Home > News Feed
    "นับถอยหลังบังคับใช้ Basel III ... กติกาเงินกองทุนใหม่ เพื่อเพิ่มเสถียรภาพของระบบการเงินไทยในระยะยาว" (ศูนย์วิจัยกสิกรไทย)

                เหลืออีกไม่กี่วัน ธนาคารพาณิชย์ในหลายๆ ประเทศในโลก รวมถึงประเทศไทยจะเริ่มใช้เกณฑ์การคำนวณและดำรงเงินกองทุนที่ปรับปรุงใหม่ ที่เรียกว่า “Basel III” (บาเซิล 3) ซึ่งสำหรับในไทยนั้น ธปท.มีกำหนดจะเริ่มบังคับใช้เกณฑ์ Basel III ตามรายละเอียดที่กำหนด ในวันที่ 1 มกราคม 2556 เป็นต้นไป 

            อันที่จริงแล้ว BIS (Bank for International Settlements) โดย BCBS (Basel Committee on Banking Supervision) ได้ริเริ่มแนวทางการปรับปรุงมาตรฐานการดำรงเงินกองทุน Basel II ตั้งแต่ปี 2549 เพื่อให้สอดรับกับลักษณะและพัฒนาการของธุรกิจสถาบันการเงิน  แต่การปรับปรุงดังกล่าว ก็เข้มข้นขึ้นจนกลายเป็นการ ‘ปฏิรูป’ เมื่อเศรษฐกิจโลกเผชิญผลกระทบทางตรงและทางอ้อมจากปัญหาเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในปี 2550-2551  โดย BCBS ได้มองย้อนกลับไปประเมินถึงสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดวิกฤตในครั้งนี้และพบว่า ส่วนหนึ่งมาจากการที่ระบบธนาคารพาณิชย์ในหลายประเทศเร่งขยายธุรกิจและธุรกรรมทางการเงินทั้งที่บันทึกอยู่ในงบดุลและนอกงบดุล (อาทิ ธุรกรรมด้านอนุพันธ์) ขณะที่ความก้าวหน้าของเครื่องมือบริหารความเสี่ยง และนวัตกรรมการเงินใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น ทำให้ธนาคารพาณิชย์บางแห่งชะล่าใจ ไม่มีการดำรงสภาพคล่องสำรองและเงินกองทุนไว้อย่างเพียงพอ ซึ่งเมื่อมีเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นจากทั้งในมิติของความเสี่ยงด้านเครดิต (อาทิ หนี้เสียเพิ่มขึ้น) และด้านตลาด (อาทิ มูลค่าหลักทรัพย์ถดถอยลงอย่างรวดเร็ว) ส่งผลให้เงินกองทุนที่ธนาคารมีอยู่ไม่พอที่จะรองรับความเสียหายดังกล่าว

สำหรับประเทศไทยนั้น การเปลี่ยนแปลงอันอาจจะเกิดขึ้นจากการมีผลบังคับใช้ของมาตรฐาน Basel III ดังกล่าว ในด้านหนึ่งอาจจะเป็นการเพิ่มต้นทุนในการดำเนินงานของธนาคารพาณิชย์ในระยะสั้น โดยเฉพาะจากข้อปฏิบัติที่เข้มงวดขึ้น  แต่อีกด้านหนึ่ง การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทั้งในระดับธนาคารพาณิชย์และภาพรวมของระบบสถาบันการเงิน น่าจะช่วยจำกัดความเสี่ยงต่อระบบเศรษฐกิจในระยะยาว โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้สรุปประเด็นสำคัญที่น่าสนใจไว้ ดังนี้

 

¥ สาระสำคัญ Basel III...เพิ่มความเข้มงวดเชิงปริมาณและคุณภาพ รวมทั้งเพิ่มอัตราส่วนใหม่

          สำหรับการเปลี่ยนแปลงในสาระสำคัญของ Basel III เมื่อเทียบกับมาตรฐานในปัจจุบัน (Basel II) สามารถสรุปและจัดกลุ่มการเปลี่ยนแปลงได้ 3 ประเภทหลัก คือ

 

 

หลักเกณฑ์

สาระสำคัญ

วันที่มีผลบังคับใช้

1.

