Home > News Feed
    "แนวโน้มธุรกิจบัตรเครดิตปี 2556: มุ่งตอบโจทย์ความสะดวกสบาย พร้อมเสริมสร้างวินัยการคืนหนี้" (ศูนย์วิจัยกสิกรไทย)



 

·       การขยายฐานบัตรเครดิต คงเห็นอัตราการเติบโตในปี 2556 ที่เข้าสู่ภาวะปกติมากขึ้น โดยอาจขยายตัวได้ราว 7.0 - 9.0% จากปี 2555 ที่เติบโตในอัตราเร่ง ตามผลส่วนหนึ่งจากนโยบายปรับเพิ่มรายได้ของรัฐ

·       ท่ามกลางภาวะที่สังคมกังวลต่อปัญหาหนี้ครัวเรือน คาดว่าผู้ประกอบการคงมุ่งเน้นแคมเปญส่งเสริมวินัยการชำระคืนหนี้ พร้อมรุกช่องทางการใช้จ่ายออนไลน์ เพื่อเสริมรายได้ค่าธรรมเนียม และเพิ่มความสะดวกให้กับลูกค้า

·       ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ การเปลี่ยนหลายหลักเกณฑ์ของทางการที่กระทบธุรกิจบัตรเครดิต รวมถึงการรักษาคุณภาพสินทรัพย์โดยรวมของผู้ประกอบการ

เมื่อมองย้อนไปในปี 2555 แล้ว ถือว่าเป็นอีกปีหนึ่งที่ธุรกิจบัตรเครดิตสามารถขยายตัวได้อย่างสดใส ทั้งในมิติของจำนวนบัตรเครดิต ปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตร และยอดเงินให้สินเชื่อคงค้าง อันเป็นผลมาจากการแข่งขันระหว่างผู้ประกอบการบัตรเครดิตกลุ่มนอนแบงก์และกลุ่มธนาคารพาณิชย์ที่เข้มข้นอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี 2555 เพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาดและขยายฐานลูกค้าใหม่ ท่ามกลางปริมาณการจับจ่ายใช้สอยผ่านบัตรเครดิตในระดับที่หนาแน่น สอดคล้องกับการออกแคมเปญที่ตอบโจทย์การใช้จ่ายในชีวิตประจำวันของผู้ประกอบการ และอุปสงค์ในประเทศที่สามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง

        ด้วยการเปรียบเทียบกับฐานธุรกิจที่ถูกยกสูงขึ้น ความท้าทายของผู้ประกอบการบัตรเครดิตในปี 2556 จึงอยู่ที่ทำอย่างไรถึงจะสามารถประคองแรงส่งของการเติบโต เพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาดและรายรับทั้งดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมจากธุรกิจนี้ไว้ได้ต่อเนื่อง ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้รวบรวมประเด็นและความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจ ซึ่งคาดว่าจะเห็นในช่วงระหว่างปี 2556 ดังนี้           

 


กล่องข้อความ: การขยายฐานบัตรเครดิตเฉพาะกลุ่ม...เพื่อเพิ่มลูกค้าศักยภาพ ฝ่าข้อจำกัดด้านตลาดอิ่มตัว
                        

        เมื่อมองไปในปี 2556 คาดว่า การขยายฐานลูกค้าบัตรเครดิตของผู้ประกอบการคงเผชิญกับความท้าทายมากขึ้น หลังขาดปัจจัยพิเศษที่ช่วยให้ก้าวผ่านภาวะตลาดอิ่มตัวได้ดังเช่นปี 2555 ที่มีการยกระดับรายได้ของข้าราชการจบปริญญาตรีเป็น 15,000 บาท ซึ่งช่วยเพิ่มฐานลูกค้าศักยภาพที่เข้าเกณฑ์รายได้ขั้นต่ำที่สามารถขอสินเชื่อบัตรเครดิตได้ และมีส่วนจะช่วยหนุนให้ยอดบัตรเครดิตของระบบสถาบันการเงินในปี 2555 (รวมธนาคารพาณิชย์ สาขาของธนาคารต่างประเทศและสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร) สามารถจบสิ้นปีได้ที่อัตราการเติบโตประมาณ 10.0 - 10.5% ซึ่งถือเป็นอัตราการเติบโตที่ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยการเติบโตย้อนหลัง 3 ปีที่ราว 5.7% ส่วนจำนวนบัตรเครดิตในปี 2556 คาดว่า อาจขยายตัวได้ไม่ต่ำกว่า 1.2 - 1.5 ล้านใบ หรือเติบโตราว 7.0 - 9.0% จากปี 2555 ซึ่งแม้จะชะลอลง แต่ก็ยังนับเป็นระดับการขยายตัวที่ค่อนข้างดีกว่าภาวะในช่วงก่อนปี 2555 โดยการเติบโตของจำนวนบัตรเครดิตน่าจะได้รับแรงหนุนจาก

