะโรเมติคส์ รวมถึงยังมี Phenol ที่ปรับลดลงแรง ส่วนกลุ่มโอเลฟินส์ ปรับตัวลดลงจากราคาที่ยังลดลง

ด้วยช่วงไตรมาส 4 ปี 2562 โรงกลั่นมีการหยุดซ่อมบำรุงหน่วยการกลั่น โดย Run rate ลดลงเหลือเพียงร้อยละ 51 ในไตรมาสนี้ จึงส่งผลให้รายได้จากธุรกิจน้ำมันลดลงร้อยละ 19 QoQ และ 21 YoY ในขณะที่ Market GRM เพิ่มขึ้นจาก 4.40 เป็นถึง 4.66 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในไตรมาสที่ผ่านมา ทั้งจากสเปรดของน้ำมันสำเร็จรูปทุกชนิด และ LSFO ซึ่งมีสเปรดที่ดีกว่า HSFO ถึง 27 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในไตรมาสนี้ โดยผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 15%ของกำลังการผลิตรวม แม้ Crude Premium จะเพิ่มขึ้นจาก 4-5 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เป็น 6 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในไตรมาสนี้ก็ตาม ส่งผลให้อัตราการทำกำไรของธุรกิจน้ำมันลดลงจากไตรมาสก่อน โดย Adj. EBITDA ลดลงจาก 1,270 ล้านบาทในไตรมาสก่อน เป็น 635 ล้านบาทในไตรมาสนี้ อย่างไรก็ดี การที่มี Stock gain มูลค่า 472 ล้านบาท ทำให้ Accounting GRM (รวมผลกระทบจาก Hedging Gain 1.60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และ Stock Gain 1.15 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล) เพิ่มขึ้นจาก 3.60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในไตรมาสก่อน เป็น 7.42 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อย่างไรก็ดี ผลของปริมาณการกลั่นที่ลดลงมีมากกว่า

 


ผลประกอบการในธุรกิจนี้ ชะลอตัวลงจากการที่สเปรดของ กลุ่ม PE ลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง HDPE จึงส่งผลให้ EBITDA Margin ลดลงจากไตรมาสก่อนที่ร้อยละ 15 เหลือร้อยละ 10 ในไตรมาสนี้ โดย Adj. EBITDA ลดลงจาก 4,429 ล้านบาทในไตรมาสก่อน เป็น 2,539 ล้านบาทในไตรมาสนี้ ทั้งนี้ ต้องจับตาส่วนธุรกิจนี้ให้ดีในช่วงถัดไป เนื่องจาก Supply ที่เพิ่มเข้ามาจากจีน รวมถึงผลจากอุปสงค์ที่ลดลงจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวและจาก Trade War ในบางส่วน

 

ผลิตภัณฑ์ธุรกิจ Aromatics เป็นตัวฉุดของกลุ่มปิโตรเคมีในไตรมาสนี้ โดยเฉพาะจากราคา Benzene และ PX ที่ส่วนต่างกับคอนเดนเสทปรับตัวลดลงร้อยละ 20 และ 12 ตามลำดับ จึงส่งผลให้ Adj. EBITDA ของ กลุ่ม Aromatics ลดลงจากไตรมาสก่อนที่กำไร 650 ล้านบาท จนขาดทุน 106 ล้านบาทในไตรมาสนี้ ในขณะที่กำลังการผลิตด้าน Aromatics ของ PTTGC ลดลงเหลือร้อยละ 87 จากไตรมาสก่อนที่ร้อยละ 100 โดย BTX P2F ลดลงจาก 136 ดอลลาร์ต่อตัน เหลือ 91 ดอลลาร์ต่อตันในไตรมาสนี้ เราจะขอประเมินผลประกอบการปี 2020 หลังจากงานการประชุมนักวิเคราะห์


