Home > News Feed
    บล.เอเซียพลัส : บทวิเคราะห์ตลาดหุ้นรายวัน

กลยุทธ์การลงทุน
               สภาพคล่องโลกยังเพิ่มขึ้น จากการใช้ QE รอบใหม่ของญี่ปุ่น แต่การที่ดัชนีหุ้นไทยให้ผลตอบแทนสูงสุด 33% ในปีนี้ ชนะตลาดหุ้นทั่วโลก และ Current Expected PER ที่กว่า 15.4 เท่า จึงยังแนะนำให้เลือกขายหุ้นแพง และซื้อหุ้นถูก โดยให้น้ำหนักการลงทุนผสมระหว่างหุ้น Global(PTT, TOP) และ Domestic(DTAC, INTUCH, HMPRO) วันนี้เลือก KCE(FV@B12) เป็น Top pick คาดประสิทธิภาพการทำกำไรมีแนวโน้มที่ดีขึ้นนับจาก 4Q55  หลังจากผ่านพ้นเรื่องร้าย ๆ
                       
Fund Flow ยังหนุนตลาดเอเซีย ญี่ปุ่นเตรียมอัด QE ต่อเนื่อง
                ดูเหมือนตลาดหุ้นโลกยังคงสดใสแม้เข้าสู่ช่วงปลายแล้วก็ตาม ทั้งนี้ประเด็นหนุนที่สำคัญยังมาจาก Fund Flow ที่ไหลเข้าตลาดหุ้นเอเซียอย่างต่อเนื่อง จากการใช้นโยบายการเงินผ่อนคลาย โดยในการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ในวันนี้ คาดว่าจะมีการอัดฉีดเงินเข้าสู่ตลาดเพิ่มเติมอีก โดยเฉพาะหลังจากที่ญี่ปุ่นได้ผู้นำคนใหม่ คือ “นายชินโซ อาเบะ” ได้แสดงวิสัยทัศน์ในการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อไป ด้วยเหตุนี้ทำให้การประชุมของ BOJ ที่จะสิ้นสุดในวันพรุ่งนี้ มีความเป็นไปได้สูงที่จะผลักดันให้มีการขยายวงเงิน QE เป็นครั้งที่ 5 ของปีนี้   (ครั้งล่าสุด เมื่อ 30 ต.ค.ที่ผ่านมา ได้มีการขยายวงเงินในการเข้าซื้อสินทรัพย์ 11 ล้านล้านเยน ส่งผลให้ QE มีขนาด 91 ล้านล้านเยน   ทั้งนี้ญี่ปุ่น ได้เริ่มใช้ QE ตั้งแต่ 1 ธ.ค.2552 หลังวิกฤติซับไพรม์ฯ ด้วยวงเงินเริ่มต้นเพียง 10 ล้านล้านเยน และได้มีการขยายวงเงิน รวมทั้งหมด 9 ครั้ง     และนับว่าสอดคล้องกับผลสำรวจนักเศรษฐศาสตร์ของ Bloomberg ล่าสุด ส่วนใหญ่  (17 รายจากทั้งหมด 21  ราย)  เชื่อว่า BOJ จะขยายวงเงินอีกราว 5-11 ล้านล้านเยน (อีก 4 คนที่เหลือ คาดจะมีการการเพิ่มวงเงิน ในการประชุม 22 ม.ค.2556)  

               ขณะที่ตลาดคาดหมายว่าการจัดการกับ Fiscal Cliff น่าจะได้ข้อสรุปที่ประนีประนอม แต่ตราบที่สหรัฐยังคงเผชิญกับปัญหาขาดดุลงบประมาณ ทำให้สหรัฐยังจำเป็นต้องมีการสร้างหนี้สินเพิ่มเติม และต้องขออนุมัติจากสภาครองเกรส ในการเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะ เพราะฉะนั้นตลาดหุ้นโลกอาจจะผ่อนคลายในระยะสั้น แต่ยังคงซ่อนปัญหาอยู่ใต้พรมต่อไป กล่าวโดยสรุปสภาพคล่องโลกที่ยังเพิ่มขึ้นท่ามกลางปัญหาเศรษฐกิจโลกที่ยังมีอยู่ จะยังเป็นปัจจัยหนุนตลาดหุ้นโลกต่อไป แต่เชื่อว่าเม็ดเงินลงทุนน่าจะโยกไปยังประเทศที่ under perform ตลาดหุ้นโลกตลอดหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะจีน ส่วนตลาดหุ้นไทย เนื่องจากมีค่า PER ที่สูงเกินกว่า 15 เท่า การขับเคลื่อนดัชนีคงต้องเกิดขึ้นกับหุ้นที่ PER ไม่สูงเกินไป และยังมี upside เมื่อเทียบกับ Fair Value ปี 2556 ซึ่งนักลงทุนคงต้องติดตามอ่านบทวิเคราะห์ อย่างใกล้ชิด เพื่อค้นหาหุ้นที่ยัง under value  และให้สามารถเอาชนะตลาดได้  “ติดตามหุ้น Stock Pick ใน Market Talk ได้ทุกวัน”