Æ  การแข่งขันของผู้ประกอบการบัตรเครดิต...เพื่อชิงเค้กกลุ่มผู้เริ่มต้นทำงานหรือนักศึกษาปริญญาตรีจบใหม่ (First Jobber) ที่มีจำนวนไม่น้อยกว่าหลักแสนราย ซึ่งยังน่าจะได้รับผลบวกจากการยกฐานเงินเดือนผู้จบปริญญาตรีของตลาดแรงงานไทยขึ้นมาที่ 15,000 บาทของทางการ จากเดิมที่นักศึกษาจบใหม่กลุ่มนี้ส่วนใหญ่จะมีรายได้ไม่ถึงเกณฑ์ขั้นต่ำของการเริ่มมีบัตรเครดิต

Æ  การปรับกลยุทธ์ทางธุรกิจโดยให้น้ำหนักกับการขยายฐานลูกค้าในบางเซกเมนต์ที่มีโอกาสเติบโตได้ (Niche Market) มากขึ้น อาทิ กลุ่มชาวต่างชาติที่เข้ามาทำงานในไทย หรือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ขึ้นอยู่กับเป้าหมายทางการตลาดและเครือข่ายลูกค้าของผู้ประกอบการบัตรเครดิต นอกจากนั้น การกระจายฐานลูกค้าผู้ถือบัตรไปยังจังหวัดหัวเมืองใหญ่ที่มีศักยภาพ ก็น่าจะยังเป็นทิศทางที่ได้เห็นอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี 2556

ส่วนกลยุทธ์การตลาดสำหรับการขยายฐานบัตรในปี 2556 คาดว่าคงไม่ได้ฉีกแนวออกไปจากช่วงปีที่ผ่านมามากนัก อาทิ การจับมือกับคู่พันธมิตรออกบัตรเครดิตเพื่อตอบสนองรูปแบบการใช้ชีวิตของลูกค้าเดิมและลูกค้าใหม่ในลักษณะเฉพาะเจาะจง การสร้างภาพลักษณ์แบรนด์ที่น่าเชื่อถือ รวมถึงการขยายช่องทางรับสมัครบัตรเครดิตผ่านห้างสรรพสินค้าชั้นนำและทางออนไลน์ ควบคู่ไปกับการอนุมัติบัตรภายในระยะเวลาอันสั้น เป็นต้น

กล่องข้อความ: แคมเปญทางการตลาดให้น้ำหนักกับการชำระคืนหนี้มากขึ้น พร้อมเน้นช่องทางการใช้จ่ายผ่านบัตรที่ไฮเทค...เพื่อต่อยอดสู่รายได้ค่าธรรมเนียม

 

       

   

        ทิศทางเศรษฐกิจไทยในปี 2556 ที่น่าจะเติบโตได้อย่างมั่นคงขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2555 คงทำให้ปีนี้เป็นอีกปีหนึ่งที่เอื้อต่อการทำกิจกรรมทางการตลาดของผู้ประกอบการบัตรเครดิต เพื่อช่วงชิงความเป็นผู้นำตลาดทางด้านปริมาณการใช้จ่ายทั้งจากฝั่งนอนแบงก์และธนาคารพาณิชย์ โดยคาดว่าจะเห็น

Æ  กลยุทธ์ทางการตลาดสำหรับการกระตุ้นการใช้จ่าย คงมีส่วนผสมของแคมเปญที่สนับสนุนการชำระหนี้คืนในระดับที่มากขึ้น อาทิ การให้คะแนนสะสมพิเศษกรณีชำระหนี้เต็มวงเงิน หรือชำระหนี้ก่อนครบกำหนด เป็นต้น เพื่อบริหารคุณภาพหนี้ให้ไม่เป็นประเด็นที่ต้องกังวล ส่วนกิจกรรมทางการตลาดอื่นๆ คงมีอย่างต่อเนื่องเช่นกัน ด้วยลักษณะแคมเปญที่ใกล้เคียงกับช่วงที่ผ่านมา อาทิ โปรโมชั่นผ่อน 0% ที่ให้เทอมนาน 6 - 12 เดือน การให้เครดิตเงินคืน การให้คะแนนสะสมเพื่อแลกของรางวัล รวมถึงแคมเปญส่วนลดพิเศษร่วมกับร้านค้าพันธมิตร เป็นต้น เพื่อกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต และสร้างความจงรักภักดีต่อแบรนด์ รวมถึงสนับสนุนให้บัตรเครดิตของตนเป็นบัตรใบแรกที่ผู้บริโภคเลือกใช้

