Home > News Feed
    บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส : บทวิเคราะห์ตลาดหุ้นรายวัน

“ผันผวนต่างประเทศลบแต่เงินไหลเข้าช่วยดัน”
กลยุทธ์การลงทุน : วันพฤหัส SET ปิดตลาดฯสามารถพลิกกลับมาเป็น +8.23 จุด ที่ 1,529.76 จุด ระหว่างวัน ดัชนีผันผวนสูงมากทำยอดต่ำสุดที่1,510.38 จุด แสดงว่าเพิ่มระหว่างวันถึง 19.38 จุด แม้มีปัจจัยลบที่กดดันคือ ผลประกอบการ 1Q56 ของบริษัทที่สหรัฐ, GDP จีน 1Q56 ออกมาต่ำกว่าคาด และ IMF ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจโลกและสหรัฐ แต่ดัชนีฯกลับมารีบาวด์ได้ ส่วนหนึ่งเพราะมีเงินไหลเข้าไทยจำนวนมาก พิจารณาจากค่าเงินบาทวานนี้ แข็งค่าสุดในรอบ 16 ปีที่ 28.72 บาทต่อUS$ หลักทรัพย์ที่ปรับตัวขึ้นดีโดดเด่นยังเป็นกลุ่ม สื่อสาร ที่ 3G บนคลื่นใหม่ 2.1 GHZ จะเริ่มให้บริการได้แล้วตั้งแต่เดือนนี้ ด้านผู้ซื้อสุทธิคือ นักลงทุนรายย่อย 1.02 พันล้านบาท และบัญชีหลักทรัพย์ซื้อสุทธิ 680 ล้านบาท ส่วนผู้ขายสุทธิคือสถาบัน และต่างชาติจำนวน 768 ล้านบาท 935 ล้านบาทตามลำดับ สำหรับวันนี้ปัจจัยต่างประเทศที่ยังคอยกดดันคือ ดาวโจนส์ที่ปรับตัวลดลง เพราะตัวเลขเศรษฐกิจล่าสุดออกมาอ่อนแอ กังวลการฟื้นตัวเศรษฐกิจสหรัฐจะเลื่อนออกไป รวมทั้งผลประกอบการ 1Q56 ของมอร์แกน แสตนลีย์, กลุ่มสุขภาพและกลุ่มเทคโนโลยีออกมาไม่สดใส แต่สิ่งที่ดีคือ สเปนประสบความสำเร็จในการเปิดประมูลพันธบัตร จึงคลายความกังวลเกี่ยวกับวิกฤตหนี้ยุโรปได้บ้างส่วนบ้านเราติดตามผลประกอบการ 1Q56 กลุ่มธนาคารพาณิชย์ แม้ออกมาดีก็เป็นไปตามคาดการณ์ ยกเว้นดีกว่าที่ตลาดฯคาด ล่าสุดได้แก่ SCB ที่ออกมาดีกว่าที่ตลาดคาด ปัจจัยการเมืองเรื่องการประชุมสภา โดยเฉพาะ พรบ.นิรโทษกรรม แม้ในสภามีการโต้แย้งวุ่นวาย แต่คาดว่าจะไม่มีเหตุการณ์รุนแรง แนวโน้มดัชนีฯวันนี้คาดว่าจะยังมีความผันผวน จากปัจจัยต่างประเทศที่กดดันอยู่ แต่เงินไหลเข้าที่มาเก็งกำไรยังช่วยค้ำจุนดัชนีฯได้อยู่ กลยุทธ์:เน้นซื้อค่าบวก หรือซื้ออ่อนตัวแต่ดัชนีต้องไม่หลุด 1500 จุด ขณะที่ถ้าการรีบาวด์ที่ไม่ผ่านพื้นที่ 1540-1550 จุด ควรขายปรับพอร์ตออกไปก่อน แต่หากผ่านขึ้นไปได้ก็เลือกซื้อ/ถือต่อ กลุ่มอุตสาหกรรมที่เราให้น้ำหนักการลงทุน Overweight ในปีนี้เป็น ธนาคารพาณิชย์, วัสดุก่อสร้าง, รับเหมาก่อสร้าง, ที่พักอาศัย, สื่อสาร และขนส่ง เนื่องจากการเติบโตของกำไรแข็งแกร่ง และได้รับประโยชน์จากการบริโภค & การลงทุนของไทยที่ขยายตัวต่อเนื่องในระยะกลาง-ยาว แต่กลุ่มน้ำมันและปิโตรเคมีได้รับความน่าสนใจน้อยลง จากราคาน้ำมันที่ดิ่งลงแรง Brent ร่วงลง 12% YTD แล้ว สำหรับหุ้นพื้นฐานที่แนะนำซื้อวันนี้ คือ INTUCH