เงินกองทุน

 

(เพิ่มความเข้มงวด + เพิ่มอัตราส่วนใหม่)

§  เพิ่มความเข้มงวดของคุณภาพเงินกองทุน โดยให้ความสำคัญกับเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นส่วนของเจ้าของที่เป็นส่วนของเจ้าของที่มีหุ้นสามัญเป็นหลัก (Core Equity Tier 1: CET 1) อันประกอบด้วย หุ้นสามัญ และกำไรสะสม  ซึ่งจะต้องมีไม่น้อยกว่า 4.5%  เนื่องจากเงินทุนที่มีความเป็นเจ้าของในธนาคารค่อนข้างสูง ทำให้สามารถแบกรับผลขาดทุนได้ในอันดับต้นๆ

§  เพิ่มอัตราส่วน CET1 ให้สูงขึ้น หรือจากเดิม 2.0% มาที่ 4.5% ของสินทรัพย์เสี่ยง

§  เพิ่มอัตราส่วนใหม่ในการสะสมทุน (Buffers) เพื่อรองรับผลขาดทุนในภาวะวิกฤต ได้แก่ 1. Conservation Buffer ในอัตรา 2.5% ของสินทรัพย์เสี่ยง ซึ่งเป็นอัตราส่วนภาคบังคับ เพราะหากไม่ครบจะมีข้อจำกัดในการจ่ายโบนัสและเงินปันผล  2. Countercyclical Buffer ในกรอบ 0-2.5% ซึ่งเป็นอัตราส่วนภาคสมัครใจ ขึ้นกับการตัดสินใจและการกำหนดรายละเอียดของธนาคารกลางแต่ละประเทศ เพื่อดูแลไม่ให้ธนาคารพาณิชย์ปล่อยสินเชื่อมากเกินไป ในช่วงเศรษฐกิจดี

1 ม.ค. 2556

(ยกเว้น Conservation Buffer และ Countercyclical Buffer

เริ่มใช้ปี 2559)

2.

สภาพคล่อง (ใหม่)

§  กำหนดให้สำรองสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องตามเกณฑ์ หรือ Liquidity Coverage Ratio (LCR) เพื่อให้มั่นใจว่าธนาคารมีการสำรองสินทรัพย์ที่สภาพคล่องสูงไม่น้อยกว่า 30 วันของมูลค่ากระแสเงินสดสุทธิที่จ่ายออกไป ภายใต้วิกฤต

§  กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์มีโครงสร้างแหล่งเงินทุนที่เหมาะสม หรือ Net Stable Funding Ratio (NFSR) เพื่อให้มั่นใจว่ามีสภาพคล่องเพียงพอที่จะรองรับการทำธุรกิจใน 1 ปี

LCR   : 1 ม.ค. 2558

NFSR : 1 ม.ค. 2561

3.

การควบคุมระดับการก่อหนี้

(ใหม่)

§  กำหนดอัตราส่วนเงินกองทุนเพื่อเทียบกับปริมาณธุรกิจของสถาบันการเงินหรือ Leverage Ratio ซึ่งมีลักษณะการคำนวณที่ไม่คำนึงถึงความเสี่ยงรายธุรกรรม (Non-Risk Based) เพราะคิดจากเงินกองทุนชั้นที่ 1 หารด้วยมูลค่าสินทรัพย์ทั้งในและนอกงบการเงิน โดยต้องมีอัตราส่วนขั้นต่ำที่ 3%

§  นอกจากนั้น ยังมีการปรับปรุงวิธีการคำนวณสินทรัพย์เสี่ยง (RWA) รวมทั้งการคำนวณสินทรัพย์เสี่ยงด้านเครดิต Credit Valuation Adjustment (CVA) โดยเฉพาะในตลาดอนุพันธ์ให้มีความสอดคล้องกับสถานการณ์จริงมากขึ้น และมีการจำกัดการมีส่วนร่วม (Exposure) ของสถาบันการเงินในกิจการที่มีในเครือ หรือบริษัทลูก

1 ม.ค. 2561

 

¥ ผลต่อธนาคารพาณิชย์ไทย: ในระยะสั้นอาจสร้างแรงกดดันบ้าง...แต่ในระยะยาว จะเป็นการสร้างเสถียรภาพและเสริมความแข็งแกร่งของระบบธนาคารพาณิชย์ไทย