ความเสี่ยง: ความผันผวนของราคาน้ำมันและปิโตรเคมี, ภัยธรรมชาติและอุบัติเหตุ

ราคาเป้าหมายเดิมที่ 67.5 บาท โดยใช้ P/BV เฉลี่ย 3 ปีย้อนหลัง เพื่อสะท้อนราคาปิโตรเคมีล่าสุดใน Cycle นี้ ที่ 1 เท่า และ BV ที่ลดลงเหลือ 67.5 บาท โดยคงคำแนะนำ ซื้อ

 

 

 

 


ด้าน บจ.หลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) ออกบทวิเคราะห์ เปิดเผยว่า PTTGC ประกาศงบ 4Q62 กำไรสุทธิ 375 ล้านบาท ต่ำสุดตั้งแต่ 4Q57 หากหักรายการพิเศษ ผลการดำเนินงานหลัก พลิกจากกำไรเป็นขาดทุน 1.4 พันล้านบาท อ่อนแอกว่าที่เรา และตลาดคาด

- เราปรับกำไรปกติปี 2563 ลง 20% สะท้อนหลายประเด็นลบที่เข้ามากดดันตั้งแต่ต้นปี ส่งผลให้กำไรปกติอยู่ที่ 1.3 หมื่นล้านบาท และราคาเหมาะสมใหม่อยู่ที่ 56.00 บาท

- แม้เชิง Valuation หุ้นซื้อขายบน PBV ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย -2.0SD และมีเงินปันผลงวด 2H63 Yield 1.9% แต่เรามองว่ายังไม่เพียงพอให้เข้าเข้าลงทุน เนื่องจากระยะสั้นงบ 1Q63 ยังอ่อนแอจากแผนปิดซ่อมบำรุง และ Margin ปิโตรเคมีปีนี้จะคงถูกกดดันจากกำลังผลิตใหม่ที่ทยอยเข้าสู่ตลาด

- คงคำแนะนำ Trading เพื่อรอการฟื้นตัวช่วง 2H63 จากการรับรู้กำลังผลิตของโรงงานแห่งใหม่


PTTGC รายงานงบ 4Q62 มีกำไรสุทธิ 375 ล้านบาท หดตัว -86% QoQ, -91% YoY และนับเป็นกำไรรายไตรมาสที่อ่อนแอสุดนับตั้งแต่ 4Q57 ซึ่งเป็นช่วงวิกฤตน้ำมัน Shale oil หากหักรายการพิเศษ ผลการดำเนินงานปกติจะขาดทุน 1.4 พันล้านบาท (พลิกจากกำไรใน 3Q62, 4Q61) ต่ำกว่าที่เรา และตลาดคาด


ผลการดำเนินงานหลักลดลงทั้ง QoQ, YoY ทุกธุรกิจ 1) ธุรกิจอะโรมาติกส์ มี Adjusted EBITDA ติดลบ กดดันจากอัตรากำไร PX, BZ ที่อ่อนแอเพราะมีอุปทานใหม่เข้าสู่ตลาด รวมทั้งได้รับแรงกดดันจากอัตราการผลิตที่ลดลง เนื่องจากการปิดซ่อมบำรุงใหญ่ของโรงกลั่น 2) ธุรกิจโอเลฟินส์ถูกกดดันจากราคาผลิตภัณฑ์ที่ลดลง โดย HDPE เหลือ US$841/ตัน (-12% QoQ, -30% YoY) นอกจากนี้ ยังมีการหยุดเดินเครื่องจักรนอกแผนราว 1 สัปดาห์จากปัญหาการผลิตกระแสไฟฟ้าขัดข้อง 3) ธุรกิจโรงกลั่น แม้ค่าการกลั่นจะทำได้น่าประทับใจสูงขึ้น QoQ สวนทางค่าการกลั่นสิงคโปร์ที่ลดลง เนื่องจากบริษัทปรับปรุงกระบวนการผลิตโดยเปลี่ยนจากน้ำมัน HSFO เป็น LSFO ได้ทั้งหมด (15%) แต่ผลการดำเนินงานยังถูกถ่วงด้วยการปิดซ่อมบำรุงใหญ่ 52 วัน ทำให้อัตราการผลิตเหลือ 51% อย่างไรก็ตาม 4Q62 มีกำไรจากรายการพิเศษเข้ามาช่วยจำนวนมาก ได้แก่ กำไรสต็อกน้ำมัน 235 ล้านบาท, กำไร Hedging 892 ล้านบาท, กำไร FX 440 ล้านบาท, กลับรายการค่าใช้จ่ายของ GGC 217 ล้านบาท, กำไรซื้อสินทรัพย์ 31 ล้านบาท