Fundamental Pick
INTUCH แนะนำซื้อราคาปิด 84.00 บาทราคาพื้นฐาน 106.00 บาท
• ราคาหุ้น ADAVANC ทะยานขึ้นรวดเร็ว มูลค่าสินทรัพย์สุทธิตามราคาตลาด (Market NAV) ของINTUCH ขยับขึ้นเป็น 106 บาท/หุ้น ราคาหุ้น INTUCH ยังเป็นส่วนลดถึง 21%
• ล่าสุดได้ปรับราคาเป้าหมายของ ADVANC ขึ้นจาก 255 บาท เป็น 300 บาท ส่งผลให้มูลค่าที่เหมาะสมของหุ้นชินคอร์ปฯ (INTUCH) ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 106 บาท/หุ้น (เป็นส่วนลด 10% จากBreak-up NAV ซึ่งใช้ราคาพื้นฐานของ ADVANC และ THCOM มาคำนวณ)

• ราคาหุ้นที่ซื้อขายกันที่อัตราส่วนลด 21% เมื่อเทียบกับมูลค่าสินทรัพย์สุทธิตามราคาตลาด จะหดแคบลง หลังจาก Cedar Holdings ขายหุ้นที่เหลืออยู่ในราวกลางปี 2556
• คงคำแนะนำ “ซื้อ” เนื่องจากราคาหุ้นยังซื้อขายกันที่ส่วนลดสูงถึง 22% เมื่อเทียบกับมูลค่าที่เหมาะสมที่ 106 บาท และอัตราผลตอบแทนเงินปันผลที่น่าสนใจที่ระดับ 5.2% และ 6.7% ในปี2556-2557 อีกทั้งการซื้อ INTUCH จะได้ราคาของ ADVANC ที่ถูกกว่าซื้อ ADVANC โดยตรง

ปัจจัยต่างประเทศและโภคภัณฑ์
-ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐอ่อนแอ จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการสูงกว่าคาด-ดัชนีชี้นำเศรษฐกิจหดตัวครั้งแรกในรอบ 7 เดือน
-กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานในรอบสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 13 เม.ย.เพิ่มขึ้น 4,000 ราย แตะระดับ 352,000 รายซึ่งมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะอยู่ที่ 350,000 รายสะท้อนให้เห็นว่า ตลาดแรงงานของสหรัฐยังคงซบเซา ส่วนคอนเฟอเรนซ์ บอร์ด รายงานว่า ดัชนีชี้นำเศรษฐกิจเดือนมี.ค.ของสหรัฐปรับตัวลดลง 0.1% แตะระดับ 94.7 ซึ่งลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 7 เดือนและตรงข้ามกับที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 0.1% สะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจสหรัฐยังคงอยู่ในภาวะซบเซา

+สเปนประมูลขายพันธบัตรได้มากกว่าเป้าสูงสุดที่รัฐบาลกำหนด
+สเปนสามารถระดมทุนด้วยการประมูลขายพันธบัตรได้ในวงเงิน 4.7 พันล้านยูโรวานนี้ มากกว่าเป้าหมายสูงสุดที่รัฐบาลกำหนดไว้ที่ 4.5 พันล้านยูโร โดยพันธบัตรดังกล่าวมีกำหนดการไถ่ถอนในปี2559 และ 2566