การเริ่มต้นปฏิบัติตามมาตรฐาน Basel III ในปี 2556 นั้น แม้ว่าอาจจะสร้างแรงกดดันให้แก่ธนาคารพาณิชย์บ้าง  แต่ขอบเขตของผลกระทบน่าจะอยู่ในวิสัยที่ธนาคารพาณิชย์ไทยส่วนใหญ่สามารถรับมือได้ เนื่องจาก ประการแรก สัดส่วนใหม่หลายประเภทจะยังไม่บังคับใช้ทันที แต่จะทยอยเป็นการบังคับใช้ตามการประกาศของ ธปท.จนมีผลเต็มรูปแบบในปี 2562 ซึ่งทำให้ธนาคารพาณิชย์มีเวลาปรับตัว 

ประการที่สอง ปริมาณเงินกองทุนของธนาคารพาณิชย์ส่วนใหญ่อยู่ในสัดส่วนที่สูง ส่งผลให้ระบบธนาคารพาณิชย์ไทยมีอัตราส่วนเงินกองทุนขั้นที่ 1 และเงินกองทุนรวมมากกว่า 11.39% และ 15.88% ตามลำดับ   ประการที่สาม สัดส่วนความสามารถการทำกำไรของธนาคารพาณิชย์ไทยในภาพรวม อยู่ในระดับที่เพียงพอต่อการรองรับการขยายตัวของสินเชื่อ ซึ่งช่วยผ่อนคลายแรงกดดันต่อความต้องการเงินทุนเพิ่มเติมในระยะเวลาอันใกล้   ประการสุดท้าย ด้วยรูปแบบธุรกิจของธนาคารพาณิชย์ไทยที่มีการทำผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ซับซ้อน (อาทิ Derivatives) ในปริมาณไม่มากนัก โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับกรณีของธนาคารชาติตะวันตก จึงคาดว่าจะทำให้ผลกระทบต่อการคิดน้ำหนักสินทรัพย์เสี่ยงอยู่ในขอบเขตที่น้อยกว่าตามไปด้วย   ทั้งนี้ มีการประมาณว่า การนำมาตรฐาน Basel III มาใช้จะส่งผลกระทบต่อขนาดเงินกองทุนของธนาคารตะวันตกประมาณ 10-20%[1] แต่ในกรณีของธนาคารพาณิชย์ไทย คาดว่าน่าจะมีผลกระทบที่น้อยกว่านั้นมาก

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้สามารถบริหารจัดการเงินกองทุน ภายใต้มาตรฐานใหม่ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ธนาคารพาณิชย์ไทยคงมีความจำเป็นที่ต้องปรับกลยุทธ์ หรือแนวทางการดำเนินธุรกิจในระยะกลางถึงยาว อาทิ การหันมาให้น้ำหนักกับธุรกิจที่ได้รับ หรือ ‘กิน’ เงินกองทุนค่อนข้างน้อย หรือแทบไม่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงเกณฑ์เงินกองทุน ดังเช่นธุรกรรม/บริการที่ได้รับค่าธรรมเนียม (Fee-Based Transactions) ตลอดจน การให้ความสำคัญกับกลุ่มลูกค้า หรือประเภทสินเชื่อที่ให้ผลตอบแทน (หลังปรับค่าความเสี่ยงแล้ว) ค่อนข้างสูง เพื่อประคับประคองความสามารถในการทำกำไรในภาพรวม ให้เพียงพอต่อการคืนเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้นในอัตราที่คาดหวัง และขยายธุรกิจตามแผนยุทธศาสตร์ที่วางไว้ในปีต่อๆ ไป

 ขณะที่ การบังคับใช้มาตรฐาน Basel III คาดว่าจะส่งผลดีต่อธนาคารพาณิชย์ในระยะยาว ท่ามกลางความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้น จากความสามารถของระบบธนาคารพาณิชย์ไทยในการบังคับใช้มาตรฐานที่เข้มงวดทัดเทียมสากล ซึ่งเมื่อผนวกกับการปรับตัวของธนาคารพาณิชย์ไทยในการบริหารจัดการความเสี่ยงที่น่าจะมีประสิทธิภาพสูงขึ้นอีกแล้ว ก็น่าจะช่วยลดต้นทุนการเงินทั้งในระดับรายธนาคารพาณิชย์และระดับประเทศ บนความคาดหวังว่าประสิทธิภาพการบริหารความเสี่ยงของระบบสถาบันการเงินที่ดีขึ้น จะเป็นหนึ่งปัจจัยบวกต่ออันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Ratings) ได้

