วัน เสาร์ ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2557
Home > ชุมนุมเซียน
    จับตาธุรกิจ “ค้าปลีกสมัยใหม่ไซส์เล็ก” … ขยายตัวสูง แข่งขันรุนแรง...ท้าทายรับปีงูเล็ก

ประเด็นสำคัญ
•ภาพรวมธุรกิจค้าปลีกในปี 2556 คาดว่า GDP ธุรกิจค้าปลีกจะมีแนวโน้มเติบโตร้อยละ   6-8 ใกล้เคียงกับปี 2555
•ผู้ประกอบการทั้งไทยและต่างชาติ มีแนวโน้มขยายการลงทุนด้วยรูปแบบ “ค้าปลีกสมัยใหม่ไซส์เล็ก” มากขึ้น โดยคาดว่า มูลค่าตลาดของค้าปลีกสมัยใหม่ไซส์เล็กจะมีการขยายตัวอยู่ที่ประมาณร้อยละ 15-20 (YoY) ขณะที่การขยายสาขาน่าจะเพิ่มขึ้นอีกไม่ต่ำกว่า 1,000 สาขา รวมเป็นกว่า 11,000 สาขาทั่วประเทศ
•การกระจายตัวเพิ่มขึ้นของค้าปลีกสมัยใหม่ไซส์เล็ก ทำให้ผู้ประกอบการค้าปลีกโดยเฉพาะเอสเอ็มอียังเผชิญการแข่งขันที่รุนแรง และต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอด

“ร้านค้าปลีกสมัยใหม่ไซส์เล็ก”  กลายเป็น Model ค้าปลีกที่น่าจับตามองเป็นอย่างมากสำหรับปี 2556 นี้ ผู้ประกอบการค้าปลีกแต่ละราย โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายใหญ่ของไทยและนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งมีความแข็งแกร่งและมีศักยภาพในการบริหารธุรกิจค้าปลีก ต่างให้ความสนใจที่จะขยายตลาดค้าปลีกขนาดเล็กกันมากขึ้น ส่งสัญญาณให้เห็นถึงการแข่งขันที่มีแนวโน้มรุนแรง ดังนั้น การสร้างความแตกต่างให้กับธุรกิจและการใช้กลยุทธ์ทางการตลาดรูปแบบต่างๆ เพื่อดึงดูดให้ผู้บริโภคเข้ามาใช้บริการ นับเป็นโจทย์ที่ท้าทายสำหรับผู้ประกอบการ ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้ทำการสรุปประเด็นที่สำคัญของภาพรวมธุรกิจค้าปลีก รวมไปถึงความน่าสนใจของธุรกิจค้าปลีกขนาดเล็ก โดยมีรายละเอียด ดังนี้

ภาพรวมของธุรกิจค้าปลีกในปี 2556 น่าจะยังมีแนวโน้มขยายตัวร้อยละ 6-8 (YoY) ใกล้เคียงกับที่คาดว่า ขยายตัวประมาณร้อยละ 7.2 ในปี 2555... จากปัจจัยหนุนทางด้านกำลังซื้อของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นนโยบายเพิ่มรายได้ของภาครัฐ ซึ่งนอกจากโครงการรับจำนำข้าว มหกรรมลดภาระค่าครองชีพ อาทิ

ร้านค้าถูกใจ ที่มีต่อเนื่องจากปี 2555 ยังมีการปรับขึ้นค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ 300 บาท เม็ดเงินลงทุนบริหารจัดการน้ำและโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงการขยายตัวของภาคธุรกิจท่องเที่ยว โดยเฉพาะเมื่อมีการเปิดเสรี AEC ในปี 2558 ก็จะยิ่งส่งเสริมการเติบโตของจำนวนนักท่องเที่ยว และนักลงทุนชาวต่างชาติให้เข้ามายังประเทศไทยเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการธุรกิจค้าปลีกจะต้องระวังปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค โดยเฉพาะการเผชิญกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น จากทั้งราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่อาจจะปรับเพิ่มสูงขึ้นตามการปรับขึ้นค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ 300 บาท และต้นทุนสะสมด้านอื่นๆ ซึ่งผู้ประกอบการอาจจะผลักภาระด้านต้นทุนไปที่ราคาสินค้า ส่งผลให้ประชาชนต้องแบกรับค่าใช้จ่ายทั้งการบริโภคและอุปโภคเพิ่มมากขึ้น รวมถึงการปรับเพิ่มค่าไฟฟ้า Ft รอบใหม่ และราคาพลังงาน ซึ่งอาจจะส่งผลต่อต้นทุนดำเนินการของผู้ประกอบการ และอาจจะกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคในที่สุด