พอร์ตโบรกเกอร์ เริ่มขายทำกำไร สวนทางกับแรงซื้อจากนักลงทุนต่างชาติ
                วานนี้ นักลงทุนต่างชาติกลับเข้าซื้อหุ้นเอเชียราว 285 ล้านเหรียญฯ หลังจากได้สลับออกมาขายในวันก่อนหน้า โดยเป็นการเข้าซื้อในทั้ง 5 ประเทศ เริ่มต้นจาก เกาหลีใต้ มากที่สุด 204 ล้านเหรียญฯ ไทยราว 64 ล้านเหรียญฯ อินโดนีเซียราว 8 ล้านเหรียญฯ ไต้หวันราว 7 ล้านเหรียญฯ และฟิลิปปินส์ราว 1 ล้านเหรียญฯ สำหรับในตลาดหุ้นไทย สัญญาณการขายทำกำไรของพอร์ตการลงทุนของโบรกเกอร์ เริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ โดยวานนี้ มีการขายสุทธิออกมาอีก 787 ล้านบาท จะเห็นว่าในช่วง 7 วันทำการหลังสุด กลุ่มบัญชีหลักทรัพย์มีการขายสุทธิออกมาถึง 5 วันกว่า 2.7 พันล้านบาท หลังจากได้ซื้อสะสมติดต่อกัน 8 วันตั้งแต่ 26 พ.ย.- 6 ธ.ค. รวม 6.9 พันล้านบาท เชื่อว่า จะมีแรงขายทำกำไรจากนักลงทุนกลุ่มนี้เข้ามาต่อเนื่องในช่วงถัดไป ส่วนนักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิตลอด 6 วันทำการหลังสุดรวม 1.2 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้ยอดรวมเดือน ธ.ค. เป็นการซื้อสุทธิมากถึง 1.6 หมื่นล้านบาท เทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของเดือนพ.ย.ที่เป็นการขายสุทธิรวม 800 ล้านบาท เช่นเดียวกับตลาดฟิวเจอร์ส นักลงทุนต่างชาติกลับมาเปิดสถานะ Long สุทธิ 156 สัญญา หนุนยอด Long สุทธิรวมตั้งแต่ต้นเดือน ธ.ค. อยู่ที่ระดับ 380 สัญญา ฝ่ายวิจัย ประเมินว่าแรงซื้อต่อเนื่องตลอดทั้งเดือนนี้ น่าจะมีผลจากนโยบายผ่อนคลายทางการเงินด้วยการคงดอกเบี้ยระดับต่ำ รวมไปถึงมาตรการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเพิ่มเติมจากสหรัฐฯ (QE3 และ 4) รวมไปถึง ความคาดหวังต่อการอัดฉีดปริมาณเงินเพิ่มเติมจากญี่ปุ่น ดังที่กล่าวไว้ข้างต้น

ภายนอกเริ่มผ่อนคลาย แนะซื้อหุ้น Global ที่ under value  เลือก  KCE  เป็น Top pick 
                การใช้นโยบายผ่อนคลายเป็นแนวทางในการกระตุ้นกำลังซื้อและเศรษฐกิจโลก ทำให้โอกาสที่เศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวในงวด 6H56 มีความเป็นไปได้สูงขึ้น จึงแนะนำให้เริ่มสะสมหุ้น Global หรือที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจโลกบ้าง ซึ่งวันนี้ ASP แนะนำหุ้นในกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ โดยเลือก KCE  เป็น Top pick ในฐานะที่เป็นผู้ผลิต และส่งออกแผงวงจรไฟฟ้า ซึ่งฐานลูกค้าหลักราว 60% ของยอดขายรวม จะกระจุกตัวอยู่ในอุตสาหกรรมรถยนต์ และที่เหลือ 40% กระจายตัวในอุตสาหกรรม Consumer products, ภาคการผลิต และสื่อสาร รวมถึง Network และหลังจากการเข้าพบผู้บริหารล่าสุด (ประชุมนักวิเคราะห์เมื่อวันที่ 17 ธ.ค.55) เริ่มเห็นพัฒนาการในเชิงบวกมากขึ้น    และทำให้มั่นใจว่าผลประกอบการของ KCE จะดีขึ้นตามลำดับนับจาก 4Q55 เนื่องจากโรงงาน KCE Technology (คิดเป็น 50%ของกำลังการผลิต) ซึ่งเคยได้รับความเสียหายจากวิกฤติน้ำท่วมเมื่อช่วงปลายปี 2554 ได้ผ่านการปรับปรุงโรงงานครั้งใหญ่ และเปลี่ยนเครื่องจักรใหม่ที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น จนทำให้อัตราของเสีย ณ ปัจจุบันปรับตัวลดลงสู่ระดับ 4.5% ดีขึ้นเมื่อเทียบกับ 8% ในช่วงก่อนเกิดน้ำท่วม และคาดว่าจะดียิ่งขึ้นต่อเนื่องในปี 2556 หากสามารถเพิ่มการใช้กำลังการผลิตได้เต็มที่ (ปัจจุบันเดินเครื่องเพียง 60% ของกำลังการผลิตรวม)  จึงหนุนให้ ASP ตัดสินใจปรับเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิในปี 2556 อีกราว 37% จากเดิม เพื่อสะท้อนประสิทธิภาพของเครื่องจักรใหม่ในโรงงาน KCE Technology ที่เคยประเมินไว้ต่ำเกินไป โดยภายหลังจากการปรับปรุงประมาณการ มูลค่าพื้นฐานใหม่ ณ สิ้นปี 2556 เท่ากับ 12 บาท (จากเดิม 9.2 บาท) และปรับเพิ่มคำแนะนำเป็น ซื้อ จากเดิม ถือ อ่านรายละเอียดใน Company  update  เมื่อ 18 ธ.ค. 2555