¥ ผลจากการปรับตัวของธนาคารไทยและธนาคารในฝั่งตะวันตก...ต่อภาคธุรกิจไทย คาดว่าจะอยู่ในกรอบที่จำกัด

          เนื่องจากการ ‘ปรับตัว’ ของธนาคารพาณิชย์ทั้งในไทยและในต่างประเทศ เพื่อรองรับเกณฑ์ Basel III เป็นสิ่งที่หลีกหนีไม่พ้น ซึ่งนอกจากการเพิ่มความเข้มแข็งของเงินกองทุนในรูปแบบต่างๆ แล้ว การปรับตัวยังอาจออกมาในรูปแบบการปรับรูปแบบธุรกิจ เพื่อตีกรอบสินทรัพย์เสี่ยง อาทิ การปรับโครงสร้างธุรกิจในระยะกลางถึงยาว ตลอดจนแผนที่ดำเนินการได้ค่อนข้างเร็วอย่างเช่น การลดระดับความเสี่ยงของการทำธุรกิจ หรือแม้กระทั่ง การเพิ่มทุนและลดความเสี่ยง ด้วยการลดขนาดสินทรัพย์ (Deleveraging) ซึ่งล้วนแล้วแต่สร้างคำถามถึงผลกระทบต่อภาคธุรกิจไทย โดยเฉพาะในมิติของแหล่งเงินเพื่อไฟแนนซ์การลงทุนในอนาคต

 

Æ ผลของการลดขนาดสินทรัพย์ (Bank Deleveraging) ของธนาคารในต่างประเทศต่อธุรกิจไทย...น่าจะมีไม่มาก เพราะเงินทุนส่วนใหญ่ของกิจการไทยมาจากเงินทุนในประเทศ  ทั้งนี้ ในกรณีของธนาคารพาณิชย์ตะวันตก อาจได้รับผลกระทบจากการบังคับใช้เกณฑ์ Basel III ค่อนข้างมาก ท่ามกลางภาวะที่ตลาดการเงินในภูมิภาคดังกล่าวอาจไม่เอื้ออำนวยต่อการเพิ่มทุน  ซึ่งย่อมทำให้ธนาคารเหล่านั้นต้องปรับตัว โดยพิจารณาทางเลือกในการลดขนาดสินทรัพย์ ผ่านการให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจหลักมากขึ้นและจำกัดธุรกรรมที่เกี่ยวเนื่องในกิจกรรมด้านธนาคารเพื่อการลงทุน (Investment Bank) ลง อันอาจกระทบต่อแหล่งเงินทุนของประเทศปลายทางการลงทุน  อย่างไรก็ตาม เมื่อกลับมาพิจารณาแหล่งเงินทุนของธุรกิจไทย จะพบว่าเงินทุนส่วนใหญ่มาจากแหล่งเงินในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นระบบธนาคารพาณิชย์ไทย (เฉลี่ยประมาณ 67.7% ในปี 2553-2554) การออกหุ้นกู้ (25.2%) และการออกหุ้นทุน (7.1%) ซึ่งถือเป็นโครงสร้างที่แตกต่างไปจากก่อนวิกฤตปี 2540 ที่มีการพึ่งพิงเงินทุนจากสถาบันการเงินในต่างประเทศค่อนข้างมากผ่านช่องทาง BIBFs    ดังนั้นแล้ว คาดว่าธุรกิจไทยจึงน่าจะค่อนข้างปลอดภัย จากโอกาสที่ธนาคารพาณิชย์ต่างชาติจะลดขนาดสินทรัพย์ตนลงในอนาคต