ทั้งนี้ สเปนขายพันธบัตรอายุ 10 ปีในอัตราผลตอบแทนเฉลี่ย 4.612% ลดลงจากการประมูลเมื่อวันที่ 21มี.ค.ที่ระดับ 4.898% ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 5 ปีอยู่ที่ 3.257% ลดลงจากการประมูลครั้งก่อนที่ระดับ 3.557% ผลกระทบคือ ค่าเงินยูโรแข็งค่าขึ้นเทียบกับเหรียญสหรัฐ

•จับตาการประชุมรมว.คลังและผู้ว่าธนาคารกลางกลุ่ม G20
•นักลงทุนจับตาดูการประชุมรมว.คลังและผู้ว่าการธนาคารกลางของกลุ่มประเทศ G20 ซึ่งจัดขึ้นในวันพฤหัสบดีและวันศุกร์นี้ที่กรุงวอชิงตัน โดยมีการคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) จะถูกกดดันจากที่ประชุมแห่งนี้ หลังจากที่บีโอเจตัดสินใจใช้มาตรการผ่อนคลายการเงินครั้งใหญ่ในการประชุมครั้งล่าสุด

+สภาล่างเยอรมนีไฟเขียวข้อตกลงให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ไซปรัส
+สภาล่างของเยอรมนีให้ความเห็นชอบข้อตกลงเรื่องการให้เงินช่วยเหลือแก่ไซปรัสในการประชุมวานนี้หลังจากที่นายวูลฟ์กัง ชอยเบิล รมว.คลังเยอรมนีได้ออกมาเตือนว่า การปฏิเสธความช่วยเหลือแก่ไซปรัสนั้น อาจจะทำให้ไซปรัสผิดนัดชำระหนี้ และวิกฤตจะลุกลามไปยังกลุ่มประเทศสมาชิกอื่นๆในยูโรโซนทั้งนี้เป็นวงเงิน 1 หมื่นล้านยูโร หรือ 1.3 หมื่นล้านดอลลาร์ ด้วยการลงคะแนนเสียงสนับสนุน 487 เสียงต่อ 102 เสียงในการลงคะแนนเสียงวานนี้

-ดาวโจนส์ปรับลง 81.45 จุด สะท้อนตัวเลขเศรษฐกิจและผลประกอบการบริษัทที่อ่อนลง
-ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปรับตัวลง 81.45 จุด หรือ 0.56% ปิดที่ 14,537.14 จุด ดัชนี S&P 500ลดลง 10.40 จุด หรือ 0.67% ปิดที่ 1,541.61 จุด และดัชนี Nasdaq ร่วงลง 38.31 จุด หรือ 1.20% ปิดที่3,166.36 จุด หลังจากสหรัฐเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจที่อ่อนแอ รวมถึงจำนวนคนว่างงานที่เพิ่มขึ้นในสัปดาห์ที่แล้ว และดัชนีชี้นำเศรษฐกิจที่หดตัวลงเป็นครั้งแรกในรอบ 7 เดือน นอกจากนี้ การร่วงลงของหุ้น มอร์แกน แสตนลีย์, กลุ่มสุขภาพและกลุ่มเทคโนโลยี ยังสร้างแรงกดดันให้กับตลาดด้วย

+ทองคำเพิ่ม 9.8 ดอลลาร์สหรัฐ หลังข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐอ่อนแอ
+สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนมิ.ย.เพิ่มขึ้น 9.8 ดอลลาร์ หรือ0.71% ปิดที่ 1,392.5 ดอลลาร์/ออนซ์ เนื่องจากข้อมูลเศรษฐกิจที่น่าผิดหวังของสหรัฐได้กระตุ้นให้นักลงทุนเข้าซื้อทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัย นอกจากนี้ การที่ราคาทองคำร่วงลงอย่างรุนแรงในช่วงที่ผ่านมา นักลงทุนจึงได้เข้ามาช้อนซื้อเก็งกำไรด้วย