หลากปัจจัยหนุน Model ค้าปลีกขนาดเล็กโตต่อเนื่อง...ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า Model ค้าปลีกขนาดเล็กจะกลายเป็น Model ที่น่าสนใจและมีการขยายตัวอย่างรวดเร็วในปี 2556 โดยมีปัจจัยหนุนมาจาก
พฤติกรรมของผู้บริโภคที่ต้องการเน้นความสะดวกรวดเร็ว สินค้าจะซื้อน้อยชิ้นแต่บ่อยครั้งขึ้น ต้องการร้านจำหน่ายสินค้าที่ครบครัน และไม่อยากเสียเวลาในการเดินทางและหาที่จอดรถ ทำให้ผู้บริโภคนิยมซื้อสินค้าใกล้บ้านมากขึ้น โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน
ทำเล หรือพื้นที่ที่เหมาะสมในการขยายธุรกิจค้าปลีกขนาดใหญ่เริ่มหายากมากขึ้น อีกทั้งยังต้องใช้เงินลงทุนที่ค่อนข้างสูงและใช้ระยะเวลานานในการคืนทุน ในขณะที่การขยายธุรกิจขนาดเล็กจะสามารถหาพื้นที่ที่เหมาะสมได้ง่ายกว่า และอาศัยเงินลงทุนไม่มากนัก อีกทั้งยังสามารถเจาะเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคได้ง่ายมากขึ้น
ข้อจำกัดในเรื่องกฎหมายผังเมือง ทำให้การขยายธุรกิจค้าปลีกขนาดเล็กและเข้าใกล้พื้นที่ชุมชน ทำได้ง่ายกว่า ในขณะที่การขยายสาขาขนาดใหญ่ อาจมีข้อจำกัดค่อนข้างมากในเรื่องของกฎหมายผังเมือง และหากร่างพ.ร.บ. ค้าส่งค้าปลีกปีพ.ศ...ของไทย มีความชัดเจนและมีผลบังคับใช้ ก็ยิ่งทำให้การขยายสาขาขนาดใหญ่ทำได้ยากลำบากมากขึ้น

ทั้งนี้ รูปแบบการดำเนินการรุกขยายสาขาของร้านค้าปลีกสมัยใหม่ไซส์เล็ก สามารถแบ่งได้ ดังนี้
•ร้านค้าปลีกสะดวกซื้อ (Convenience Store) ยังคงเป็นรูปแบบร้านค้าปลีกสมัยใหม่ไซส์เล็กที่ผู้ประกอบการต่างให้ความสนใจและรุกขยายสาขาให้ครอบคลุมพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะเห็นได้จากปัจจุบัน มีผู้ประกอบการรายใหม่ หรือผู้ประกอบการค้าปลีกในรูปแบบอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นไฮเปอร์มาร์เก็ต ห้างสรรพสินค้า หรือแม้แต่ซัพพลายเออร์สินค้าอุปโภคบริโภคก็หันมารุกขยายตลาดค้าปลีกขนาดเล็กกันมากขึ้น

โดยเฉพาะการรุกขยายสาขาไปยังต่างจังหวัด ซึ่งสอดคล้องไปกับการขยายตัวของความเป็นเมืองที่มุ่งออกสู่ต่างจังหวัดมากขึ้น (Urbanization) ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลต่อพฤติกรรมหรือไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า ในปี 2556 มูลค่าตลาดร้านค้าปลีกสะดวกซื้อจะขยายตัวอยู่ที่ประมาณร้อยละ 15-20 (YoY) และจัดเป็นร้านค้าปลีกที่ยังคงมีการเติบโตอย่างโดดเด่นเมื่อเทียบกับค้าปลีกรูปแบบอื่นๆ

•ร้านค้าปลีกสมัยใหม่ไซส์เล็กแบบผสมผสาน (Mix-Concept) ก็เป็นอีกหนึ่งรูปแบบที่เป็นการแตกไลน์ธุรกิจให้มีความแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์และกลุ่มลูกค้าเป้าหมายเป็นหลัก เช่น ซูเปอร์-คอนวีเนี่ยน สโตร์ (Super-Convenience Store) มีจุดเด่นคือ เป็นร้านค้าปลีกสะดวกซื้อขนาดเล็กที่นอกจากจะมีการจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคแล้ว ยังมีการเพิ่มในส่วนของโซนอาหารสดเข้าไปด้วย เช่น ผัก ผลไม้ โดยยังคงเน้นตอบโจทย์พฤติกรรมของผู้บริโภคที่เน้นความสะดวกสบาย ซึ่งรูปแบบนี้ ปัจจุบันผู้ประกอบการค้าปลีกรายใหญ่หันมาให้ความสนใจมากขึ้น และกำลังเริ่มทดลองทำตลาด โดยเน้นจับกลุ่มคนเมืองที่มีกำลังซื้อสูง