เช่นเดียวกับเงินลงทุนในหลักทรัพย์ (Portfolio Investment) ที่ไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้ไทย ที่แม้จะได้รับอิทธิพลจากเงินไหลเข้าจากต่างประเทศมากขึ้นในระยะหลัง อันเป็นผลจากนโยบายการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ของธนาคารกลางแกนหลักของโลก  แต่ก็สันนิษฐานว่าเม็ดเงินดังกล่าว น่าจะมาจากนักลงทุนสถาบันต่างชาติในฝั่งกองทุน มากกว่าธนาคารพาณิชย์ต่างชาติ เนื่องจากการถือสินทรัพย์สภาพคล่องของธนาคารพาณิชย์ดังกล่าวส่วนใหญ่ น่าจะอยู่ในรูปสินทรัพย์ที่มีอันดับเครดิตค่อนข้างดี ดังเช่นตราสารที่ออกโดยประเทศที่พัฒนาแล้ว มากกว่าตราสารของชาติกำลังพัฒนา รวมถึงไทย  นอกจากนี้ หากพิจารณายอดคงค้างของตราสารทุนและตราสารหนี้ที่จำแนกตามผู้ถือครอง จะพบว่ากว่า 80% เป็นการถือครองโดยนักลงทุนสถาบันและรายย่อยในประเทศ

 

การระดุมทุนของธุรกิจไทยพึ่งพาภาคธนาคารเป็นหลัก

ยอดคงค้างของตราสารทุนและตราสารหนี้

จำแนกตามผู้ถือครอง (ใน-นอกประเทศ)

 

 

ที่มา : IMF สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย ธนาคารแห่งประเทศไทย และศูนย์วิจัยกสิกรไทย

 

นอกเหนือจากนั้น สัดส่วนของสินทรัพย์ต่างประเทศในระบบธนาคารไทยอยู่ในระดับต่ำ โดย Bank for International Settlement หรือ BIS ได้ประเมินสินทรัพย์ของธนาคารต่างประเทศในระบบธนาคารพาณิชย์ไทย (ข้อมูล ณ ไตรมาส 2/55) พบว่ามีจำนวนทั้งสิ้นประมาณ 7.9 แสนล้านบาท หรือคิดเป็นเพียง 5.5% ของสินทรัพย์ของธนาคารพาณิชย์ไทยเท่านั้น 

 

Æ ผลจากการปรับตัวของธนาคารพาณิชย์ไทย...อาจมีการกระจายเงินทุนไปยังธุรกิจ SME และลูกค้าบุคคลมากขึ้น รวมทั้งมีการออกนวัตกรรมทางการเงินใหม่ๆ มากขึ้น ทั้งนี้ คงต้องยอมรับว่า การประเมินผลกระทบจากการบังคับใช้มาตรฐาน Basel III เพียงลำพัง อาจทำให้ต้นทุนในการทำธุรกรรมกับลูกค้าสินเชื่อรายใหญ่สูงขึ้นกว่าลูกค้าสินเชื่อดีกลุ่มอื่นๆ[2] โดยเปรียบเทียบ อันอาจมีผลต่อการกำหนดน้ำหนักที่ให้กับลูกค้าเป้าหมายแต่ละกลุ่มบ้างในอนาคต เช่น การให้น้ำหนักกับสินเชื่อรายย่อยที่มีน้ำหนักความเสี่ยงต่ำกว่าและสินเชื่อเอสเอ็มอีที่มีผลตอบแทนหลังปรับค่าความเสี่ยงสูงกว่า เป็นต้น    

กระนั้นก็ดี ด้วยภาวะการแข่งขันที่เข้มข้นและอำนาจการต่อรองของลูกค้ารายใหญ่ที่อยู่ในระดับสูง คาดว่าจะยังกดดันให้ธนาคารพาณิชย์ต้องแสวงหานวัตกรรมการเงินใหม่ๆ หรือมีการนำเสนอวิธีจัดหาเงินทุนให้กับลูกค้ากลุ่มดังกล่าวที่เหมาะสม หลากหลาย และตรงกับความต้องการทางธุรกิจของลูกค้ามากขึ้น ขณะเดียวกัน ก็ช่วยเพิ่มรายได้ค่าธรรมเนียมให้กับธนาคารทดแทนฝั่งรายได้ดอกเบี้ยรับ  อาทิ บริการที่ปรึกษาทางการเงิน ที่นำเสนอการระดมทุนผ่านรูปแบบการแปลงสินทรัพย์เป็นทุน (Securitization) การจัดตั้งกองทุนสาธารณูปโภคพื้นฐาน (Infrastructure Funds) มากขึ้น ซึ่งถือว่าเป็นรูปแบบที่สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในอีก 5-7 ปีข้างหน้าที่จะเน้นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของประเทศมากขึ้นด้วย