+น้ำมันดิบปรับเพิ่ม EIA เผยสต็อคน้ำมันลดลงในรอบสัปดาห์ทีแล้ว
+สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนพ.ค.เพิ่มขึ้น 1.05 ดอลลาร์ หรือ 1.2% ปิดที่ 87.73 ดอลลาร์/บาร์เรล ด้านสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ส่งมอบเดือนพ.ค.ที่ตลาดลอนดอน เพิ่มขึ้น 1.44 ดอลลาร์ หรือ1.5% ปิดที่ 99.13 ดอลลาร์/บาร์เรล หลังจากสำนักงานสารนิเทศด้านพลังงานของรัฐบาลกลางสหรัฐ(EIA) รายงานว่าสต็อกน้ำมันดิบปรับตัวลดลงในรอบสัปดาห์ที่แล้ว นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับแรงหนุนจากข่าวที่ว่าสเปนสามารถประมูลขายพันธบัตรได้เกินเป้า ซึ่งช่วยให้ตลาดคลายความวิตกกังวลเกี่ยวกับวิกฤตหนี้ยุโรป

ปัจจัยในประเทศและหุ้นเด่น
+กองทุน BTSGIF เข้าซื้อขายวันนี้วันแรก น่าสนใจซื้อลงทุน
+เหมาะต่อการซื้อลงทุนในระยะยาว เพราะ รายได้ของกองทุนมีความสม่ำเสมอ และต่อเนื่อง ซึ่งมาจากรายได้ค่าโดยสารสุทธิในอนาคตจากการดำเนินงานระบบสัมปทานรถไฟฟ้า BTS อีก 17 ปี และรายได้ในอนาคตมีโอกาสเติบโตซึ่งมาจากทั้งการเพิ่มจำนวนตู้รถไฟฟ้า และปรับเพิ่มค่าโดยสาร อีกทั้งยังสามารถขยายกองทุนโดยการลงทุนในระบบขนส่งมวลชนทางรางอื่นๆ เพิ่มเติม ที่ BTS หรือผู้ประกอบการรายอื่นเป็นผู้พัฒนา ประเมินราคาพื้นฐานไว้ที่ 12.00 บาท ซึ่งประเมินด้วยวิธีส่วนลดกระแสเงินสดสุทธิ (NPV) ส่วนคาดการณ์อัตราผลตอบแทนเงินปันผล (รวมส่วนการลดทุนจดทะเบียนจากสภาพคล่องส่วนเกิน) งวดปีแรกคือ FY56-57F (มี.ค.57) เป็น 5.2% และปีสุดท้ายปี 72 คือ 19%เทียบกับราคา IPO นั่นคือ อัตราผลตอบแทนเงินปันผลจะทยอยเพิ่มขึ้นตามจำนวนผู้โดยสารที่สูงขึ้นมากในอนาคต

+BTS ได้ประโยชน์หากราคา BTSGIFสูงกว่าราคา IPO แนะนำซื้อ BTS ราคาพื้นฐาน 11.34 บาท
+คาดว่า BTS จะมีการกำไรที่ยังไม่ได้รับรู้ (Unrealized Gain) เกิดขึ้น เพราะ BTS ได้นำเงินจากการขายรายได้สุทธิเข้าสู่กองทุนแห่งนี้ จำนวนหนึ่งประมาณ 20.6 พันล้านบาท กลับเข้าไปลงทุน 33% ในBTSGIF ที่ราคา IPO ที่ 10.80 บาท จากการศึกษาความอ่อนไหว (sensitivity study) ให้ตัวแปรคือราคาของกองทุน BTSGIF ที่เพิ่มขึ้นจากราคา IPO ในวันนี้ที่ช่วงให้ราคาปรับเพิ่มขึ้น +2%-+20% พบว่าราคากองทุนเป็น 11.02-12.96 บาท จำนวนเงินสำหรับกำไรที่ยังไม่ได้รับรู้ของ BTS อยู่ในช่วง 413-4,126 ล้านบาท หรือ คิดเป็นต่อหุ้น BTS ที่ 0.04-0.37 บาท หากเปรียบเทียบกับราคาปิด BTS พบว่าเป็นสัดส่วนอยู่ที่ 0.4%-4% ซึ่งขึ้นกับราคากองทุน BTSGIF จะซื้อขายที่ราคาเท่าใดในวันนี้