ภาพรวมปี 2562 กำไรสุทธิเท่ากับ 11.6 พันล้านบาท -71% YoY จาก Margin ที่ลดลงทุกธุรกิจหลัก และการปิดซ่อมบำรุงของโรงกลั่น-อะโรมาติกส์


แนวโน้ม 1Q63 เราคาดผลประกอบการยังไม่น่าสนใจ เนื่องจากส่วนต่างราคาปิโตรเคมี และค่าการกลั่น 1QTD ยังอ่อนแอ กดดันด้วยหลายประเด็นลบที่เข้ามาตั้งแต่ช่วงต้นปี เช่น มาตรการอุดหนุนการผลิตน้ำมันเตาของจีน, การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19, นโยบายลดการใช้พลาสติกของจีน, และสถานการณ์ภัยแล้ง นอกจากนี้ 1Q63 ยังเป็นช่วงปิดซ่อมบำรุงโรงปิโตรเคมีหลายหน่วย และมีโอกาสขาดทุนสต็อกน้ำมัน ดังนั้น เพื่อสะท้อนปัจจัยลบข้างต้น เราปรับคาดการณ์กำไรปกติปี 2563 ลง 20% โดยปรับสมมติฐานราคา HDPE เหลือ US$895/ตัน และส่วนต่างราคา HDPE เหลือ US$380/ตัน (รายละเอียดหน้า 2) ส่งผลให้กำไรปกติปี 2563 อยู่ที่ 1.3 หมื่นล้านบาท เติบโต 41% YoY จาก 1) อัตราการผลิตที่ดีขึ้นหลังผ่านการปิดซ่อมบำรุงใหญ่ในปี 2562 และ 2) การรับรู้กำลังผลิตจากโรงงานใหม่รวม 1.1 ล้านตัน/ปี ช่วง 2H63 ภายใต้โครงการ PO/Polyols และโครงการ Olefins Reconfiguration


เราปรับราคาเหมาะสม ณ สิ้นปี 2563 ลงเป็น 56.00 บาท (เดิม 58.00 บาท) อ้างอิง PBV ที่ 0.86x ซึ่งให้ส่วนลดจากค่าเฉลี่ยระยะยาว -2.0SD (เท่าเดิม) แม้ว่าราคาปัจจุบันซื้อขายบน PBV ต่ำกว่า -2.0SD และบริษัทจ่ายปันผลงวด 2H63 ที่ 1.0 บาท/หุ้น Yield 1.9% (XD 28 ก.พ.) แต่เรามองว่ายังไม่เพียงพอสำหรับการเข้าลงทุน เนื่องจากการฟื้นตัว 1Q63 ยังไม่เด่นเพราะมีแผนปิดซ่อมบำรุง และ Margin ปิโตรเคมีปีนี้จะถูกกดดันด้วยอุปทานใหม่ เราคงคำแนะนำ Trading เพื่อรอการฟื้นตัวจากการเปิดโรงงานใหม่ช่วง 2H63

 

 

 

ด้าน บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด ออกบทวิเคราะห์ เปิดเผยว่า คงคำแนะนำ "ซื้อ" ด้วยราคาเป้าหมายที่ 63.50 บาท; กำไรที่ฟื้นตัวขึ้นนับจากไตรมาส 2/63 จะเป็นปัจจัยบวกต่อราคาหุ้น ขณะที่มีมูลค่าที่เพียง PBV 0.78 เท่า โดย กำไรไตรมาส 4/2562 ออกมาต่ำกว่าคาด (เพียง 126 ลบ.) สืบเนื่องจากฐานที่ต่ำ คาดกำไรแตะจุดต่ำสุดในไตรมาส 1/63 ขณะที่ ประกาศจ่ายปันผล 1.0 บาท/หุ้นสำหรับการดำเนินงานในครึ่งหลังของปี 62 ทำให้มีเงินปันผลทั้งปี FY62 ที่ 2.0 บาท/หุ้น คิดเป็น payout ratio 77% และ DY 3.8%