 

¥ การดำรงอัตราส่วนเงินกองทุนเสริม Countercyclical Buffer...ในหลักการ น่าจะช่วยเพิ่มเสถียรภาพของระบบสถาบันการเงินและเศรษฐกิจ ขณะที่การบังคับใช้ในทางปฏิบัติ คงต้องพิจารณาปัจจัยอื่นๆ ประกอบเพิ่มเติม

          การที่ BCBS กำหนดให้มาตรฐานการดำรงเงินกองทุน Basel III มีส่วนของ Capital Buffers ทั้ง Conservation Buffer และ Countercyclical Buffer นั้น น่าจะช่วยเสริมความมั่นใจต่อเสถียรภาพของระบบการเงินได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะการทยอยการดำรงเงินกองทุนส่วนเพิ่มตามวัฏจักรของเศรษฐกิจ (Countercyclical Buffer) ซึ่งเป็นอัตราส่วนภาคสมัครใจที่ขึ้นกับการตัดสินใจของทางการแต่ละประเทศ  ทั้งนี้ ในหลักการ ธปท.อาจประกาศให้ทยอยดำรงเงินกองทุนส่วนเพิ่มตามวัฎจักรของเศรษฐกิจ (Countercyclical Buffer) ในช่วงที่เศรษฐกิจและการขยายตัวของการปล่อยสินเชื่อร้อนแรง เพื่อลดความเสี่ยงเศรษฐกิจฟองสบู่ ในทางตรงกันข้าม หากวัฏจักรเศรษฐกิจอยู่ในช่วงขาลง ซึ่งธนาคารพาณิชย์มักเข้มงวดกับการปล่อยกู้นั้น ธปท.ก็สามารถที่จะปรับลดอัตราส่วนการดำรงเงินกองทุนส่วนเพิ่มดังกล่าว เพื่อกระตุ้นกิจกรรมการกู้ยืมให้เป็นปกติมากขึ้นได้

หากพิจารณาการขยายตัวของสินเชื่อรายไตรมาส พบว่า อัตราการเติบโตที่เร่งขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้สัดส่วนสินเชื่อต่อจีดีพีมีทิศทางที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะหลังจากปี 2552 เป็นต้นมา   ซึ่งอาจเป็นหลักฐานสนับสนุนแนวคิดในการดำรง Countercyclical Buffer เพิ่มเติม

กระนั้นก็ดี การบังคับใช้อัตราส่วนดังกล่าวในทางปฏิบัติ อาจต้องพิจารณาความลงตัวของหลายปัจจัยประกอบ อาทิ วิธีคำนวณ Credit Cycle ที่เหมาะสมกับประเทศไทย จังหวะเวลาการบังคับใช้ ความพร้อมของธนาคารพาณิชย์ในประเทศ และการประเมินความทับซ้อนกับเกณฑ์อื่นๆ ที่บังคับใช้อยู่แล้วในปัจจุบัน อาทิ เกณฑ์ Loan-To-Value ที่ดูแลความเสี่ยงในตลาดอสังหาริมทรัพย์ไปแล้วในระดับหนึ่ง   ตลอดจนข้อเท็จจริงที่โครงสร้างเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน ได้เปลี่ยนแปลงไปมากจากวิกฤตปี 2540 (เช่น ระบบอัตราแลกเปลี่ยนที่ไม่ได้ผูกติดกับเงินดอลลาร์ฯ เหมือนช่วงก่อนปี 2540 ระดับการก่อหนี้ต่างประเทศที่ต่ำลงมาก และปริมาณทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศที่เข้มแข็งขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เป็นต้น) ซึ่งช่วยลดทอนความกังวลและโอกาสเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาซ้ำรอยเดิมลงไปได้บ้าง     ทั้งนี้ หากพิจารณาแล้ว พบว่ามีความพร้อมและมีองค์ประกอบที่ลงตัว การใช้เกณฑ์เชิงสมัครใจดังกล่าว ก็น่าจะมีส่วนสนับสนุนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อความสามารถของไทยในการดูแลเสถียรภาพของระบบสถาบันการเงินและระบบเศรษฐกิจ สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของ BCBS ที่วางไว้