Æ  การขยายช่องทางการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต...สู่การซื้อขายผ่านช่องทางออนไลน์ เพื่อตอบโจทย์เทรนด์การค้าและพฤติกรรมผู้บริโภคที่นิยมซื้อขายผ่านตลาดออนไลน์มากขึ้น ดังจะเห็นได้จากการปรับตัวของภาคธุรกิจค้าปลีกรายใหญ่ รวมถึงแบรนด์สินค้าดังต่างๆ ที่พากันขยายช่องทางการขายผ่านทางเว็บไซต์ หรือ แอพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตกันอย่างหนาแน่น ส่วนการขยายเครื่อง EDC เพื่อเพิ่มร้านค้ารับบัตรซึ่งเป็นกลยุทธ์หลักที่ผู้ประกอบการบัตรเครดิตทำมาอย่างต่อเนื่องนั้น คาดว่า ผู้ประกอบการบัตรเครดิตคงเน้นการคัดสรรร้านค้าที่มีคุณภาพและสามารถตอบโจทย์การใช้จ่ายของผู้บริโภค เพื่อเพิ่มความคล่องตัวและความสะดวกสบายให้กับลูกค้าผู้ถือบัตร ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการต้นทุนของผู้ประกอบการให้มีประสิทธิภาพ รวมถึงเพื่อเพิ่มรายรับจากค่าธรรมเนียมการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตซึ่งถือเป็นรายได้หลักของผู้ประกอบการ

        ซึ่งเมื่อผนวกปัจจัยต่างๆ ข้างต้น กับราคาสินค้าอุปโภคและบริโภคที่น่าจะขยับตัวสูงขึ้นตามต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการ ตลอดจนฐานลูกค้าบัตรเครดิตที่เพิ่มขึ้น ภายใต้สมมติฐานการทยอยฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่ยังมีผลหนุนความเชื่อมั่นของผู้บริโภคแล้ว ก็น่าจะช่วยให้ผู้ประกอบการบัตรเครดิตสามารถประคับประคองปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรในปี 2556 ให้ขยายตัวได้ราว 10 - 15% หรือคิดเป็นมูลค่าการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตราว 1.05 - 1.1 ล้านล้านบาท ซึ่งถือเป็นอัตราการขยายตัวที่ไม่ชะลอลงมากจากปี 2555 ที่คาดการณ์ว่าจะเติบโตได้กว่า 18% ตามปัจจัยชั่วคราวอย่างการจับจ่ายใช้สอยเพื่อฟื้นฟูบ้านและทรัพย์สินจากเหตุอุทกภัยครั้งใหญ่

        ส่วนเงินให้สินเชื่อคงค้างบัตรเครดิตทั้งระบบ (รวมธนาคารพาณิชย์ไทย สาขาธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ และสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร) ในปี 2556 คาดว่า จะเติบโตได้ในอัตราที่ชะลอลงสอดคล้องกับปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต หรือเติบโตได้ราว 10 - 13% เมื่อเทียบกับปี 2555 ซึ่งคาดว่าจะเติบโตสูงถึง 15.5 - 16.5%

กล่องข้อความ: ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตาม: การเปลี่ยนแปลงกติกาของทางการ และความสามารถในการชำระหนี้ของครัวเรือน


        สำหรับประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดในปี 2556  เนื่องจากคงมีผลอย่างมีนัยสำคัญกลับมาถึงแนวทางการดำเนินธุรกิจและกลยุทธ์การปรับตัวของผู้ประกอบการบัตรเครดิตในระยะถัดไป มีดังนี้

Æ  การจำกัดรายการส่งเสริมการขายในผลิตภัณฑ์เงินออมและการลงทุน คงมีผลเชื่อมโยงมาถึงการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต ทั้งนี้ หน่วยงานกำกับดูแลธุรกิจกองทุนรวมและประกัน ได้กำหนดแนวปฏิบัติในการจัดรายการส่งเสริมการขาย อาทิ ห้ามให้ของขวัญพิเศษที่มีมูลค่าเกินเกณฑ์ที่กำหนด ห้ามให้ของรางวัลโดยการจับฉลาก และต้องไม่มีลักษณะสิทธิประโยชน์พิเศษสำหรับการให้สินเชื่ออย่างเลือกแบ่งชำระ 0% เป็นเวลา 3,6 หรือ 10 เดือน เป็นต้น  ซึ่งในที่สุดคงมีผลต่อการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเพื่อการออมและการลงทุนบ้าง เนื่องจากผู้บริโภคส่วนหนึ่งนิยมซื้อ/ออมผ่านบัตรเครดิตเพื่อรับสิทธิประโยชน์ในต่อที่ 2 กระนั้นก็ดี คาดว่าผลกระทบดังกล่าว คงอยู่ในกรอบจำกัด ถ้าสามารถทำให้ผู้ลงทุนพุ่งความตระหนักไปที่สิทธิประโยชน์ทางภาษี ความคุ้มครอง หรือผลตอบแทนที่ได้รับ ตลอดจนความสะดวกในการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต นอกไปจากแรงจูงใจส่วนเพิ่มดังที่เคยทำมาในอดีต