-ราคาน้ำมันดิ่งลง ส่งผลลบโดยรวมต่อกลุ่มพลังงาน
-ราคาน้ำมันดิ่งลงแรง Brent YTD ปรับลงแล้ว 12% ส่งผลกระทบทางลบต่อ หลักทรัพย์กลุ่มพลังงานโดยรวม ไม่ว่าจะเป็น กลุ่มน้ำมัน ก๊าซ ปิโตรเคมี และโรงกลั่น แต่กลุ่มโรงกลั่นจะโดนหนักสุด เพราะปกติส่วนต่างกำไรจากการกลั่น (GRM) ก็ค่อนข้างบางอยู่แล้ว เมื่อราคาน้ำมันปรับลง ก็อาจจะถึงกับขาดทุนได้ อีกทั้งยังอาจมีภาระตั้งสำรองการด้อยค่าสต็อคได้อีก ผลการดำเนินงาน 2Q56 จึงน่าเป็นห่วงผลกระทบทางลบรองลงมาคือ ปิโตรเคมี (PTTGC) อาจยังไม่ถึงกับขาดทุนจากการดำเนินงาน เพราะราคาสินค้าปิโตรเคมีนั้นทำกำไรได้ แต่อาจมีภาระสำรองด้อยค่าฯจากสต็อคที่มีอยู่บ้าง ส่วนโดนผลกระทบทางลบน้อยกว่าคือ PTT และ PTTEP ที่ราคาสินค้าจะลดลง แต่ธุรกิจก๊าซยังไปได้มีกำไร และภาระตั้งสำรองสต็อคน้อย เพราะขุดก๊าซขึ้นมาก็นำไปใช้เร็ว ไม่ค่อยมีสต็อคมากมายนัก ดังนั้นระยะสั้นจึงควรหลีกเลี่ยง TOP ไปก่อน ส่วนคำแนะนำ ปัจจัยพื้นฐาน TOP คือ ถือ ราคาพื้นฐาน 63.00 บาท

-คาด TPOLY เข้าเกณฑ์ซื้อขายด้วย(Cash Balance) เริ่มสัปดาห์หน้า
- จากการประเมิน เราพบว่าหลักทรัพย์ที่เข้าข่ายต้องใช้บัญชีเงินสดซื้อหุ้นเท่านั้นคือ TPOLY เพราะเข้าเกณฑ์ทุกประการ เริ่มมีผลสัปดาห์หน้า และติดอยู่ 6 สัปดาห์ โดยส่วนใหญ่เป็นลบ เพราะสภาพคล่องในการซื้อขายน้อยลง คือใช้ margin ซื้อหุ้นไม่ได้ ส่วนหลักทรัพย์ที่เริ่มสัปดาห์หน้าหลุดจากต้องใช้บัญชีเงินสดซื้อเท่านั้นมีหลายหลักทรัพย์คือ E, EUREKA, GEN, INET, ITD, NMG, SIM และ TH จึงอาจมีการเข้ามาเก็งกำไรก่อนล่วงหน้า


    

 

 

(  นวพร เชื้อเมืองพาน เรียบเรียง ;โทร.02-664-4451-2 อีเมล์: reporter@hooninside.com )

 

ที่มา: หุ้นอินไซด์

 


วันที่ : 19 เมษายน พ.ศ. 2556