            โดยสรุป   สำหรับระบบธนาคารพาณิชย์ไทยนั้น หนึ่งในก้าวย่างใหม่ที่สำคัญในปีมะเส็งคือ การเริ่มบังคับใช้เกณฑ์เงินกองทุนใหม่ หรือ Basel III ซึ่งมีการปรับปรุงในหลายมิติเพื่อให้สามารถดูแลความเสี่ยงต่างๆ ได้มากกว่าเกณฑ์เดิม อาทิ การเพิ่มคุณภาพของสินทรัพย์หรือตราสารที่นับเป็นเงินกองทุนได้ การเพิ่มอัตราส่วนที่เป็นองค์ประกอบหลักของเงินกองทุนให้สูงขึ้น ตลอดจนการเพิ่มหลายอัตราส่วนใหม่ เช่น อัตราส่วนสำหรับการสะสมทุนไว้ล่วงหน้าเพื่อรองรับกรณีที่เกิดเหตุการณ์อันไม่คาดคิด อัตราส่วนด้านสภาพคล่อง และการควบคุมการก่อหนี้ในภาพรวม เป็นต้น

            อย่างไรก็ดี การที่ ธปท.จะ ‘ทยอยบังคับใช้’ เกณฑ์ปลีกย่อยต่างๆ จนครบเต็มที่ในปี 2562 น่าจะทำให้ธนาคารพาณิชย์ไทยมีเวลาในการปรับตัว  ขณะที่ คาดว่าผลกระทบต่อระบบธนาคารพาณิชย์ไทยน่าจะไม่มากและสามารถบริหารจัดการได้ เนื่องจากมีผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ซับซ้อน (ซึ่งจะได้รับผลกระทบจาก Basel III ค่อนข้างมาก) ในปริมาณไม่มากนัก  กอปรกับสถานะทางการเงินและความสามารถในการทำกำไรของธนาคารพาณิชย์ไทยอยู่ในเกณฑ์ดี อีกทั้งมีสัดส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงในระดับสูง  นอกจากนี้ สินเชื่อก็ยังมีแนวโน้มเติมโต เช่นเดียวกับปริมาณสภาพคล่องของระบบที่ยังมีเพียงพอรองรับความต้องการใช้เงินใหม่ได้ ซึ่งถือว่าเป็นส่วนผสมที่ค่อนข้างลงตัวและเป็นจังหวะที่เหมาะสมสำหรับการเริ่มใช้เกณฑ์ Basel III    ในขณะที่ สำหรับธนาคารพาณิชย์ในภูมิภาคตะวันตกนั้น คงจะเผชิญภาวะที่ลำบากกว่ามาก โดยมีการประมาณว่าเกณฑ์ Basel III จะกระทบขนาดเงินกองทุนถึงประมาณ 10-20% เพราะธนาคารเหล่านั้น มีปริมาณธุรกรรม/ผลิตภัณฑ์ซับซ้อนค่อนข้างมาก ในขณะที่ สภาวะตลาดการเงินในภูมิภาคดังกล่าว ยังคงไม่เอื้ออำนวยต่อการเพิ่มทุน

             ส่วนในระยะยาว คาดว่าการบังคับใช้มาตรฐาน Basel III จะส่งผลดีต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนในประสิทธิภาพการบริหารความเสี่ยงและเสถียรภาพของระบบธนาคารพาณิชย์ไทย อันน่าจะมีส่วนสนับสนุนอันดับความน่าเชื่อถือและลดต้นทุนทางการเงินในภาพรวม

 

 

 

 

    

 

(สุกัญญา ศิริรวง รายงาน; ธนัสสรณ์ เปี่ยมสมบูรณ์ เรียบเรียง;โทร 02-664-4451-2 อีเมล์: reporter@hooninside.com/ )   

       
ที่มา: หุ้นอินไซด์

วันที่ : 28 ธันวาคม พ.ศ. 2555