 

 

 


ด้าน บริษัทหลักทรัพย์ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ออกบทวิเคราะห์ เปิดเผยว่า PTTGC กำไร 4Q62 อ่อนแอกว่าตลาดคาด PTTGC รายงานกำไรสุทธิ 4Q62 ที่ 374 ลบ. (-86%QoQ, -91%YoY) ต่ำกว่าตลาดคาด โดยหากตัดกำไรพิเศษ 1.8 พันลบ. (กำไรจากสต๊อกน้ำมัน 235 ลบ., FX & Hedging 1.3 พันลบ. และการกลับรายการค่าเสียหายจากวัตถุดิบคงคลังของ GGC 217 ลบ.) ออก PTTGC จะขาดทุนสูงถึง -1.4 พันลบ. (3Q62 : กำไร 2.4 พันลบ., 4Q61 : กำไร 9.2 พันลบ.) โดยเป็นผลจากการอ่อนแอในทุกธุรกิจได้แก่ : 1) ธุรกิจโรงกลั่น Adjusted EBITDA ลดลง -50%QoQ, -73%YoY โดยเกิดจาก U. rate ที่ต่ำเพียง 51% เนื่องจากมีการปิดซ่อมบำรุงตามแผน 52 วัน แม้ Mkt. GRM จะเพิ่มขึ้นเป็น $4.7/bbl (3Q62 : $4.4, 4Q61 : $5.5) ด้วยผลบวกของการขายน้ำมัน LSFO 15% ของทั้งหมด ซึ่งส่วนต่างราคาในไตรมาสนี้ปรับขึ้นแรง; 2) ธุรกิจ Aromatics มี Adjusted EBITDA -106 ลบ. (-116%QoQ, -105%YoY) จาก Mkt. P2F ที่ลดลงมากเหลือเพียง $91/ton (3Q62 : $136, 4Q61 : $238) เนื่องจากส่วนต่างราคา PX และ BZ ลดลงมากตามอุปทานใหม่ที่เพิ่มขึ้นมาก และ U. rate ลดลง; และ 3) ธุรกิจ Olefins & Derivatives Adjusted EBITDA เพียง 2.5 พันลบ. (-43%QoQ, -54%YoY) เนื่องจาก U. rate ลดลง ประกอบกับ HDPE, PP, MEG Spreads อ่อนแอมาก ด้วยผลกระทบจากสงครามการค้า ทำให้อุปสงค์อ่อนแอ


กำไรทั้งปี 1.2 หมื่นลบ. หดตัว -69%YoY สำหรับกำไรทั้งปีทำได้ 1.2 หมื่นลบ. หดตัว -69%YoY โดยมีกำไรจากรายการพิเศษสูงถึง 3.4 พันลบ. ด้วยผลลบของ Mkt. GRM ลดลงมากจาก $6.1/bbl เหลือเพียง $3.9 และการปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่น ขณะเดียวกันส่วนต่างราคาของทั้ง Aromatics และ Olefins ก็อ่อนแอ ตามอุปสงค์ของผลิตภัณฑ์ที่ลดลง


แนวโน้มกำไร FY63 ฟื้นตัวได้จากฐานต่ำ เราคาดว่ากำไร FY63 จะฟื้นตัวได้จากฐานต่ำ ด้วยผลบวกหลักจากธุรกิจโรงกลั่น เนื่องจาก จะกลับมาผลิตเต็มที่ด้วย U. rate 101% (FY62 : 87%) หลังจากปิดซ่อมบำรุงในปีก่อน นอกจากนี้ ยังได้ผลบวกจาก Mkt. GRM ที่ดีขึ้นจากการขายน้ำมัน LSFO เต็มปี และส่วนต่างราคาน้ำมันดีเซลจะกว้างขึ้นจากผลของมาตรการ IMO สำหรับธุรกิจ Aromatics คาดทรงตัว YoY โดยผลบวกจาก U. rate ที่สูงขึ้น น่าจะถูกหักล้างด้วย Spreads ที่ยังอ่อนแอ อย่างไรก็ตาม อาจจะมี Downside risk จากธุรกิจ Olefins & Derivatives เนื่องจากมีการปิดซ่อมบำรุงใน 1Q63 ทำให้คาด U. rate ทั้งปีหดตัวจาก 102% เหลือ 98% ขณะที่คาด Spreads ของ HDPE, PP ทรงตัว YoY