Æ  การเร่งระดับขึ้นของหนี้ครัวเรือน...โจทย์สำคัญที่ผู้ประกอบการต้องรับมือ ทั้งนี้ แม้ว่าการติดตามตัวเลขหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ของสินเชื่อบัตรเครดิต ยังไม่ปรากฎสัญญาณการเร่งขึ้นที่ชัดเจนในภาพรวม โดยสัดส่วน NPLs ยังอยู่ในระดับใกล้เคียงกับช่วงต้นปี 2554 กระนั้นก็ดี ผู้ประกอบการบัตรเครดิตคงต้องติดตามประเด็นดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง ทั้งความสามารถในการชำระหนี้ของกลุ่มลูกค้าใหม่และกลุ่มที่มีรายได้ต่อเดือนใกล้เกณฑ์ขั้นต่ำของการเริ่มทำบัตรเครดิต ท่ามกลางสถานการณ์ที่ภาระค่าครองชีพของผู้บริโภคอาจเร่งตัวขึ้นตามต้นทุนการผลิตของภาคธุรกิจ และสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจไทยที่ยังเผชิญกับความไม่แน่นอน ซึ่งอาจลดทอนความสามารถในการผ่อนชำระสินเชื่อของผู้บริโภคได้

ซึ่งประเด็นดังกล่าวถือเป็นโจทย์ของผู้ประกอบการที่จะต้องหาจุดสมดุลระหว่างการขยายธุรกิจไปพร้อมๆ กับการบริหารคุณภาพสินเชื่อให้อยู่ในระดับเหมาะสม ขณะที่ ต้องติดตามแนวทางการเพิ่มเติมมาตรการกำกับดูแลสถาบันการเงิน (Macro Prudential) ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เนื่องจากหากกฎระเบียบมีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมแล้ว ก็อาจจะส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจบัตรเครดิตซึ่งผู้เล่นส่วนใหญ่ในตลาดอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของธปท. ได้

Æ  ความคืบหน้าในการบังคับใช้พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจบัตรเครดิต พ.ศ...[1] ซึ่งอยู่ในกระบวนการตรากฎหมายของทางการ ทั้งนี้ นอกเหนือไปจากความพยายามที่จะกำกับดูแลผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตทั้งแบงก์และนอนแบงก์ให้อยู่บนมาตรฐานและกฎหมายเดียวกัน ภายใต้การควบคุมของธปท. ซึ่งยังอยู่ระหว่างการหาข้อสรุปแล้ว พ.ร.บ.ดังกล่าว มีสาระสำคัญที่อาจจะกระทบต่อการดำเนินธุรกิจบัตรเครดิตในอนาคต ดังนี้

§ การกำหนดมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรมมากขึ้น ซึ่งการปฏิบัติตามมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคภายใต้กฎหมายดังกล่าวนั้น น่าจะอยู่ในวิสัยที่ผู้ประกอบการบัตรเครดิตทั้งกลุ่มแบงก์และนอนแบงก์สามารถบริหารจัดการได้ และมีความพร้อมเมื่อถึงเวลาบังคับใช้กฎหมาย อย่างไรก็ดี ยังต้องติดตามกรณีที่ทางการอาจเพิ่มเติมบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับวิธีการคำนวณอัตราอัตราดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม ค่าปรับ และค่าใช้จ่ายอื่นใด โดยใช้ "ยอดค้างชำระสินเชื่อ" เป็นฐานในการคำนวณแทน "ยอดเงินต้นที่ใช้จ่ายผ่านบัตร" ดังเช่นในปัจจุบัน ซึ่งในมุมหนึ่ง

    

 

(สุกัญญา ศิริรวง รายงาน; ธนัสสรณ์ เปี่ยมสมบูรณ์ เรียบเรียง;โทร 02-664-4451-2 อีเมล์: reporter@hooninside.com/ )   

       
ที่มา: หุ้นอินไซด์

วันที่ : 23 มกราคม พ.ศ. 2556