•จับมือกับพันธมิตรทางธุรกิจ (Partnership) ไม่ว่าจะเป็นสถานีบริการน้ำมัน หรือคอนโดมิเนียม ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า การร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจนับเป็นอีกหนึ่งวิธี ที่นอกจากจะช่วยลดต้นทุนและลดระยะเวลาในการหาทำเลที่ตั้งใหม่แล้ว หากผู้ประกอบการได้พันธมิตรที่มีศักยภาพและมีเครือข่ายครอบคลุมเกือบทุกพื้นที่ซึ่งมีฐานลูกค้าเดิมอยู่แล้ว ก็น่าจะช่วยลดต้นทุนในส่วนของการทำการตลาดลงได้ ซึ่งปัจจุบันสถานีบริการน้ำมัน หรือคอนโดมิเนียมก็ยังคงมีแนวโน้มขยายตัวจำนวนมาก อีกทั้งภายหลังจากการเปิดเสรี AEC ในปี 2558 การจับมือร่วมกับพันธมิตรยังสามารถสร้างความแข็งแกร่งและสร้างโอกาสทางการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการค้าปลีกได้มากขึ้น ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า ภายในปี 2558 จะมีจำนวนสาขาร้านค้าปลีกสมัยใหม่ไซส์เล็กเปิดให้บริการในสถานที่ดังกล่าวเพิ่มอีกไม่ต่ำกว่า 700 สาขา จากปัจจุบันที่มีการเปิดสาขาไปแล้วประมาณ 870 สาขา

โดยภาพรวม ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า จากแผนการรุกขยายธุรกิจของผู้ประกอบการค้าปลีกทั้งหมด ทำให้จำนวนสาขาของค้าปลีกขนาดเล็กทั่วประเทศ น่าจะเพิ่มขึ้นอีกกว่า 1,000 สาขา ทำให้มีจำนวนสาขารวมกันไม่ต่ำกว่า 11,000 สาขา ในปี 2556 และเมื่อเทียบกับประเทศญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสิงคโปร์ ซึ่งมีรูปแบบร้านค้าปลีกใกล้เคียงกับไทย (แม้ว่าปัจจัยพื้นฐานทางด้านเศรษฐกิจจะพัฒนากว่าไทยค่อนข้างมาก) พบว่า สัดส่วนของร้านค้าปลีกสมัยใหม่ไซส์เล็กของไทยต่อความหนาแน่นของประชากรยังต่ำ ดังนั้น จึงอาจเป็นนัยที่บ่งชี้ว่า ไทยยังมีโอกาสที่จะขยายสาขา Model ร้านค้าปลีกสมัยใหม่ไซส์เล็กได้อีก โดยเฉพาะในพื้นที่ต่างจังหวัด

การรุกขยายสาขาค้าปลีกขนาดเล็กที่เพิ่มขึ้น นำมาซึ่งการแข่งขันที่รุนแรง และทำให้ผู้ประกอบการโดยเฉพาะเอสเอ็มอีต้องปรับตัว...ไม่เพียงแต่ผู้ประกอบการไทยเท่านั้น สัญญาณการรุกเข้ามาขยายการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติในรูปแบบค้าปลีกดังกล่าว อาทิ ประเทศญี่ปุ่น หรือแม้แต่ประเทศในอาเซียนอย่างสิงคโปร์และมาเลเซีย ก็เริ่มเข้ามาศึกษาโอกาสทางการขยายตัวของตลาดและขยายการลงทุนในไทยกันมากขึ้น และคาดว่าจะทยอยรุกเข้ามาเพิ่มขึ้นอีก พร้อมๆ กับการเปิดเสรี AEC ในปี 2558 ดังนั้น การดำเนินธุรกิจค้าปลีกของไทยนับจากนี้ไป น่าจะเห็นภาพของการปรับตัวและการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอีอาจจะได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก และต้องมีการปรับตัวเพื่อให้ธุรกิจอยู่รอดและแข่งขันได้ ดังนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่นับตั้งแต่วันนี้ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีของไทยจะต้องเร่งปรับตัว โดยอาจจะเริ่มจากการมองหาจุดแข็งและจุดอ่อนของตนเอง มาพัฒนาและปรับปรุงสินค้าและบริการให้ดีขึ้น เพื่อให้สามารถอยู่รอดได้ท่ามกลางหลากปัจจัยท้าทาย