 

แม้ราคาหุ้นจะถูกมาก แต่แนะนำเพียง "ถือ" เรามองว่าราคาหุ้น PTTGC จะได้รับแรงกดดันจากกำไรที่อ่อนแอ แม้ Valuation จะถูกมากเพียง FY63 P/B 0.81x แต่แนวโน้มธุรกิจยังไม่เป็นบวกนัก ความน่าสนใจของ PTTGC จึงน้อยกว่าหุ้นพลังงานตัวอื่น เราแนะนำเพียง "ถือ" ด้วยราคาเป้าหมายใหม่ 60 บ. อิง FY63 P/B ที่ 0.93x (ค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปี - 1.5 S.D.) ทั้งนี้ PTTGC ประกาศจ่ายเงินปันผลทั้งปี 2 บ. (D/P 3.8%) โดยจะขึ้น XD 28 ก.พ. เพื่อจ่ายเงินปันผล 1 บ. สำหรับกำไร 2H62

 

ภาวะเศรษฐกิจโลก ภาวะชะลอตัว/ชะงักงันของเศรษฐกิจโลกอาจส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบโลก ค่าการกลั่น ส่วนต่างราคาปิโตรเคมีโอเลฟินส์ & อะโรเมติกส์ และอัตราแลกเปลี่ยนมีความผันผวนและต่ำกว่าประมาณการ

 

 

 

ด้าน บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ออกบทวิเคราะห์ เปิดเผยว่า PTTGC 4Q62 กำไรเหลือเพียง 374 ลบ.: 4Q62 กำไรเหลือเพียง 374 ลบ. โดยกลุ่มโรงกลั่นได้รับผลจากการหยุดซ่อมไป 54 วันส่งผลให้ปริมาณขายลดลง แต่ Market GRM เพิ่มเป็น 4.66$/bbl จากการขาย LSFO เพิ่ม ส่วนกลุ่มอะโรเมติกส์ได้รับผลทางลบจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ทั้ง BZ และ PX ที่ลดลงจากอุปสงค์ชะลอตัว เช่นเดียวกับกลุ่มโอเลฟินส์ที่ได้รับผลจากราคาผลิตภัณฑ์กลุ่ม PP ที่หดตัวลงตามอุปสงค์ชะลอตัวทั้งจากเศรษฐกิจโลก และสงครามการค้าที่เกิดขึ้นระหว่างสหรัฐและจีน รวมถึงอุปทานใหม่เข้ามา และไตรมาสนี้มีรายการพิเศษเข้ามาจากราคาน้ำมันปรับขึ้นส่งผลให้มีกำไรจากสต็อกและการป้องกันความเสี่ยง (235+892) และเงินบาทแข็งค่ามีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน 440 ลบ.


คงแนะนำ "ซื้อ" แต่จะปรับราคาพื้นฐานลงจากเดิมจากแนวโน้มการดำเนินงานฟื้นตัวช้ากว่าคาด: จากปัจจัยภายนอกที่เกิดขึ้นทำให้ราคาผลิตภัณฑ์ฟื้นตัวช้ากว่าที่คาดทั้งกลุ่มโรงกลั่นและปิโตรเคมี อีกทั้งยังได้ผลลบจากอุปทานใหม่เข้ามาทำให้การดำเนินงานฟื้นตัวช้ากว่าคาด ทางฝ่ายจะปรับลดประมาณการลงจากเดิม โดยยังคงแนะนำ "ซื้อ" แต่จะปรับราคาพื้นฐานลงจากเดิม