ยังเป็นช่วงเวลาสลับขายหุ้นแพง ซื้อหุ้นพื้นฐานเด่น ที่มี Upside สูงจาก Fair Value ปี 2556
                จากที่ได้กล่าวถึงในข้างต้น ปริมาณเงินในระบบที่เพิ่มมากขึ้น ตามมาตรการผ่อนคลายทางการเงินทั่วโลก ยังคงเป็นปัจจัยสนับสนุนหลักต่อตลาดหุ้นทั่วโลกในปีหน้า โดยปี 2556 จุด SET Index น่าจะสามารถขึ้นไปทดสอบอย่างน้อยที่ระดับ PER 14 เท่าที่ 1,414 จุด แต่ในช่วงระยะสั้น ความเสี่ยงที่ตลาดหุ้นไทยจะต้องเจอการปรับพอร์ตลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ หลังหุ้นไทยให้ผลตอบแทนดีที่สุดในโลกตลอดปี 2555 เพื่อสลับไปลงทุนยังประเทศที่ยัง Under perform ในตลาดเพื่อนบ้าน เช่น จีน เป็นต้น บวกกับในช่วงต้นปี 2556 SET Index อาจต้องเจอแรงขายทำกำไรจากการครบรอบของ LTF ที่เข้าซื้อเมื่อปี 2552 2.6 หมื่นล้านบาท โดยมีต้นทุนเฉลี่ย 674 จุด เท่ากับว่าปัจจุบันเม็ดเงินดังกล่าวได้กำไรเกิน 100% (สะท้อนว่ามีปริมาณเงินที่พร้อมขายกว่า 5.2 หมื่นล้านบาท) ดัชนีในช่วงไตรมาสแรกของปี 2556 จึงอาจปรับเพิ่มขึ้นไปถึงเป้าหมายลำบากและน่าจะต้องมีการปรับฐานลงบ้าง กลยุทธ์การลงทุนจึงควรแบ่งออกเป็น 2 ระยะ คือ

    ระยะสั้น ปรับพอร์ตขายหุ้นแพงที่ขึ้นเกิน Fair Value ไปแล้ว และเปลี่ยนมาลงยังหุ้นที่มี EPS Growth ในงวด 4Q55 โตโดดเด่น PER ไม่แพงและยังมี Upside เหลือในระดับสูง โดยแบ่งเป็นกลุ่มต่างๆดั่งต่อไปนี้ กลุ่มอสังหาฯ PS (FV@ 28.08), MJD (FV@ 3.65), RML (FV@ 2.45) กลุ่มก่อสร้าง SEAFCO (FV@ 6.91) กลุ่มค้าปลีก HMPRO (FV@ 15.60) กลุ่มธนาคารฯ TCAP (FV@ 49.14) กลุ่มสินเชื่อเช่าซื้อ/บุคคล TK (FV@ 20.23), ASK(FV@ 23), AEONTS (FV@ 82.97) กลุ่มขนส่ง BTS (FV@ 7.50)

    ระยะกลางเน้นหุ้น Global Plays ที่จะได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก กลุ่มพลังงาน PTT (FV@ 420), TOP (FV@ 80.12) กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ KCE (FV@ 12), DELTA KCE (FV@ 36) ผสมกับหุ้น High Dividend ที่มี EPS Growth ปี 2556 สูง กลุ่ม สื่อสาร DTAC (FV@ 110), INTUCH (FV@ 87)
 

    

 

 

(พัชราภรณ์ ปุราทาเน เรียบเรียง ;โทร02-664-4451-2 อีเมล์: reporter@hooninside.com )

 

ที่มา: หุ้นอินไซด์

 


วันที่ : 19 ธันวาคม พ.ศ. 2555