ภาคผนวก
การเตรียมความพร้อมของผู้ประกอบการค้าปลีกเอสเอ็มอีของไทย มีดังนี้
การบริหารจัดการ   
แผนผังร้านค้าและการจัดเรียง
ผู้ประกอบการต้องปรับปรุงการบริหารจัดการต้นทุนให้ต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยเฉพาะการจัดระเบียบการกระจายสินค้าและจัดเก็บสินค้าให้เป็นระบบมากขึ้น ซึ่งอาจจะต้องนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ามาช่วย
จัดการสินค้าคงคลังที่พอเหมาะกับลูกค้า ซึ่งผู้ประกอบการจะต้องมีระบบการจัดเก็บข้อมูลลูกค้า หมั่นสำรวจสินค้าที่วางจำหน่ายในร้าน สังเกตอัตราการหมุนเวียนของสินค้า และควรพยายามขายสินค้าที่มีการหมุนเวียนสูง เพื่อประหยัดต้นทุนคงคลัง
ความร่วมมือกันระหว่างผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เช่น การรวมกลุ่มกันเพื่อสั่งซื้อสินค้ากับผู้ผลิตหรือซัพพลายเออร์ นับว่ามีความสำคัญที่จะช่วยผลักดันให้ระบบการค้าปลีกเอสเอ็มอีของไทยยังคงดำเนินไปได้ และสามารถรับมือกับการแข่งขันที่รุนแรงได้   
การปรับภาพลักษณ์ของร้านค้าให้ดูทันสมัยขึ้น จะสามารถดึงดูดลูกค้าให้เข้ามาใช้บริการได้มากขึ้น
ควรมีการปรับปรุง/ตกแต่งสถานที่ให้ดูดี ทั้งการตกแต่งทางกายภาพและภาพลักษณ์ โดยจะต้องให้ความสำคัญกับคำว่า “สะอาด สว่าง สะดวกสบาย”
การจัดเรียงสินค้าก็ควรที่จะทำให้เป็นระบบ และง่ายต่อการเลือกซื้อการให้ความสำคัญกับลูกค้า   

สังเกตการเปลี่ยนแปลงรอบตัว
เพื่อให้สินค้าตรงกับความต้องการของลูกค้า ผู้ประกอบการจึงควรมีการศึกษาพฤติกรรมการบริโภค และรสนิยมของลูกค้าอยู่เสมอ
ต้องมีกิจกรรมส่งเสริมการขายบ้าง เพื่อจูงใจหรือกระตุ้นให้ลูกค้าสนใจที่จะเข้ามาใช้บริการ ไม่ว่าจะเป็นการลดแลกแจกแถม การมีคูปองสะสมแต้ม
เน้นขายบริการเพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดี และทำให้ลูกค้ารู้สึกประทับใจ จนอยากกลับมาใช้บริการซ้ำ        เช่น เทคโนโลยี เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม ว่าได้สร้างผลกระทบอะไรเกิดขึ้นบ้าง และผู้ประกอบการจะสามารถใช้โอกาสนั้นๆ ได้อย่างไร
ดูจุดอ่อนของคนอื่น แล้วนำมาทำเป็นจุดแข็งของตนเอง ซึ่งถ้าสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ ก็จะทำให้สามารถหลีกหนีคู่แข่งได้
เก็บข้อมูลของร้านค้าปลีกสมัยใหม่อยู่เสมอ เพื่อนำมาใช้เป็นแนวทางในการสร้างจุดขายที่แตกต่างต่อไป 


Disclaimer
รายงานวิจัยฉบับนี้จัดทำเพื่อเผยแพร่ทั่วไป โดยจัดทำขึ้นจากแหล่งข้อมูลต่างๆ ที่น่าเชื่อถือ แต่บริษัทฯ มิอาจรับรองความถูกต้อง ความน่าเชื่อถือ หรือความสมบูรณ์เพื่อใช้ในทางการค้าหรือประโยชน์อื่นใด บริษัทฯ อาจมีการเปลี่ยนแปลงปรับปรุงข้อมูลได้ตลอดเวลาโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ทั้งนี้ผู้ใช้ข้อมูลต้องใช้ความระมัดระวังในการใช้ข้อมูลต่างๆ ด้วยวิจารณญาณของตนเองและรับผิดชอบในความเสี่ยงเองทั้งสิ้น บริษัทฯ จะไม่รับผิดต่อผู้ใช้หรือบุคคลใดในความเสียหายใดจากการใช้ข้อมูลดังกล่าว ข้อมูลในรายงานฉบับนี้จึงไม่ถือว่าเป็นการให้ความเห็นหรือคำแนะนำในการตัดสินใจทาง

โดย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

    วันที่ : 14 มกราคม พ.ศ. 2556
Share
 
 
 
    หุ้น Yield Value Rank
    หุ้น Market Cap Rank
    หุ้น Closing Rank
    หุ้น Book Value Rank
    หุ้น P/E Ratio Rank
    www.gloryskygroup.com
    www.thaivi.com
    www.lsx.com.la
    
      
      
     สงวนลิขสิทธิ์ © 2002 - 2011 โดย Hooninside.com