 

 

 

ด้าน บริษัทหลักทรัพย์ กรุงไทย ซีมิโก้ จำกัด ออกบทวิเคราะห์ เปิดเผยว่า คาดสเปรดผลิตภัณฑ์หลักยังมีโมเมนตัมอ่อนแอในปี 2020E
- มีกำไรสุทธิบางใน 4Q19 จากการหยุดซ่อมบำรุง และสเปรดผลิตภัณฑ์ที่ลงลึก
- รายงานกำไรสุทธิ 11.7 พันล้านบาท ในปี 2019 ต่ำสุดในรอบ 11 ปี
- ปรับลดประมาณการกำไร จากการปรับลดสเปรดผลิตภัณฑ์ให้อนุรักษ์นิยมขึ้น

จากแนวโน้มตลาดโอเลฟินส์ และตลาดอะโรเมติกส์ที่อ่อนแอ จากภาวะอุปทานส่วนเกิน ทำให้เราปรับลดประมาณการกำไรของ PTTGC ลงให้อนุรักษ์นิยมมากขึ้น แม้ว่าราคาหุ้นปัจจุบันมีความเสี่ยงขาลงค่อนข้างจำกัด โดยราคาหุ้นปัจจุบันซื้อขายที่ 0.8 เท่า 2020E PBV (-2.0 S.D.) ซึ่งเป็นระดับลึกสุด สอดคล้องกับสเปรด HDPE ที่ทำจุดต่ำสุดใหม่ในรอบ 7 ปี แต่เราคาดจะยังไม่เห็นโมเมนตัมเชิงบวกของราคาหุ้นที่จะถูกซื้อขายในระดับที่สูงขึ้นเนื่องจากสเปรดผลิตภัณฑ์ที่อ่อนแอยังเป็นปัจจัยท้าทายหลักของผลการดำเนินงานปี 2020E ของบริษัท เราคงคำแนะนำ "ถือ" โดยให้ราคาเป้าหมายใหม่ที่ 55 บาท

 

 

 

 

 

ประทุมพร ม่วงเอก

:รายงาน / อณุภา ศิริรวง:เรียบเรียง โทร 02-276-5976 อีเมล์: reporter@hooninside.com ที่มา: สำนักข่าวหุ้นอินไซด์

บทความล่าสุด

“ชาญกฤช” เผยไร้กังวล ลงทะเบียนออนไลน์รับ 5,000 บาท เพราะระบบรับ transactions ได้ถึง 3.48 ล้านคนต่อนาที พร้อมใช้ AI คุมเข้มสวมสิทธิ์

“ชาญกฤช” เผยไร้กังวล ลงทะเบียนออนไลน์รับ 5,000 บาท เพราะระบบรับ transactions ได้ถึง 3.48 ล้านคนต่อนาที พร้อมใช้ AI คุมเข

HotNews : ACG ไม่หวั่น ฮอนด้า ออโตโมบิลฯ หยุด!! 10 สาขาเปิดบริการ - รถส่งมอบพร้อม

ACG ลั่นโชว์รูมศูนย์ฮอนด้ามะลิวัลย์ ทั้ง 10 แห่ง เปิดบริการ-มีรถส่งมอบลูกค้าตามปกติ หลัง ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย)

ฟื้นตัว By : แม่มดน้อย

แม่มดน้อย ขี่ไม้กวาดวิเศษ เช้าวันนี้ ตลาดหุ้นไทย ฟื้นตัว สอดคล้องกับหลายตลาดปรับตัวเพิ่มขึ้น ตอบรับข่าว รัฐสภายุโรป

มัลติมีเดีย

หุ้นอินไซด์ทอล์ค : ผลงาน NER นอนมา เมิน โควิด-19

ติดตามข่าววงการหุ้น News feed แบบเรียลไทม์ได้แล้วที่ http://www.hooninside.com/

สามารถติดตามหน้าเพจของ หุ้นอินไซด์ เพื่อรับข่าวเด่นและประเด็นที่คุณไม่ควรพลาดได้ตามขั้นตอนนี้